Post on 26/12/2018

“พ่อดม” อุดม ทรงแสง ร่มไทรแห่งเสียงหัวเราะ ผู้ก่อตั้ง “คณะชวนชื่น”

“สวัสดีท่านผู้ชม กระผม อุดม ชวนชื่น

ขอบคุณสองฝั่งที่นั่งยืน ให้ท่านสดชื่นสมหวัง

ผมมีลูกสิบห้า เมียสี่ ตอนนั้นยังไม่มีหลักแหล่ง

ต้องยึดหลักเป็นนักแสดง แล้วแต่คนจะแจ้งว่าจ้าง

ไปเล่นดนตรีแล้วดวงมันตก เลยมาตั้งตลกชวนชื่น

เดี๋ยวนี้ราบลื่นสุขล้น ลูกๆ ทุกคนสมหวัง”

 

เสียงร้องลิเกเอื้อนเอ่ยถึงชีวิตส่วนตัวของ “พ่อดม” อุดม ชวนชื่น นักแสดงตลกชื่อดังที่พูดถึงชีวิตในรายการโทรทัศน์ น่าจะเป็นการย่นย่อประวัติตัวเองออกมาได้ดี ทั้งการมีครอบครัวเมีย 4 ลูก 15 คน เปลี่ยนอาชีพจากนักดนตรีดวงตก สู่นักแสดงตลกคณะชวนชื่น ทำงานหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวด้วยความลำบาก ก่อนชีวิตช่วงสุดท้ายจะราบรื่นสุขสม

และเมื่อเวลาประมาณ 11 โมงของวันที่ 24 ธันวาคม 2561 พ่อดมก็จากไปอย่างสงบด้วยวัย 83 ปี นับเป็นอีกหนึ่งการสูญเสียผู้สร้างเสียงหัวเราะแก่คนไทยมานาน

พ่อดม หรือ อุดม ทรงแสง เป็นชาวบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพลิเก โดยอยู่ในคณะลิเกรุ่นแรกๆ ของประเทศ “คณะศิลป์ส่งเสริม” ก่อนจะเปลี่ยนมายัง “คณะอุดมศิลป์” ด้วยหน้าตาหล่อเหลา ไหวพริบดี และการรู้จังหวะดนตรี ทำให้เขาได้รับบทเป็นพระเอกลิเกมาโดยตลอด

จุดเด่นคณะลิเกของเขา คือการนำเครื่องดนตรีสากลที่ตนเองชอบมาผสมผสานกับเครื่องดนตรีไทย ไม่ว่าจะเป็นแอ็คคอร์เดียน กีต้าร์ เบส และกลองชุด ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ประกอบกับคำพูดผู้ชมที่บอกว่า “พระเอกแก่เกินไปแล้ว” พ่อดมจึงตัดสินใจเลิกอาชีพลิเก และเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสานฝันการเป็นนักดนตรีแทน

พ่อดมเข้ากรุงเทพฯ พร้อมแซกโซโฟนคู่ใจ เดินสายสมัครตามวงดนตรีลูกทุ่งสักระยะ ก่อนจะได้เข้าร่วมวงของ เพลิน พรหมแดน แรกเริ่มเขาเป็นนักดนตรีนานอยู่ 7 – 8 ปี ต่อมาเพื่อนร่วมวง เทพ โพธิ์งาม (สามีลูกสาวคนที่สองของพ่อดม) และ เพชร ดาราฉาย ตัดสินใจลาออก เพลิน พรหมแดน จึงชวนพ่อดมไปแสดงตลกหน้าเวทีแทน ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่นั้นได้ดี

“เป่าแซกฯ ได้ 200 บาท เล่นตลกได้ 500 บาท พ่อวางแซกฯ เลย เล่นตลกดีกว่า” เขากล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ระยะเวลาผ่านไปคณะเพลิน พรหมแดน ยุบวง เขาเดินสายสมัครตามคณะอื่นๆ สักพัก ก่อนจะตัดสินใจตั้งคณะตลกเป็นของตัวเองชื่อคณะ “ชวนชม” แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ประมาณช่วงปี พ.ศ. 2525 พ่อดมจึงหันมาตั้งคณะตลกกับลูกชาย “จิ้ม ชวนชื่น” นพดล ทรงแสง และให้พระราชนันทาจารย์ วัดเวตวันธรรมาวาส หรือ หลวงพ่อผล วัดเชิงหวาย ตั้งชื่อตลกคณะ “ชวนชื่น” ซึ่งเป็นชื่อของศาลาการเปรียญ เพื่อที่แสดงถึงความร่มเย็นเป็นสุข เหมือนดั่งเอกลักษณ์ของคณะตลกชวนชื่นที่ใช้สมาชิกครอบครัวเป็นหลัก นำลิเกมาผสมผสาน และไม่เล่นมุกตลกหยาบคายเกินไป

“ผมลากลูกทุกคนมาเป็นศิลปินให้หมด เพราะการเป็นศิลปินทำให้เรามาเจอกัน เป็นป๋าดันตั้งแต่พวกมันยังเล็กๆ เลย”

คณะชวนชื่นเล่นตลกตามคาเฟ่ต่างๆ นานกว่า 20 ปี โดยมีชื่อเสียงเล็กๆ ในวงแคบในฐานะตลกเทปวิดีโอ ขณะเดียวกันยุคนั้นประเทศไทยมีคณะตลก “เชิญยิ้ม” ที่โด่งดังอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งด้วยบารมีของ “เป็ด เชิญยิ้ม” ธัญญา โพธิ์วิจิตร ที่เชิญคณะชวนชื่นไปออกรายการโทรทัศน์ทไวไลท์โชว์ ทำให้คณะชวนชื่นเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น

“ถ้าไม่ได้คุณเป็ด คณะชวนชื่นก็คงไม่เกิด”

ในยุคที่ตลกคาเฟ่เริ่มหายไปจากตลาด คณะชวนชื่นกลับมีชื่อเสียงขึ้นมาจากการแสดงตลกทางโทรทัศน์ พออายุพ่อดมที่มากขึ้น เขาจึงตัดสินใจยกคณะชวนชื่นให้กับ จิ้ม ชวนชื่น เป็นผู้ดูแลแทนต่อ โดยคุณพ่อยังแสดงตลกร่วมอยู่เสมอ

รายการโทรทัศน์ที่โด่งดังคือ “ชวนชื่นคาเฟ่” เป็นรายการตลกเบาสมองในช่วงเย็น ผ่านนักแสดงตลกจากคณะชวนชื่นและตลกท่านอื่น ซึ่งออกอากาศครั้งแรกเมื่อเดือน 1 เมษายน พ.ศ. 2547 – 14 มกราคม พ.ศ. 2551 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ชวนชื่นโชว์” ออกอากาศ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 ทางช่องทรูเฮฮา และย้ายมาออกอากาศช่อง 66 และล่าสุดเมื่อปี 2558 กับรายการ “ชวนชื่น แฟมิลี่ โชว์” ในรูปแบบโชว์ตลกอลังการหน้าม่านไม่ซ้ำแบบไม่ซ้ำเรื่อง พร้อมทุ่มทุนสร้างทั้งฉาก เอฟเฟคพิเศษ ออกอากาศช่วงเย็นทางช่อง 3 ออริจินอล และช่อง 3 HD

ไม่เพียงแต่เฉพาะผลงานด้านการแสดงตลก พ่อดมยังมีความสามารถทางดนตรี เขาเคยแต่งเพลงให้ คัมภีร์ แสงทอง, ยอดรัก สลักใจ, เอกชัย ศรีวิชัย และอีกหลายคน แต่ไม่มีเพลงไหนประสบความสำเร็จเท่า “พิษรักพิษณุโลก” ซึ่งโด่งดังจากการร้องของ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม

“ถ้าผู้ชายไม่เจ้าชู้ เหมือนงูไม่มีพิษ”

อย่างที่รู้กัน พ่อดมมีภรรยา 4 คน และลูก 15 คน กระนั้นเขาบอกว่าทุกคนรักใคร่กันกลมเกลียว และอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ เขาบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเจ้าชู้ แต่เป็นคนใจอ่อนกับผู้หญิง โดยสาเหตุที่ภรรยาหลายคนเกิดจากความจำเป็นที่เดินทางเปลี่ยนอาชีพบ่อย ซึ่งภรรยาคนแรก “แม่เยื่อ” บอกให้พามาอยู่บ้านเดียวกันเพราะจะได้บริหารกันได้ เขาจึงให้ภรรยามาอยู่บ้านเดียวกัน

“ตื่นเช้าเมียหลวงทำขนมหวาน เมียน้อยทำข้าวแกง อีกคนแคะขนมครก เรียกว่าในตลาดแถวบ้าน บ้านผมเหมาหมด” เขากล่าว “เวลาสามคนเดินจูงมือเดินเข้าตลาดน่ารักมาก แต่น่ากระทืบพ่อ (หัวเราะ)”

อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่าการมีเมียหลายคนอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เขาโชคดีที่เจอภรรยาที่เข้าใจ ส่วนเคล็ดลับความสัมพันธ์ของเขาคือการให้เกียรติผู้หญิงเสมอ

“เราอยู่ได้ถึงวันนี้เพราะเราให้เกียรติผู้หญิง ไม่ทำร้ายจิตใจเขา มีเมียกี่คนก็ไม่เคยด่า ไม่ทะเลาะกัน เพราะถ้าไม่พอใจ พ่อออกจากบ้านเอง ออกไปทำงาน พอกลับมาแม่ต้องยิ้มให้พ่อแล้ว”

และช่วงเวลาที่พ่อดมมีความสุขก็คือ “แค่นั่งประทานอาหารร่วมกันก็มีความสุขแล้ว”

 

ว่ากันตามตรง ปัจจุบันอาชีพตลกแทบอยู่ไม่รอดในวงการ คณะชวนชื่นก็แตกกระจัดกระจายไปทำงานของแต่ละคน สำหรับพ่อดมเขาบอกว่าตนเองไม่ห่วงลูกๆ เพราะทุกคนเติบโตและโด่งดังในทิศทางของตัวเอง โดยเฉพาะลูกคนเล็ก “แจ๊ส ชวนชื่น” ผดุง ทรงแสง ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ว่าได้

“ผมเห็นพ่อเห็นอยู่บนเวทีตลกและลิเกมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ทำไมพ่อถึงเป็นตลก ทำไมต้องทำให้คนอื่นหัวเราะ แต่พอเติบโตขึ้น 5-6 ขวบ ซึมซับความเป็นตลก อยากดูตลก ผมว่าตลกมีมนต์ขลัง นั่นทำให้ผมอยากเป็นตลก” เขากล่าวถึงพ่อดม

ปัจจุบัน แจ๊ส ชวนชื่น ไม่เพียงเป็นนักแสดงตลก/พระเอกพันล้าน จาก หลวงพี่แจ๊ส 4G (2559) แต่เขายังเป็นนักร้องเกือบๆ 250 ล้านวิวกับวง “สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก” ซึ่งยังคงมีผลงานทั้งภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และเพลงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา

จิ้ม ชวนชื่น กล่าวถึงคำสอนที่พ่อดมหมั่นสอนลูกๆ ทุกคนอยู่เสมอว่า “ไม่ได้-ไม่ได้”

“ไม่ได้-ไม่ได้ คือมนุษย์เรามีมันสมองเท่ากัน เขาทำได้ เราต้องทำได้ ทำก่อน ทำไม่ได้แล้วค่อยมาคุยกัน มันกลายเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ชวนชื่นประสบความสำเร็จ สิ่งที่พ่อสอนให้ทำแรกๆ เราอาจไม่ถนัด แต่มันก็ดีต่อชีวิตเราในอนาคต”

เช่นเดียวกับประโยคใน Instagram ของเขาที่โพสต์ข้อความว่า

“ชีวิตคนเราไม่ต้องไปมองคนอื่น มองแค่ตัวเราเองนี่แหละ คนอื่นจะร่ำรวยล้นฟ้ายังไงก็ช่างเขา เรามุ่งไปแค่สิ่งที่เราต้องการ ทำให้ได้ ทำให้สำเร็จ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ชอบอะไรก็ทำไปอย่างที่ตัวเองชอบ แต่ต้องทำให้สำเร็จนะ ถ้าไม่สำเร็จก็ลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นดู”

ไม่นานมานี้ ชื่อ อุดม ทรงแสง ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปีนี้ ทว่าเขากลับปฏิเสธรับตำแหน่งด้วยเหตุผลว่า กลัวทำให้สถาบันเสื่อมเสียชื่อเสียง

“พูดกันตรงๆ ว่า ถ้าเป็นศิลปินแห่งชาติแล้วจะเที่ยวอาบอบนวดไม่ได้”

พ่อดมยอมรับว่าตัวเองชอบความอิสระ เกรงว่าการรับรางวัลจะไม่สามารถเที่ยวได้เหมือนแต่ก่อน ถึงแม้จะเลิกเที่ยวแล้วตั้งแต่ปี 2560

“ลูกผู้ชายทำจริง พูดจริง สมัยก่อนมีคนชวนให้ไปรับเครื่องราชฯ รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ นายกสมาคมตลก เราไม่รับดีกว่า เพราะเราไม่อยากแบกเรื่องเครียดๆ” พ่อดมกล่าว “ตลกสมัยนี้หากินยาก เก็บเงินเก็บทองเอาไว้ เรื่องเที่ยวนานๆ ที เดือนสองเดือนค่อยเที่ยว อย่าเที่ยวอย่างพ่อ เวลาเราไม่มีเงินไปหาที่ใครไม่ได้”

ท้ายที่สุดแล้ว เคล็ดลับการมีอายุยืนของเขาคือการทำตัวเป็นวัยรุ่นเสมอ ถึงขนาดบอกว่าใครทักว่าแก่จะโกรธ

“เราแค่ออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาหารเสริมนิดหน่อย กับไข่ลวกทุกวัน ออกไปเต้นตามงาน สนุกกับมัน เป่าแซก ร้องเพลง นั่นแหละคือความสุขที่ได้มา”

เมื่อใบไม้ย่อมมีวันผลัดใบ แต่ความสุขจากพ่อดมจะอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป เหมือนดั่งต้นไทรที่แผ่กิ่งก้านสาขา ปกคลุมปกป้องลูกหลานทั้งหมด เขาคือผู้ก่อตั้งคณะตลก “ชวนชื่น” และคือคุณพ่อของลูกๆ ตระกูล “ทรงแสง” ตราบจนนิรันดร์

#RIPพ่อดมชวนชื่น

 

ขอบคุณภาพจาก domchuanchyn

 

ที่มา


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง