Post on 25/02/2019

สัมภาษณ์ วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล ปั้น “ศรีตรัง” ขึ้นแท่นผู้ผลิตถุงมือยาง “ท็อป 3” ของโลก

เราอาจไม่คุ้นชื่อ “ศรีตรัง” หรือชื่อเต็ม ๆ คือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) กันเท่าไหร่ แต่ถ้าในแวดวงธุรกิจยางพารา ศรีตรังคือผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่สุดของโลก ด้วยส่วนแบ่งในตลาดราว 10% ของความต้องการยางธรรมชาติทั่วโลก มีรายได้รวมในปี 2560 กว่า 91,000 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 1-3 ของปีที่แล้ว ศรีตรังมีรายได้รวมเกือบ 58,000 ล้านบาท

ไม่เพียงธุรกิจยางธรรมชาติจำพวกยางแผ่น ยางแท่ง ฯลฯ เท่านั้น เพราะธุรกิจ “ถุงมือยาง” ของศรีตรังก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ทุกวันนี้ศรีตรังอยู่อันดับ 5 ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ระดับโลก แต่นั่นไม่ใช่ตำแหน่งที่ วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล วัย 34 ปี ผู้เป็นรุ่น 2 ของครอบครัว ที่นั่งเก้าอี้กรรมการบริหารของศรีตรัง พอใจจะอยู่ตรงนั้นนาน ๆ เป็นแน่

เพราะที่เขาตั้งเป้าไว้คือการทะยานเข้าไปติด “ท็อป 3” ผู้ผลิตถุงมือยางระดับโลกต่างหาก!

 

 

The People: เข้ามาช่วยบริหารธุรกิจตั้งแต่เมื่อไหร่

วีรสิทธิ์: ทั้งผมและน้อง ๆ (วิชญ์พล และ วิทย์นาถ) เรียนจบก็หาประสบการณ์ข้างนอก อย่างผมจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่อังกฤษ ก็ไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยก่อน ทำได้สักพักก็อยากหาความรู้เพิ่มเติม เพราะคิดว่าความรู้เรายังห่างไกลจากพี่ที่เก่ง ๆ หลายคน เลยเรียนต่อ MBA ที่ศศินทร์ ซึ่งระหว่างเรียน ที่บ้านก็ถามว่าเมื่อไหร่จะมาช่วยเหลือที่บ้านสักที รู้ไหมว่าบริษัทมีพนักงานหมื่นกว่าคน จะกลับมารับผิดชอบงานที่บ้านได้หรือยัง ผมก็บอกโอเค จบ MBA แล้วจะพิจารณา หลังจากนั้นผมคิดว่าเราทำงานข้างนอกมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว ลองกลับมาทำงานที่บ้านดีกว่า

ผมมาศรีตรังตอนอายุ 29 ช่วงแรกก็งงนิดหน่อย เพราะไม่ได้มีระบบเหมือนองค์กรใหญ่ แล้วเข้ามาก็อยู่ในตำแหน่ง director หรือกรรมการเลย ก็พยายามปรับตัวว่าต้องวางตัวอย่างไร ทำอะไรบ้าง พอเข้ามาก็เห็นว่าความรู้ที่ผ่านมาคือคนละอย่างเลย แบงก์เป็นงาน routine ในสายที่เรารับผิดชอบ แต่งานบริษัทจะเป็นงาน corporate งานปฏิบัติการ งานซื้อขาย การบริหาร เรียกว่าเริ่มต้นจากศูนย์ก็ว่าได้

เราโตมาและคุ้นเคยกับธุรกิจนี้ก็จริง แต่ไม่ได้คลุกคลีขนาดนั้น พอเข้ามาทำงานจริงก็เห็นปัญหาของหลายฝ่ายมากขึ้น ทุกอย่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราก็ต้องเข้ามาช่วยกันแก้ พัฒนา และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแทบจะทุกปี มีซัพพลายเออร์ใหม่ ๆ ผู้เล่นหน้าใหม่ ลูกค้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอด ระบบที่ต้องปฏิบัติตามก็หลายอย่าง คือมีอะไรที่เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่สามารถหยุดนิ่งหรือทำงานเช้าชามเย็นชามได้ เป้าหมายต้องชัดเจน เรียกว่าต้องมีประสิทธิภาพสูงมาก

 

The People: ความท้าทายในการเข้ามาดูแลธุรกิจยางธรรมชาติ?

วีรสิทธิ์: ต้องบอกว่าหลายคนที่อยู่ตรงนี้คืออยู่มานานแล้ว ไม่ใช่เราคนเดียวแต่เป็นเจ้าอื่นด้วย การทำธุรกิจยางต้องใช้ประสบการณ์สูง เพราะมีความผันผวนสูง ต้องหาวิธีรับมือและยืดหยุ่นกับสถานการณ์ ทฤษฎีที่เรียนมา ความรู้ที่เคยมี พอมาตรงนี้อาจไม่เกี่ยวกันเลย ส่วนตัวผมสนุกเพราะมีอะไรให้เรียนรู้อยู่ตลอด

 

The People: ธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรของศรีตรังมีอะไรบ้าง

วีรสิทธิ์: ธุรกิจของศรีตรังมีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้นน้ำคือเราซื้อพื้นที่ปลูกยาง 50,000 กว่าไร่ ในภาคเหนือและภาคอีสาน สมัยก่อนเวลาพูดถึงการปลูกยางก็จะเป็นภาคใต้ แต่สำหรับศรีตรัง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราขยายการปลูกยางที่ภาคเหนือกับภาคอีสานหมดเลย มีการวิจัยสายพันธุ์ยางที่นั่น ปลูกยางเอง พนักงานก็เป็นของเราหมด ทั้งนักการเกษตร นักวิทยาศาสตร์ โรงงานใหม่ ๆ ของศรีตรังก็อยู่ในภาคอีสาน

ถ้าดูจากสัดส่วนรายได้ ธุรกิจต้นน้ำตรงนี้เป็นธุรกิจใหม่ที่สุดของศรีตรังด้วยซ้ำ และให้รายได้แค่ 1% จากรายได้รวมของกลุ่มศรีตรังทั้งหมด เราทำตรงนี้เป็น R&D และ CSR มากกว่าว่าจะปลูกต้นไม้อย่างไร ต้องใช้สายพันธุ์อะไร สภาพดินและปุ๋ยแบบไหนถึงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าภาพของศรีตรังคือการปลูกยางเท่านั้น แต่จริงๆ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการโรงงาน ธุรกิจหลัก ๆ จะอยู่ที่กลางน้ำและปลายน้ำที่รวมกันแล้วสร้างรายได้เกือบ 100%

 

 

The People: คุณเคยบอกว่าธุรกิจกลางน้ำเป็นตัวสร้างรายได้มากสุด?

วีรสิทธิ์: ครับ ธุรกิจกลางน้ำเป็นพวกยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น คือไม่ใช่วัตถุดิบขั้นต้น ไม่ใช่วัตถุดิบขั้นปลาย แต่เป็นวัตถุดิบขั้นต้นที่ผสมสารเคมี ก่อนส่งไปให้วัตถุดิบขั้นปลายอย่าง ยางล้อรถ รองเท้า ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ลูกโป่ง ฯลฯ

ธุรกิจกลางน้ำในธุรกิจยางธรรมชาติของศรีตรังเป็น B2B (Business-to-Business) เป็นหลัก มีลูกค้าอยู่ในหลักร้อยราย เป็นบริษัทใหญ่อย่าง Michelin, Goodyear, Bridgestone, Continental คือบริษัทล้อยางทุกยี่ห้อในโลกเป็นลูกค้าเรา ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มศรีตรังถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกด้วย volume ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 2,600,000 ตันต่อปี และด้วยยอดการส่งออกแต่ละปี เราผลิตป้อน 10% ของความต้องการยางธรรมชาติทั่วโลก

ตัวกลางน้ำของศรีตรังมีโรงงาน 36 แห่ง อยู่ที่อินโดนีเซีย 3 แห่ง พม่า 1 แห่ง ที่เหลืออยู่ในไทย สาเหตุที่ไปตั้งโรงงานในอินโดฯ เพราะเป็นแหล่งปลูกยางที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากไทย และคุณภาพยางพาราของอินโดฯ ก็เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เราไปลงทุนที่นั่นมา 14 ปี ก็แสดงว่าสู้คู่แข่งที่นั่นได้ เราปฏิวัติวงการยางของอินโดฯ ไปในตัวด้วย คือที่นั่นเมื่อก่อนโรงงานเอาเปรียบเกษตรกรเต็ม ๆ แต่พอเราไปปุ๊บก็เปลี่ยนการซื้อขาย เราแฟร์กว่า ทำให้รายอื่นต้องปรับตัวตาม

ส่วนที่พม่าเป็นโรงงานเล็ก เหมือนเป็นการลองเชิงมากกว่า ถ้าประสบความสำเร็จก็มีสิทธิขยายเพิ่มในอนาคต ตอนนี้ผลออกมาก็ค่อนข้างโอเค ที่นั่นมีสวนยางเยอะ แต่คนไม่ค่อยรู้จัก บางทียางพม่าถูกลักลอบส่งเข้าไทย มาเลย์ แล้วก็ตีเป็นยางไทย ยางมาเลย์ เพื่อให้ขายได้ราคาดี

 

The People: ยางจากประเทศไหนได้รับการยอมรับมากสุด

วีรสิทธิ์: ยางจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ขายได้ราคาไม่เท่ากัน ยางจากมาเลย์จะได้ราคาดีที่สุด รองลงมาเป็นยางไทย ยางอินโดฯ ส่วนยางพม่า ยางกัมพูชา ยางลาว ถ้าเอาไปขายจะโดนกดราคา เพราะความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของยางแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สมัยก่อนทุกคนจะเอายางมาเลย์ แต่มาเลย์เลิกทำยางไปเยอะแล้ว เขาโค่นยางในประเทศเยอะมากและไปเอาดีด้านปาล์มแทน ยางมาเลย์เลยแทบจะหายไป ตอนนี้ในตลาดที่ฮ็อตมากก็จะเป็นยางไทยกับยางอินโดฯ

 

 

The People: ถ้าอย่างนั้น ถุงมือยางคือธุรกิจปลายน้ำ?

วีรสิทธิ์: เราก่อตั้งศรีตรังในปี 1987 ทำธุรกิจยางธรรมชาติ พอปี 1989 ก็เริ่มธุรกิจถุงมือยาง ตอนนั้นร่วมกับพาร์ทเนอร์ในยุโรปถือหุ้นกัน 50:50 ขยายกิจการรุ่งเรืองดี แต่พอปี 2011 ฝ่ายยุโรปเปลี่ยนผู้บริหารแทบจะทั้งทีม ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของเขาเริ่มไม่ตรงกับเรา การขยายทุกอย่างเลยชะงักไปหมดตั้งแต่ปี 2011-2017 แต่โชคดีที่ปี 2017 ต่างฝ่ายต่างสะสางปัญหาได้ ไม่ได้ฟ้องคดีอะไรหนักหน่วง ตกลงได้ด้วยดี สุดท้ายแบ่งกัน เราซื้อโรงงานทั้งหมดในเมืองไทยเป็นของเรา 100% แต่เราขายพวก distribution center ในต่างประเทศอย่างเช่นสิงคโปร์ อเมริกา บราซิล ให้เขาไป 100%

หลังจากนั้นเราก็คิดว่าจะเสียเปรียบทางการตลาดไหม หลังจากแยกกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ เราเลยตั้งออฟฟิศที่ยุโรป อเมริกา คือเราเซ็ทตลาดต่างประเทศได้รวดเร็ว ต่อไปนี้ภายใน 10 ปี เราจะขยายยางธรรมชาติน้อยลง แต่จะขยายธุรกิจถุงมือยางอย่างรุนแรงมากขึ้น

ตอนนี้ธุรกิจกลางน้ำสร้างสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% ส่วนธุรกิจปลายน้ำอยู่ที่ราว ๆ 20% แต่ปลายน้ำสามารถทำกำไรได้เท่ากับกลางน้ำ ถ้าขยายปลายน้ำไปเรื่อย ๆ กำไรก็น่าจะโตขึ้นด้วย

 

The People: มองเห็นโอกาสอะไรในธุรกิจนี้ โดยเฉพาะปัจจุบัน

วีรสิทธิ์: ตลาดหลักของถุงมือยางคือประเทศที่พัฒนาแล้ว จำนวนการใช้ถุงมือต่อประชากรในประเทศเหล่านี้สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาเป็น 10 เท่า เพราะเขาใส่ใจเรื่องสุขอนามัยสูงมาก อย่างทุกวันนี้อัตราการใช้ถุงมือยางของอเมริกากับยุโรปอยู่ที่ประมาณ 10-20 คู่ต่อคนต่อปี ส่วนจีน อินเดีย ไทย ยังเป็นตัวเลขหลักเดียว

ตอนนี้เราพยายามขายถุงมือยางเข้าไปในทุกประเทศที่ให้เราขายได้ รวม ๆ แล้วก็ 120 ประเทศ มีตลาดหลักคืออเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น แต่ตลาดที่เรามองอย่างใกล้ชิดคือตลาดกำลังพัฒนาใหญ่ ๆ อย่างจีน อินเดีย และอเมริกาใต้อย่างบราซิล ซึ่งมีจำนวนประชากรรวมกันเป็นพัน ๆ ล้านคน ตลาดพวกนี้ถ้าในอนาคตมีการเติบโตของชนชั้นกลางมากขึ้นก็จะเข้าถึงเรื่องสาธารณสุขได้ดีขึ้น มี health concern ความต้องการใช้ถุงมือยางก็จะมีมากขึ้น อุปกรณ์การแพทย์ด้วยเหมือนกัน เราตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2022 น่าจะขายรวมแล้ว 180 ประเทศ

จริง ๆ อุตสาหกรรมถุงมือยางมีมานานมากแล้ว แต่มาบูมช่วงทศวรรษ 1980 ที่มีเอดส์ พอมีเอดส์ปุ๊บ อุตสาหกรรมถุงมือเติบโตแบบก้าวกระโดด แล้วก็มาช่วงปี 2000 ที่มีโรคซาร์ส ถุงมือก็เติบโตก้าวกระโดดอีก คือสถิติที่ผ่านมาของอุตสาหกรรมถุงมือ ถ้ามีโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้น ความต้องการใช้ถุงมือก็จะก้าวกระโดดไปเรื่อย ๆ แต่หลัก ๆ เราต้องอิงกับพฤติกรรมการใช้งานต่างๆ อยู่แล้ว

 

The People: ศรีตรังอยู่ตรงไหนในตลาด

วีรสิทธิ์: สมัยก่อนเราเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก แต่ตั้งแต่มีปัญหากับพาร์ทเนอร์ คู่แข่งรายอื่นก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราตกไปอยู่ที่ 6-7 พอแยกจากพาร์ทเนอร์ได้แล้วเราก็ขยายตลาดต่างประเทศ ตีตลาดได้จนเรากลับมาอยู่ที่ 5 แต่อันดับที่ 3 4 5 6 7 บางทีก็ใกล้เคียงกัน ทุกคนไม่สามารถนอนเฉย ๆ สบาย ๆ ได้ ทุกคนต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่งั้นก็จะถูกแซงไปเรื่อย ๆ อย่างฟุตบอลพรีเมียร์ลีก บางทีแพ้แค่นัดเดียวคุณตกไปเลย 5 อันดับ

ตอนนี้เรามีโรงงานผลิตถุงมือยาง 4 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 18,000 ล้านชิ้นต่อปี ตั้งเป้าว่าปีหน้าเพิ่มอีก 9,000 ล้านชิ้น ก็จะเป็น 27,000 ล้านชิ้นในปี 2020 ดังนั้นในแง่ปริมาณการผลิตก็จะเยอะขึ้น

เพราะฉะนั้นก็ตั้งเป้าไว้ว่าเราอยากเป็นอันดับ 3 ในตลาดถุงมือยางระดับโลก

 

The People: ความยากง่ายของธุรกิจนี้คืออะไร

วีรสิทธิ์: ถุงมือยางเป็นธุรกิจที่ค่อนข้าง red ocean แต่ก็ยังมีกำไร หลักๆ เลยคุณมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1. ใหญ่แล้วถูก หรือ 2. คุณจะ innovative ตอนนี้เราเน้นใหญ่และราคา competitive ได้มากกว่า คือไม่เรียกว่าถูก แต่เรียกว่าราคาเป็นที่แข่งขันในตลาดได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราต้องขยายขึ้นทุกปี แล้วการควบคุมดูแลต้นทุนและผลผลิตของเราต้องมีประสิทธิภาพมาก เพื่อให้ราคาสินค้าที่เราขายมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ แบบเดียวกัน…คุณผลิตถุงมือยางมาดีแค่ไหน ถ้าราคาคุณแพงกว่า ต่อให้แพงกว่าไม่เท่าไหร่ คุณก็แพ้แล้ว

อีกข้อที่เป็น innovative เราก็ไม่ได้นิ่งเฉย เราให้ทีม R&D ดูว่ามีศักยภาพอะไรที่จะผลิตได้บ้าง คาดว่าอีก 3-5 ปีน่าจะสามารถออกสินค้าใหม่ได้ อาจเป็นถุงมือบางชนิดที่มีประสิทธิภาพหรือสเป็กพิเศษบางอย่าง

จริง ๆ ตอนนี้เราทำตามความต้องการของลูกค้าหลาย ๆ ประเทศที่มีสเป็กต่างกันไป อย่างขนาด ความหนา สารเคมีที่ใช้ บางชนิดเอาสก็อตเทปติดแล้วดึงออก บางชนิดเอาสก็อตเทปติดแล้วดึงไม่ออก สีก็มีหลายสี ลูกค้าแต่ละที่ก็มีมาตรฐานและสเป็กต่างกัน เพราะส่วนใหญ่เราผลิตแบบ OEM (รับจ้างผลิต) ป้อนตลาดต่างประเทศ ลูกค้าต้องการแบบไหนเราก็ผลิตให้ได้ มีส่งแบรนด์ Sri Trang Gloves ซึ่งเป็นแบรนด์ของเราเองเข้าไปขายบ้างแต่ไม่เยอะ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าอยากได้ถุงมือที่ติดแบรนด์ของเขาเองมากกว่า

 

 

The People: ช่องทางใหม่ ๆ ที่สามารถเข้าไปสร้างการเติบโตได้?

วีรสิทธิ์: หลัก ๆ ถุงมืออยู่ในอุตสาหกรรมการแพทย์และอาหารอยู่แล้ว ซึ่งบางประเทศที่ใส่ใจสุขอนามัยมาก ๆ คนเสิร์ฟน้ำก็จะใส่ถุงมือด้วย คุณวิทย์นาถ น้องชายคนเล็ก ซึ่งรับผิดชอบธุรกิจถุงมือยางจะเป็นคนหาตลาดใหม่ ๆ อย่างตอนนี้เราเจาะธุรกิจเสริมสวย การสัก ซึ่งอย่างหลังความต้องการใช้ถุงมือมีเยอะมาก เราก็ไปออกงานในงานสักต่าง ๆ ด้วย ชาวต่างชาติเห็นก็ซื้อกลับประเทศ ไม่ก็ติดต่อเข้ามาทีหลัง หรืออย่างธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่ระยะหลังบูมมาก ก็เป็นสิ่งที่เราเจาะเข้าไปแล้วประสบความสำเร็จ

 

The People: เคยวางไว้ว่าจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ไหม

วีรสิทธิ์: จริง ๆ ก็เคยคิด แต่ก็ไม่อยาก commit ตัวเองเท่าไหร่ ขอให้เราสู้เบอร์ 1 เบอร์ 2 ได้สูสีก็พอ

ตอนนี้เบอร์ 1 ใหญ่ด้าน volume มีโรงงานเยอะ เบอร์ 2 เล็กกว่าเบอร์ 1 ประมาณ 2 เท่า แต่ใหญ่ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเราต้องดูว่าจะเราจะไปทางไหน คือเบอร์ 1-10 ในธุรกิจถุงมือยางระดับโลกเป็นของมาเลย์หมด ยกเว้นศรีตรังที่เป็นของประเทศไทย ข้อดีของเราคือผลิตเครื่องจักรเอง ทั้งเครื่องจักรผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ และเครื่องจักรผลิตถุงมือยาง ทีมวิศวกรเราค่อนข้างแกร่งและมีประสบการณ์ เราแทบไม่นำเข้าเครื่องจักรเลย ทำให้เราไม่มีต้นทุนตรงนั้นมาก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รอดจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาได้

จริง ๆ องค์ความรู้ของเรานอกจากมาจากคนไทย ยังมาจากที่ปรึกษาทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา จีน มาเลย์ ฯลฯ ทีมการตลาดของเราก็หลากหลายสัญชาติมาก เรียกว่าอัพเดทองค์ความรู้กันตลอด

 

The People: อุปสรรคในการขยายการเติบโต?

วีรสิทธิ์: ตอนนี้ผมไม่ค่อยเห็นปัญหาอุปสรรคเท่าไหร่ คู่แข่งเมืองไทยไม่มีปัญหา เพราะเราเป็นเบอร์ 1 ในเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเราผลิตในสเกลใหญ่ ขณะที่คู่แข่งรายอื่นส่วนใหญ่เป็น SMEs ส่วนถ้ามองระดับโลก คู่แข่งหลักของเราจะเป็นบริษัทมาเลย์ เบอร์ 1 ของโลกซึ่งเป็นของมาเลย์ใหญ่กว่าเราประมาณ 3 เท่า เบอร์ 2-3 ใหญ่กว่าเรานิด ๆ ส่วนเบอร์ 4-8 จะใกล้เคียงกัน ซึ่งอันดับพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทมาเลย์ ดังนั้นเรื่องคู่แข่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลมาก เพราะเราคิดว่าไล่ทันและสู้ได้

ที่กังวลตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องนโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมมากกว่า เช่น นโยบายขยายผังเมือง สมมติผมต้องการขยายโรงงานก็อาจทำไม่ได้ เพราะพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างโรงงานอาจเป็นพื้นที่สีเขียว ส่วนธุรกิจกลางน้ำเป็นธุรกิจที่ผันผวนสูงมาก ราคามันจะตกแล้วก็ดีสลับกันไป เป็นธุรกิจที่ควบคุมยาก มีรายละเอียดเยอะ อย่างเกษตรกร ซัพพลายเออร์ ลูกค้า นโยบายรัฐบาล หลายอย่าง  

เพราะฉะนั้นถ้าถามอุปสรรคที่เจอก็นั่นแหละ…การขยายโรงงาน เราเป็นบริษัทที่ขยายเร็ว ไม่ใช่นาน ๆ ขยายทีหนึ่ง ถุงมือมีการลงทุนที่สูงกว่ายางธรรมชาติ 4-5 เท่า แต่ก็ให้กำไรที่สูงกว่า

 

The People: มีแผนดันสัดส่วนถุงมือยางอย่างไร เพราะสร้างรายได้ให้เยอะกว่าธุรกิจอื่น

วีรสิทธิ์: ถ้าตีตัวเลขสัดส่วนที่ 50% ของรายได้รวมทั้งหมดเลยน่าจะนาน เพราะยอดขายยางธรรมชาติอยู่ที่ 60,000-70,000 ล้านบาท แต่ยอดขายถุงมือประมาณ 10,000 ล้านบาท ต่างกัน 6 เท่า ถ้าจะดันขึ้นไปขนาดนั้น ระยะเวลาสร้างโรงงานก็สูงกว่า 4-5 เท่า ถ้าเราจะขยายให้ได้ 50% รายได้รวมจากถุงมือก็ต้องอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าขนาดนั้นเราต้องใหญ่กว่าวันนี้ 3 เท่า ต้องใช้เวลา 4-5 ปี แต่ในเงื่อนไขที่ว่าต้องขยายถุงมือยางเต็มที่เลย แล้วยางธรรมชาติต้องไม่ขยายเลย

เราอยากให้ยางธรรมชาติเราเป็น 20% ของตลาดโลก แต่ถ้าอย่างนั้นศรีตรังก็ต้องขยายยางเยอะมาก ก็เป็นเรื่องที่ต้องวางกลยุทธ์กันต่อไป

 

 

The People: ศรีตรังกับรายได้รวมหลักแสนล้านบาท (อีกครั้ง)?

วีรสิทธิ์: เราเคยแตะมาแล้วช่วงที่ราคายางแพง ๆ ตอนที่ยางไปแตะ 80 บาท 100 บาท 120 บาท สูงสุดที่ศรีตรังทำได้น่าจะปี 2011 ยอดขาย 130,000 ล้านบาท

ช่วงนี้ราคายางตก แต่ volume เราโต คือเราโตประมาณ 5% 10% แต่ยางตกทีหนึ่ง 30% ความโตมันก็เลยไม่ทันราคา ยอดขายของศรีตรังเลยอยู่ประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท แต่จริง ๆ volume เราโต โรงงานเราโต เพราะฉะนั้นธุรกิจเลยช่วยกันถ่วงน้ำหนัก ถ้าช่วงไหนราคายางไม่ดี ถุงมือจะดี ถ้าราคายางดี ถุงมืออาจมีต้นทุนแพง แต่ถ้านิ่ง ๆ แบบนี้ เราก็บริหารไป คือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมาก เครียดนะ (หัวเราะ)

ข้อดีของศรีตรังคือเราประชุมกันทุกวัน ทำให้อัพเดตเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไวกว่า ไม่ใช่ว่าอาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว คุยเรื่องอะไรกัน

 

The People: หลักคิดหรือคติในการบริหารงานของคุณคืออะไร

วีรสิทธิ์: ผมยึดตามที่คุณพ่อ (ดร.ไวยวุฒิ สินเจริญกุล ประธานกรรมการ และ กรรมการผู้จัดการของศรีตรัง) ทำให้เห็น เขาเป็นคนที่เน้นการปฏิบัติ เน้น result-oriented หรือการทำงานให้มีผลลัพธ์ คุณจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำต้องมีผลลัพธ์ออกมา ต่อมาเรื่องที่คุณพ่อเน้นคือ efficiency หรือประสิทธิภาพ และ cost control การควบคุมต้นทุน เขาจะไม่ปล่อยอะไรให้สิ้นเปลือง จำนวนคนเท่าไหร่ output ออกมาได้เท่าไหร่ คือต้องให้มีประสิทธิภาพของคนมากที่สุด

result-oriented, efficiency และ cost control คือสิ่งที่องค์กรจริงจังและทำให้ประสบความสำเร็จ เพราะท้ายสุดเรื่องพวกนี้จะไปช่วยเรื่อง competitive advantage การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เราประชุมกันแทบทุกวันเพื่อเก็บข้อมูลเชิงตัวเลข และเอามาวิเคราะห์บนหลักการและเหตุผล ทุกอย่างสามารถวัดได้หมด

หลายองค์กรที่ล้มเหลว ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาด result-oriented ท้ายสุดคือวัน ๆ ไม่รู้จะทำอะไร ส่วนเรื่อง cost ก็ละเลย บางเรื่องไม่ยอมพัฒนา บางเรื่องไม่ยอมลงทุน ซึ่ง 2 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมมองมาตลอดว่าทำให้เราได้เปรียบคู่แข่ง

 

The People: การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้?

วีรสิทธิ์: เราศึกษาเรื่องพวกนี้กันตลอด อย่างปี 2014-2016 เราก็เปลี่ยนจากระบบทั่วไปเป็นระบบ SAP เรียบร้อยแล้ว เรื่อง Big Data, AI, Cloud เราก็เอามาประยุกต์ใช้ ทุกเดือนเราจะมีการนำเสนอว่าใครไปเจออะไรมาบ้าง และจะใช้กับหน่วยงานที่ตัวเองดูแลอยู่อย่างไร อย่างโรงงานก็จะบอกว่าเจอเซ็นเซอร์ตัวใหม่ที่ช่วยให้ทำงานคล่องขึ้น จัดซื้อก็อาจมีเรื่องแอปพลิเคชันที่ใช้ติดต่อกับซัพพลายเออร์แบบเรียลไทม์ได้

 

The People: จะมีไปเป็น Venture Capital (VC) ไหม

วีรสิทธิ์: ไม่มี เราศึกษามาแล้ว สำหรับสตาร์ทอัพ ส่วนมากคือคนจะแพง คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดไปไกล ซึ่งสินค้าแบบที่ศรีตรังทำอาจไม่เหมาะกับสตาร์ทอัพ คือสตาร์ทอัพจะเหมาะกับธุรกิจบางอย่าง อาจเป็นธุรกิจค้าปลีกหรืออื่น ๆ แต่สำหรับเราที่เป็น B2B หลายเจ้าเป็นลูกค้าระดับโลก บริษัทพวกนี้เขามีระบบของตัวเองอยู่แล้ว บางทีเราต้องปฏิบัติตามระบบของเขา จะไปคิดระบบเองแล้วไปใส่ บางทีเขาก็ไม่ยอมรับ

 

The People: มองการเติบโตขององค์กรไว้อย่างไร

วีรสิทธิ์: เราคงไม่ diversify ไปทำอะไรที่ไม่ถนัด คงไม่ไปทำอสังหาฯ ยังอยากโฟกัสในสิ่งที่ถนัดอยู่ก็คือยางธรรมชาติที่เราอยากคงความเป็นอันดับ 1 ไว้ ส่วนธุรกิจอื่นก็ขยายเติบโตไปเรื่อย ๆ อย่างถุงมือยางเราตั้งเป้าเป็นอันดับ 3 ทำได้ไม่ได้ก็เดี๋ยวมาดูกันว่าคู่แข่งคนอื่นเขาขยายตัวไปอย่างไร

จริง ๆ มีหลายอย่างที่อยากทำ แต่ยังไม่อยู่ใน pipeline การลงทุน คือตอนนี้ธุรกิจถุงมือยางก็ยังขยายไปได้อีก 10 ปีเลย เราสร้างโรงงานรองรับการขยายกำลังการผลิตไว้แล้ว โรงงานถุงมือใช้เวลา 2 ปีในการสร้างเสร็จ ไม่เหมือนโรงงานยางแท่ง 10 เดือนก็เสร็จแล้ว

 

ภาพ: นพพร ยรรยง 

 


บรรณาธิการ The People ผู้เขียนเนื้อหาเชิงธุรกิจ และเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแง่มุม

Related

“เนวิน ชิดชอบ” คนพันธุ์บุรีรัมย์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนตัวเองจากอดีตนักการเมืองที่ถูกยี้ สู่นักพัฒนาเมืองที่ถูกรัก

สัมภาษณ์ Two Door Cinema Club มิตรภาพจากกีตาร์ร็อค, Nirvana และเกาะสมุย

สัมภาษณ์ปราปต์ บุนปาน: ความทรงจำแฟนบอลสเปอร์ส จากยุคลินิเกอร์ถึงชิง UCL

สัมภาษณ์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล พลังรักโรแมนติกของ LGBTQ ที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติสังคม

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ การช่วยเหลือคนอื่นคือความสุขแบบธรรมชาติ

สัมภาษณ์ OneRepublic กับอัลบั้มใหม่ที่เหมือน “เมอรีล สตรีป” และ Google Translate ที่ช่วยพวกเขาจากการนั่ง “ตุ๊กตุ๊ก”

สัมภาษณ์ สุธิราช วงศ์เทวัญ เส้นทางชีวิตลิเกกว่าจะเป็นพระเอกในหัวใจทุกคน

สัมภาษณ์ เดมี่ จิราพร มอร์ ศิลปะกับเสียง (ที่ไม่ควร) เงียบของคนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ