Post on 12/02/2019

“อุตตม สาวนายน” จากเมกะโปรเจกต์เศรษฐกิจ EEC ถึง “พรรคพลังประชารัฐ”

“อุตตม สาวนายน” นั่งเป็นรัฐมนตรีมามากกว่า 3 ปี โดยรับงานจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี มาสร้างมรดกทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านเมกะโปรเจกต์เศรษฐกิจ EEC ไม่เพียงเท่านั้น การประกาศถือธงนำพรรคพลังประชารัฐของอุตตมในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยังถือเป็นเมกะโปรเจกต์ทางการเมืองขนาดใหญ่ ด้วยหวังว่าความสำเร็จในคณิตศาสตร์การเมืองของพรรคนี้จะทำให้พวกเขาสามารถสาน “วาระ” ทางการเมือง-เศรษฐกิจต่อไปได้อีกมากกว่า 4 ปี

 

ลูกน้องสมคิด-ห้องวอร์รูม ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 1

อุตตม สาวนายน เคยเป็นหนึ่งใน 4 รัฐมนตรี คีย์แมนพรรคพลังประชารัฐ รั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขนานไปกับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ การสวมหมวกสองใบเช่นนี้ดูจะถูกตั้งคำถามไม่น้อยในเรื่องความสง่างามทางการเมือง อุตตมตอบคำถามเรื่องนี้ว่าจะทำงานการเมืองเฉพาะนอกเวลาราชการ-เมื่อถึงจุดหนึ่งจะไม่สวมหมวกสองใบ และตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2562 เขาจึงลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี เข้าสู่เส้นทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว

นอกไปจากตำแหน่งสำคัญทั้งหลาย อุตตมยังจัดเป็น “ลูกน้องสมคิด-มองสมคิดเป็นที่ปรึกษาทางใจ” อุตตมเป็นวงในสุดที่ล้อมตัวรองนายกฯ สมคิดอยู่

ทุกเช้าวันจันทร์ อุตตมจะประชุม ครม.เศรษฐกิจที่ห้องทำงานของสมคิด-หลังประชุม ครม.ในวันอังคาร เขาและรัฐมนตรีในกำกับของสมคิดมีนัดประชุมต่อที่ห้องทำงานสมคิด เมื่อมีวาระทางการเมืองเร่งด่วนต้องการคำปรึกษาทั้งในทางการเมือง และทางใจ 4 รัฐมนตรี อันได้แก่ “อุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์-กอบศักดิ์” จะเดินเข้าออกห้องทำงานของรองนายกฯ สมคิดที่ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 1 เป็นว่าเล่น ห้องนี้เองที่ขับเคลื่อนทั้งดีลเปิด-ดีลลับ ขยับทิศทางการเมืองไทย สื่อใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่า ห้องแห่งนี้คือที่มาของพรรคการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในเวลานี้

อุตตมเติบโตจากโลกวิชาการและโลกธุรกิจ เดินเข้าสู่แวดวงทางการเมืองด้วยคำชวนจากผู้ใหญ่ทางการเมือง คือ รองนายกฯ สมคิด เฉพาะหลังการรัฐประหารรอบนี้ อุตตมตอบรับคำชวนนั่งตำแหน่งแรกในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในวันที่ 19 สิงหาคม 2558 และหลังจากสมคิดได้รับแรงหนุนให้คุมภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมด อุตตม ก็ได้รับแรงหนุนให้กุมบังเหียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 15 ธันวาคม 2559

 

EEC – เมืองใหม่ เมืองใหญ่ – ขายฝัน วันเลือกตั้ง

วาระสำคัญที่ผู้เป็นที่ปรึกษาทางใจของอุตตม ฝากไว้คือ ผลักดัน “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” (Eastern Economic Corridor : EEC) ให้สำเร็จ ในแวดวงการเมือง รู้กันดีว่า EEC คือจุดชี้ขาดของรัฐบาลประยุทธ์ ก่อนลงจากบัลลังก์อำนาจ โครงการนี้จะมีผลต่อความนิยมของรัฐบาล และจะมีผลต่อการเลือกตั้งในปี 2562

ถ้า EEC คืบหน้าไปมาก ท่วงทันวันใกล้เลือกตั้ง รัฐบาลจะได้กล้าบอกเล่ากับประชาชนถึงโปรเจกต์การพัฒนาสังคมเมืองใหม่ต้นแบบที่เกิดขึ้นในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพราะใน EEC ไม่เพียงจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลหวังใช้พลิกฟื้นประเทศขนานไปกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

แต่ EEC จะเป็นต้นแบบของ Smart City ทั้งยกระดับเมืองเดิมและสร้างเมืองใหม่ จะมีการเชื่อมต่อกับประเทศในกลุ่มภูมิภาค ผ่านโครงการ One Belt One Road ต่อเชื่อมมายังลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ ยึดโยงกันไปหมด ไปจนถึงการลงทุนเชื่อมต่อ 3 สนามบิน “สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา” ซึ่งมีแววว่า บริษัทผู้ประมูลที่นำโดยกลุ่ม CP อาจคว้าดีลนี้ไปได้สำเร็จ

โครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญอีกหลายรายการจะปักหมุดที่นี่ เช่น โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน อู่ตะเภา, โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3, โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 และโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) เมื่อเดินสายไปโรดโชว์โครงการในต่างประเทศ รองนายกฯ สมคิด และอุตตม ก็จะสื่อสารว่า เมืองใหม่ และนายกฯ หน้าเดิม จะเอื้ออำนวยให้ผู้มาลงทุนและการลงทุนเกิดเสถียรภาพสูงสุด

รองนายกฯ สมคิด บอกว่า “แม้รัฐบาลใหม่จะเข้ามา แต่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติยังอยู่ ถ้ามีอะไรออกนอกลู่นอกทางก็คงต้องคุยกันแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ และผมมีลางสังหรณ์ว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปหน้าตาจะคล้ายคนเดิม”

เป้าหมายระยะยาว คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กำหนดให้การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษใน EEC ทะลุตามเป้าหมายให้ได้ที่กำหนดไว้ 500,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งเป้าจะขยายพื้นที่ EEC (นอกจาก 3 จังหวัด) การเตรียมการพัฒนาเมืองใหม่อัจฉริยะน่าอยู่ เมืองศูนย์กลางการเงิน และ Aerotropolis การพัฒนาแรงงานคุณภาพสูง ไปจนถึงการพัฒนาอื่น ๆ หลังจากรถไฟความเร็วสูงเสร็จในปี 2566 เช่น สาธารณูปโภค สาธารณูปการ สาธารณสุข เกษตร สิ่งแวดล้อม เป็นต้น EEC จะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีบทบาทสำคัญและมีการเติบโตมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

เมกะโปรเจกต์ทางเศรษฐกิจ EEC ที่ขายฝันกันอยู่ว่าจะเป็นตัวอย่างของการสร้างเมืองใหม่-เมืองใหญ่-เมืองแห่งการลงทุน-เมืองเพื่อเปลี่ยนประเทศ และถ้าคืบหน้าได้ทัน ก็เท่ากับรัฐบาลจะกล้าพูดเต็มปากว่า การขยายผล โดยมุ่งเดินหน้าพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคอื่น ๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะทำมาแล้วและได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี

ทว่าอุตตมและรัฐบาลจะตอบคำถามอย่างไร เพราะดูเหมือนว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษดูจะเอื้อทุนใหญ่ประชารัฐมากไปกว่าคนเล็กคนน้อยในทุกภูมิภาคของประเทศ ? จะทำอย่างไรให้คนเล็กคนน้อย อันเป็นฐานเสียงเก่าของเพื่อไทย สัมผัสได้-รู้สึกได้-รู้สึกว่าผลประโยชน์จากการพัฒนาเมกะโปรเจกต์ตกถึงปากท้องของเขา ? ถ้าทำไม่ได้ก็เท่ากับเมกะโปรเจกต์นี้อาจไม่สั่นสะเทือนในทางการเมืองแบบราคาคุยที่ขายมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เมกะโปรเจกต์ทางเศรษฐกิจใด ๆ ก็ตาม ถ้าไม่อาจเชื่อมต่อกับคนเล็กคนน้อยได้ ย่อมไม่ส่งผลสั่นสะเทือนในทางการ อย่าแปลกใจ ถ้านักการเมืองที่ใกล้ชิดรากหญ้าเริ่มโจมตีรัฐบาลแล้วด้วยประโยคว่า “คสช-EEC คือ ภาพแทนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” หรือทำนอง “โอกาสในประเทศนี้เป็นของคน 1 % ในประเทศเท่านั้น”

 

รวมพลังประชารัฐ-หนุนนายกฯ “หน้าตาคล้ายเดิม”

อุตตม ยังปลุกปั้นเมกะโปรเจกต์ทางการเมือง เขาปราศรัยทางการเมืองครั้งแรกในตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2561 ในช่วงกลางของคำปราศรัยเขาเท้าความไปถึงสิ่งที่ตัวเขา-รัฐบาลได้ทำมา นั่นคือ “การปรับเปลี่ยนประเทศให้ก้าวหน้า”

“4 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประเทศไทยที่เราได้มีโอกาสวางรากฐานการปรับเปลี่ยนประเทศให้ก้าวหน้าไปได้อย่างยั่งยืน ทั้งด้านสังคม ด้านการพัฒนาคน การวางปรับรากฐานของเศรษฐกิจใหม่…ภูมิใจที่ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมทำงานในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ร่วมผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยของพี่น้องประชาชนชาวไทย”

อุตตม ย้ำว่า การตัดสินใจเปลี่ยนสถานะจาก “นักวิชาการ-นักธุรกิจ-รัฐมนตรี (ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) มาสู่ “นักการเมือง” เต็มรูป ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย ตั้งเป้าจะรวมคนดี-คนเก่งมาทำงานการเมือง

“มาถึงวันนี้เป็นการตัดสินใจที่สำคัญของผมและไม่ง่ายเลย แต่ก็ได้ตัดสินใจแล้ว และตัดสินใจด้วยความภาคภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้”

“ครั้งนี้ผมและหลายท่านที่มีประสบการณ์และไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ได้มาปรึกษากันว่าถ้าเราจะเปลี่ยนและปรับสร้างการเมืองใหม่ให้ประเทศไทย เราจำเป็นต้องรวบรวมคนดีและคนเก่ง รวมถึงคนที่ไม่กล้าเข้ามาในการเมือง แต่มีใจให้ประเทศ อยากรับใช้บ้านเมือง ทั้งหมดนี้ต้องมาร่วมทำงานกันอย่างจริงจัง”

สำหรับหมวกสองใบที่สวมใส่ขนานกันอยู่ อุตตมประกาศชัดว่า “ขอโอกาสเรียนเลยว่าให้สังคมมั่นใจได้ว่าตัวผมจะอยู่ในตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีในรัฐบาล แต่รับรองได้ว่าจะไม่มีการใช้เวลาและทรัพยากรของรัฐ มาใช้ประโยชน์เอารัดเอาเปรียบคนอื่นอย่างแน่นอน…และเราพร้อมที่จะให้ตรวจสอบการทำงาน เพราะเรายึดมั่นในสิ่งซึ่งเราถือปฏิบัติในสิ่งที่เราตระหนักว่าต้องทำให้ถูกต้อง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพวกเรารับรองได้ว่าเราจะใส่หมวกใบเดียวคือหมวกของพลังประชารัฐ ไม่ต้องห่วงถึงเวลาไปแน่ พรรคนี้มีเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง” (อุตตม พูดประโยคนี้ในวันที่ตนเองยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีและออกมาสังกัดพรรคการเมือง)

พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคเฉพาะกิจ-พรรคเส้นใหญ่-ทุนหนา-เครือข่ายกว้างขวาง-เป้าหมายชัด

ที่ว่าเฉพาะกิจ เพราะตั้งขึ้นเพื่อสานวาระจากรัฐบาล คสช. ให้เดินหน้าไปได้ในรัฐบาลหน้า ที่ว่าเส้นใหญ่ เพราะดูเหมือนกติกาถูกออกแบบมาเพื่อหาที่ยืนให้พรรคพลังประชารัฐ ที่ว่าทุนหนาเพราะแว่วว่าได้รับทุนประชารัฐหนุนสุดตัว รายชื่อคณะกรรมการบริหารเป็นระดับบิ๊กเนมในแวดวงเศรษฐกิจ ที่ว่าเครือข่ายกว้าง เพราะมีแขนขาเป็นทั้งเจ้าพ่อหัวเมือง เจ้าพ่อท้องถิ่น-มิตร ในชื่อสามมิตร-คนในชุดสีกากี สีเขียว-สื่อใหญ่ทั้งทีวี สิ่งพิมพ์ วิทยุ ให้การหนุนทั้งโดยเปิดเผยและลับตา ที่ว่าเป้าหมายชัด เพราะชัดแล้วว่าจะหนุนนายกรัฐมนตรีหน้าคล้ายเดิมเพื่อบริหารแผ่นดินต่อไปอีก 4 ปี

ทว่า แม้ครบเครื่องการเมืองขนาดนี้ แต่คณิตศาสตร์-เก้าอี้ทางการเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาหรือใครจะดีดลูกคิดคำนวณได้ในพริบตา เพราะขนาดหลายคนที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมานาน ก็ยังพลาดท่าเสียทีกันมาแล้วนักต่อนัก 

 

เรื่อง : วยาส

 

หมายเหตุ: เพิ่มเติมข้อมูลเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2562

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

ไมเคิล บลูมเบิร์ก: นายกฯ นิวยอร์กผู้ปฏิเสธเงินเดือน แถมควัก 21,000 ล้านบาท รับใช้ประชาชน

กุ้ย หมินไห่ เหยื่ออุ้มหายใต้กระบวนการยุติธรรมแบบจีน ๆ

นักแปลไทย นิยมแปล Animal Farm ช่วงรัฐประหาร

มนตรี พงษ์พานิช ลูกทุ่งกรุงเก่า และ อภิมหากฐินโฮปเวลล์

‘กฎหมายไม่ชอบธรรมย่อมไม่ใช่กฎหมาย’ จดหมายจากเรือนจำของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ตำนานนักสู้ผู้รักความยุติธรรม

สัมภาษณ์ ‘ใบไหม’ ผู้บอบช้ำจากเหตุการณ์ปี ’53 ถึงบทบาทเยาวชนปลดแอกปี ’63

“ตายตาหลับ เห็นคนรุ่นลูกทำแล้วหายเหนื่อย” ทนายอู๊ด ‘วิบูลย์ บุญภัทรรักษา’ พ่อของไผ่ ดาวดิน

มองอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 16 ผ่านภาพยนตร์ Lincoln(2012)