Post on 15/07/2019

ซาร์นิโคลัสที่ 2 สั่งแบนวอดก้า ต้นเหตุสำคัญทำให้ราชวงศ์ล่มสลาย

ซาร์นิโคลัสที่ 2 คือ ซาร์คนสุดท้ายของรัสเซีย พระองค์ทรงดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดหลายประการ แม้จะริเริ่มด้วยเจตนาที่ดี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นไปตามประสงค์ เช่นการสั่งห้ามผลิตและจำหน่าย “วอดก้า” เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของชาวรัสเซีย ซึ่งหากมองในแง่ศีลธรรมคงดีแน่ 

แต่ในแง่การปกครอง การใช้ “อำนาจเด็ดขาด” เพียงอย่างเดียวเพื่อเชิดชูศีลธรรม หรือเพื่อสร้างวินัยให้กับสังคมได้รับการพิสูจน์ในแผ่นดินของพระองค์แล้วว่า ผลดีที่ได้ “ไม่ได้สัดส่วน” กับผลเสียที่ตามมา และเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แผ่นดินระส่ำระสาย จนทำให้ราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียมานานเกือบ 3 ศตวรรษต้องล่มสลาย

ซาร์นิโคลัสขึ้นครองราชย์ต่อจากซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 พระบิดาที่เสียชีวิตเมื่อปี 1894 ซึ่งตลอดการครองราชย์ซาร์อเล็กซานเดอร์ไม่เคยเข้าร่วมกับสงครามระหว่างประเทศเลยและยังได้รับฉายาว่าเป็น “ผู้รักษาสันติภาพ” แต่ซาร์นิโคลัสดำเนินนโยบายต่างออกไป พระองค์ต้องการขยายอิทธิพลของรัสเซียไปยังประเทศรอบข้าง เช่น เกาหลี ที่ญี่ปุ่นเองก็มีอิทธิพลครอบงำอยู่ ผลที่ตามมาก็คือ สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904-1905) ซึ่งชัยชนะตกเป็นของญี่ปุ่นและยังสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างรุนแรงจนเกิดการจลาจลนำไปสู่การปฏิวัติและการจัดตั้งระบอบรัฐสภาขึ้นมา

แต่ซาร์นิโคลัสก็ยังมิได้หมดความทะเยอทะยานเมื่อไปตะวันออกไม่ได้ผล จึงมองมาที่คาบสมุทรบอลข่านแทน พระองค์แสดงท่าทีสนับสนุนกระแสชาตินิยมของชาวสลาฟในพื้นที่ และเมื่ออาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันท์ แห่งออสเตรียถูกลอบสังหารในซาราเยโว เมืองเอกของบอสเนีย โดยนักชาตินิยมชาวบอสเนียเชื้อสายเซิร์บที่ต้องการปลดแอกแคว้นของชาวสลาฟใต้ออกจากจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย (ซึ่งให้การสนับสนุนขบวนการชาตินิยมชาวเซิร์บอีกต่อหนึ่ง) ซาร์นิโคลัสในฐานะสปอนเซอร์ของเซอร์เบียจึงต้องเข้าร่วมสงครามคราวนี้อย่างเลี่ยงมิได้    

แน่นอนว่าคราวนี้ ซาร์นิโคลัสทราบดีถึงหนึ่งในปัญหาที่ทำให้รัสเซียพ่ายแพ้ให้กับญี่ปุ่น นั่นก็คือเรื่องของวินัยทหาร หนังสือเรื่อง Russian Prohibition (โดย Ernest Barron Gordon) บรรยายภาพการรบระหว่างกองทัพรัสเซียกับกองทัพญี่ปุ่นว่าไม่ต่างไปจากยามขี้เมาปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สร่างเหล้าตาสว่างแล้ว ด้วยทหารรัสเซียมีพฤติกรรมติดเหล้าค่อนข้างสูงเมื่อไปรบก็ยังพกเหล้าติดตัว หรือยังไปแสวงหามาดื่มจนขาดสติอยู่เสมอ

เมื่อประเทศต้องเตรียมรับมือกับสงครามใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ในเดือนกรกฎาคม 1914 ซาร์นิโคลัสจึงออกพระราชกฤษฎีกาสั่งห้ามการจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง 

แต่นั่นถือเป็นมาตรการที่สุดขั้วมาก เพราะรายได้จากการขายวอดก้าคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของงบประมาณประเทศในแต่ละปี (ว่ากันว่า ด้วยการผูกขาดรายได้จากการขายเหล้าโดยรัฐ น่าจะทำให้รายได้ส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำในช่วงศตวรรษที่ 19) แม้ซาร์จะแจ้งกระทรวงการคลังให้หารายได้เสริมด้านอื่นไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี แต่มันก็ยังเป็นมาตรการที่กระทันหัน แล้วยังเป็นภาวะสงคราม คำสั่งดังกล่าวจึงกระทบต่อสภาวะทางการคลังของรัสเซียอย่างรุนแรง

ในด้านหนึ่ง ข้อมูลของ Russia Beyond หนึ่งในสื่อของรัฐบาลรัสเซียอ้างว่า เบื้องต้นมาตรการดังกล่าวส่งผลเชิงบวกอยู่พอสมควร ทั้งอาชญากรรมที่ลดลง ผู้ป่วยทางจิตก็ลดลง คุณภาพชีวิตของครอบครัวในชนบทดีขึ้น มีการลงเอาเงินไปลงทุนเพื่อพัฒนาการผลิตเชิงเกษตรหรือหัตถกรรมมากขึ้น และมีประชาชนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับการแบนเหล้า และพร้อมที่จะจ่ายภาษีในรูปแบบอื่นเพียงให้ยืดระยะเวลาการแบนเหล้าออกไป

ขณะเดียวกัน การบังคับแบบหักดิบก็ไม่สามารถหยุดยั้งประชาชนที่ต้องการดื่มเหล้าได้อย่างสิ้นเชิง มันจึงนำไปสู่ปัญหาการต้มเหล้าเถื่อน ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันเกิดจลาจลไปทั่วแผ่นดิน ร้านเหล้ากว่า 200 แห่งถูกบุกรุกเนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่สามารถอยู่โดยขาดวอดก้าได้ ผู้ว่าบางเมืองจึงยื่นฎีกาถึงซาร์ขอให้เปิดขายเหล้าได้สักวันละ 2 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจลาจลที่ตามมา 

ส่วนวินัยกองทัพก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาด ทหารขี้เมาแทนที่จะสร่างเมากลับพากันก่อหวอดบุกโกดังเก็บเหล้าเสียเอง ยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยาก การสั่งห้ามขายวอดก้าก็ทำให้ชาวบ้านเอาข้าวสาลีมาทำเหล้าเถื่อน ทำให้ปัญหาข้าวยากหมากแพงหนักขึ้นไป ผสมโรงกับภาวะสงคราม แผ่นดินรัสเซียจึงระส่ำระสายหนัก 

หลังสงครามและมาตรการแบนเหล้ามีผลได้ราว 3 ปี สังคมรัสเซียก็ถึงจุดแตกหัก รัฐบาลซาร์ที่ถังแตกต้องตัดงบประมาณลงทุกส่วน รวมถึงกองทัพ (ที่กระสุนจะใช้ในสงครามยังขาดแคลน) ทำให้ซาร์ไม่อาจคุมกองทัพได้อยู่อีกต่อไป 

เมื่อเกิดการจลาจลครั้งใหญ่ขึ้น กองทัพจึงใส่เกียร์ว่างปล่อยให้การจลาจลขยายตัวจนยากจะควบคุม ไม่เหมือนสมัยที่รัสเซียแพ้สงครามให้ญี่ปุ่นใหม่ ๆ เมื่อเกิดจลาจลกองทัพก็ยังพร้อมจะลั่นไกสังหารหมู่ประชาชนเพื่อพระองค์อยู่ (เหตุการณ์ Bloody Sunday ในปี 1905 มีผู้ประท้วงถูกสังหารกว่า 130 ราย – Britannica)

ซาร์นิโคลัสจึงต้องสละบัลลังก์และถูกควบคุมตัวก่อนถูกสังหารหมู่ทั้งครอบครัว (ส่วน “รัสปูติน” ที่ปรึกษาด้านจิตวิญญาณที่มีอำนาจครอบงำพระองค์และราชินีเป็นอย่างสูงได้ถูกสังหารไปก่อนแล้ว) รัสเซียต้องออกจากสงครามโลก และเข้าสู่สงครามกลางเมืองก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะสามารถขึ้นมาครองอำนาจได้อย่างเด็ดขาด และสั่งยกเลิกการแบนเหล้าไปในปี 1925 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับรัฐคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งเกิดใหม่ 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

ดักลาส แมกอาเธอร์ ผู้เปลี่ยนฐานะเทพเจ้าของจักรพรรดิให้เป็น “คนธรรมดา”

“เจียง ไคเช็ก” จับคนเห็นต่างเข้าตาราง ด้วยกฎอัยการศึกที่ยาวนานที่สุดในโลก

ศาลอังกฤษ ต้นแบบคดี “หมิ่นศาล” เลิกถือสากับคำวิจารณ์ของสาธารณะ

ซอลาฮุดดีน วีรบุรุษแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์ ตำนานผู้นำสุภาพชนมุสลิม

อุจิยามะ กูโด พระสงฆ์นักปฏิรูปต้องโทษประหาร หลังถูกกล่าวหาหมิ่นจักรพรรดิ

พระบำราศนราดูร รัฐมนตรีปราบโรคระบาด ที่มาชื่อสถาบันบำราศนราดูร

เอช. ลาวิตี สเตาต์ จากช่างก่อสร้างสู่ผู้สร้างรากฐานของบริติชเวอร์จิน

โยชิอากิ ชิราอิชิ บิดาแห่งซูชิสายพาน ผู้ปฏิวัติการกินซูชิ