Post on 12/12/2018

วิกโก มอร์เทนเซน “ผมไม่ได้เลือกแสดงหนังจากเงิน แต่เลือกบทตามที่ต้องการ”

หากพูดชื่อ วิกโก มอร์เทนเซน ในระยะหลังมานี้เราอาจไม่คุ้นหูสักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเขาคือผู้รับบท อารากอร์น จากมหากาพย์ The Lord of The Rings คนดูหนังทุกคนจะร้อง “อ๋อ” ทันที

หลังความสำเร็จจากแฟรนไชส์อภินิหารแหวนครองพิภพ มอร์เทนเซนสามารถผันตัวเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ในวงการฮอลลีวูดได้ง่าย ๆ ทว่าเขากลับปฏิเสธความสำเร็จตรงนั้น และเปลี่ยนเส้นทางไปแสดงภาพยนตร์อินดี้แทน ทั้งยังเคยบอกปัดภาพยนตร์ฮอลลีวูดขนาดยักษ์พร้อมเงินก้อนโตทิ้ง เพราะอยากแสดงในบทที่ตัวเองต้องการเท่านั้น โดยขอเป็นคนเลือกบทที่จะแสดงเอง

“ผมไม่ได้เลือกแสดงหนังจากเงินหรือภาษาที่ใช้แสดง ผมแค่อยากอยู่หนังที่ 10 ปีข้างหน้า จะไม่รังเกียจที่จะดู”

มอร์เทนเซนยังนำรายได้ส่วนหนึ่งจาก LOTR มาเปิดสำนักพิมพ์ Perceval Press เน้นงานเขียนทั่วไปที่สำนักพิมพ์อื่นไม่รับ เช่น กวี ภาพถ่าย หรืองานศิลปะ เป็นสำนักพิมพ์อินดี้ที่ไม่ต่างจากนิสัยส่วนตัวของเขา

“หนังสือของสำนักพิมพ์ Perceval คือหนังสือที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่จะอ่าน ผมไม่เห็นด้วยกับแนวทางอนุรักษนิยมเท่าไหร่ ฉะนั้นถ้าผมคิดว่านักเขียนเขียนมาดีแล้ว ผมจะไม่บอกว่าผมคิดอะไร ผมจะตั้งคำถามและให้โอกาสนักเขียนถามตัวเองว่า เชื่อมโยงกับหนังสือนั้นอย่างไร”

ก่อนเข้ามาสู่วงการฮอลลีวูด เดิมทีนักแสดงสัญชาติอเมริกัน-เดนมาร์กคนนี้ ประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งคนขับรถบรรทุก คนส่งดอกไม้ หรือพนักงานถ่ายตู้สินค้าตามท่าเรือในเดนมาร์ก เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์หาเช้ากินค่ำทั่ว ๆ ไป งานอดิเรกของเขาคือการดูภาพยนตร์ กระทั่งวันหนึ่งเขาคิดว่าตัวเองก็เป็นนักแสดงได้ จึงตัดสินใจย้ายมายังลอสแอนเจลิสเพื่อหางานเป็นนักแสดง

ระหว่างรอรับบทภาพยนตร์ เขาทำงานพิเศษเป็นบาร์เทนเดอร์กับเด็กเสิร์ฟอยู่เป็นปี ก่อนจะได้รับบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามภาพยนตร์เล็ก ๆ มากมาย แม้แต่หนัง The Purple Rose of Cairo (1985) ของ วูดดี อัลเลน ซึ่งฉากที่เขาแสดงถูกตัดออกจนไม่มีเขาแม้แต่ฉากเดียว

“สำหรับผมการสร้างหนังมันไม่ใช่เรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างเดียว แต่มันเป็นคอร์สการเรียนรู้ใหม่ ๆ เพราะการเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด”

ในที่สุดช่วงเวลาของ วิกโก มอร์เทนเซน ก็มาถึง เมื่อเขาส้มหล่นได้รับบท อารากอร์น ใน The Lord of The Rings หลัง สจ๊วต ทาวน์เซนด์ ถอนตัวออกไป สาเหตุหนึ่งที่เขามารับเล่นหนังเรื่องนี้ก็เพราะลูกชายวัย 11 เป็นแฟนคลับ LOTR ฉบับนิยาย

เพียงภาคแรกออกฉาย เขาก็ประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงเสียที

แต่ความสำเร็จไม่ใช่เป้าหมายสำคัญในชีวิต หลังเสร็จสิ้นโปรเจกต์ LOTR เขาเลือกเบนเข็มชีวิตไปสายภาพยนตร์อินดี้แทน โดยเลือกรับงานเพียงปีละไม่กี่เรื่องเท่านั้น อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์ของเขาก็ล้วนประสบความสำเร็จในแง่คำวิจารณ์ ทั้ง A History of Violence (2005), Eastern Promises (2007), The Road (2009) หรือไม่นานนี้ Captain Fantastic (2016) กับบทบาทคุณพ่อสุดเพี้ยนที่พยายามปกป้องลูกจากความโหดร้ายของสังคม จนได้รับการเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายในปี 2017 แต่เขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความพังพินาทของชีวิต เคซีย์ แอฟเฟล็ก ใน Manchester By the Sea (2016)

ล่าสุด วิกโก มอร์เทนเซน กลับมาเดินสนามรางวัลอีกครั้งกับภาพยนตร์ Green Book (2018) ที่เดินทางคว้ารางวัลมาแล้วหลายสถาบันรวมกันกว่า 20 รางวัล รวมไปถึงการเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ 5 รางวัล อุ่นเครื่องก่อนประกาศผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปีนี้

และแน่นอน เขาคือหนึ่งในตัวเต็งรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีนี้

Green Book สร้างจากเรื่องจริงของ “โทนี วัลเลลองกา” (วิกโก มอร์เทนเซน) ที่ต้องมาเป็นคนขับรถให้ “ดอน เชอร์ลี” (มาเฮอร์ชาลา อาลี) นักเปียโนคลาสสิคผิวสีระดับโลก ระหว่างที่เขาออกเดินสายขึ้นแสดงในยุค 60 สิ่งเดียวที่นำทางทั้งคู่คือ “สมุดปกเขียว” ที่บอกสถานที่ที่เป็นมิตรกับคนผิวสี พวกเขาต้องฝ่ากำแพงแห่งสีผิว และภัยอันตรายต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์น้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ทั้งนี้ชื่อภาพยนตร์ Green Book มาจากชื่อหนังสือ “The Negro Motorist Green Book” หรือคู่มือการเดินทางที่ตีพิมพ์รายปีระหว่างปี 1936 ถึง 1966 ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลร้านขายของ และที่พักที่เปิดให้บริการกับคนดำ มันถูกเรียกสั้น ๆ ว่า “สมุดปกเขียว” และกลายมาเป็นเครื่องมือเอาตัวรอดของคนแอฟริกันอเมริกันที่เดินทางด้วยรถ

“พีท (ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี ผู้กำกับ Green Book) ส่งบทมาให้ผมอ่าน เขาบอกผมว่าผมเป็นตัวเลือกเดียวของเขาสำหรับบทนี้ สองวันหลังจากที่เขาส่งมา ผมโทรหาพีท ผมบอกเขาว่า ‘ผมชอบตัวละครนี้นะ ผมยังชอบเรื่องราวของสองสุภาพบุรุษด้วย แต่ผมไม่แน่ใจว่าผมคือคนที่ใช่สำหรับบทนี้หรือเปล่า ผมไม่เคยเล่นอะไรแนวนี้มาก่อน’ แต่เขายืนกรานให้ผมเล่น”

มอร์เทนเซนกล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่เข้ามารับบทนี้ต่อว่า “ผมอ่านซ้ำอีกรอบแล้วรอบเล่า ผมไม่สามารถเอาเรื่องนี้ออกจากความคิดได้ ผมเลยโทรหาพีทอีกทีแล้วเราคุยกันยาวเลย ลึก ๆ แล้วผมกลัวว่าจะถ่ายทอดตัวละครนี้ออกไม่มาไม่ตรงกับความตั้งใจของทีมงาน”

อย่างไรก็ตาม เขามองความกังวลว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานสร้างสรรค์ “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความกังวลเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมันเหมือนกำลังบอกว่า บางทีคุณควรจะเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ดู”

หลายเดือนก่อนการแสดง มอร์เทนเซนลงทุนเดินทางจากบ้านที่สเปนมายังสหรัฐฯ เพื่อพบทายาทวัลเลลองกาตัวจริง แม้ว่าบ้านวัลเลลองกากับมอร์เทนเซนจะมาจากคนละประเทศ มีประวัติต่างกัน แต่พวกเขาก็เข้าใจกันและกัน “พวกเขาดีต่อผมตั้งแต่แรกเลยผมคิดว่าอาจจะใช้เวลาที่นี่ซักชั่วโมงสองชั่วโมง แต่กลายเป็นว่าเรานั่งกินอาหารอิตาเลียนกันยาวเกือบครึ่งวัน เราคุยกันออกรสมาก”

มอร์เทนเซนยังพูดถึงหนังเรื่องนี้ว่า “นี่เป็นหนังที่เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างชายผิวดำและผิวขาวก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิพลเมือง มีฉากหลังเป็นช่วงที่ความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์ตึงเครียดที่สุดยุคหนึ่ง ผมว่าผู้ชมจะได้มุมมองใหม่ ๆ ไปพร้อมกับความสนุก”

ในด้านชีวิตส่วนตัว วิกโก มอร์เทนเซน เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Esquire ไว้ว่า “หมกมุ่น” กับความตายอยู่ตลอดเวลา

“ตอนยังเด็ก ความทรงจำแรก ๆ ของผมคือตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่า ‘อืย เรากำลังจะตาย’ ผมเดาว่าน่าจะเป็นเพราะอยู่ต่างจังหวัดเลยเห็นเรื่องพวกนี้เร็ว นั่นคือไอเดียหลักของความไม่เที่ยงแท้ คุณรู้ไหม? ครั้งหนึ่งผมคิดได้ว่าสัตว์ต้องตาย แม้แต่ตัวผมก็ต้องตายเช่นกัน”

แม้จะฟังดูน่าหดหู่ แต่สำหรับเขาแล้วมันชวนหัวร้อนมากกว่า “แบบว่า ไร้สาระว่ะ หลักความตายอะไรเนี่ย ทุกวันนี้ผมยังตื่นขึ้นมาคิดถึงเรื่องความตายอยู่เลย นั่นเป็นเรื่องแรกที่เข้ามาหัวตอนตื่น แต่ก็ดีนะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกอยากทำทุกอย่างที่อยากทำ”

ทำทุกอย่าง ก่อนที่เขาจะไม่มีโอกาสได้ทำ

ลองมาลุ้นกันว่า บนเวทีออสการ์ครั้งที่ 91 นี้เขาจะมีโอกาส “ทำ” ชูถ้วยรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายหรือไม่?

ที่มา


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สามหมีจอมป่วน เพราะหมีก็มีหัวใจ กับการเป็นตัวเเทน “คนนอก” ในสังคม

อิคาริ ชินจิ:ปมทางเพศในอีวานเกเลียนของวัยรุ่นอายุ 14 ต้องมาเป็นหนุ่มขับหุ่นยนต์

เจค จิลเลนฮาล ทีนไอดอล เกย์ไอคอน เจ้าชายอินดี้

หู ปอ ผู้กำกับที่ฆ่าตัวตายตั้งแต่ทำหนังยาวเรื่องแรก An Elephant Sitting Still

โรนัลด์ เพเรลแมน เจ้าของ Marvel ยุคฟองสบู่ก่อนล้มละลายปลาย 90

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ เป็นอัมพาตทั้งตัว แต่ “กะพริบตา” เขียนหนังสือ “ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ”

พอล แม็กคาร์ตนีย์: ความฝันที่แปรเปลี่ยนเป็นบทเพลงฮิตตลอดกาล – Yesterday

อาลิเซีย มาชาโด นางงามจักรวาลปี 1996 ถูก “โดนัลด์ ทรัมป์” วิจารณ์ว่าเป็น “นางงามหมูตอน”