Post on 15/01/2020

วิกเตอร์ บูต พ่อค้าแห่งความตาย พ่อบ้านผู้ชอบถ่ายสารคดี 

วิกเตอร์ บูต ขณะอยู่ในความควบคุมของทางการไทย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2008

วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 2008 วิกเตอร์ บูต (Viktor Bout) ผู้ที่สื่อตะวันตกตั้งฉายาให้ว่า “พ่อค้าแห่งความตาย” (Merchant of Death) เดินทางมาประเทศไทยเพื่อติดต่อธุรกิจซื้อขายอาวุธกับสายของสหรัฐฯ ที่ปลอมตัวเป็นสมาชิกกลุ่ม FARC กบฏฝ่ายซ้ายจากโคลอมเบีย เขาเช็กอินที่โรงแรมโซฟิเทล สีลม ในยามค่ำ เข้าพักในห้องสวีทชั้น 15 และจองห้องประชุมไว้ตอน 3 โมงเย็นในวันถัดมาก่อนเข้านอน

เมื่อถึงวันประชุม เขาใช้เวลาในการเจรจาราวสองชั่วโมง คุยกับถึงรายละเอียดของอาวุธที่ตัวแทนปลอมจาก FARC ต้องการ กบฏปลอมบอกกับเขาว่า พวกเขาต้องการอาวุธต่อสู้อากาศยานเพื่อสอยเครื่องบินอเมริกัน บูตบอกว่า เขาแสดงท่าทีเห็นด้วยกับแผนการดังกล่าว และบอกว่ายินดีหากพวกอเมริกันตกเป็นเป้าของความรุนแรง กบฏปลอมจึงเผยความจริงว่าพวกเขาเป็นสายของอเมริกันที่ร่วมมือกับทางการไทยวางกับดักเพื่อจับกุมเขา 

บูตเมื่อรู้ตัวว่าตกหลุมพรางอย่างจังก็มิได้ขัดขืน ยอมให้จับกุมแต่โดยดี ก่อนต้องโทษจำคุก 25 ปี อยู่ในสหรัฐฯ ในข้อหาวางแผนฆ่าชาวอเมริกัน จากหลักฐานบันทึกภาพและเสียงที่กรุงเทพฯ เป็นสำคัญ

“ผมไม่เคยทำอะไรผิด” ริชาร์ด ชิชาคลี (Richard Chichakli) หนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนกับธุรกิจค้าอาวุธสงครามของวิกเตอร์ บูต กล่าว (Spiegel) “และมันก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วิกเตอร์เพื่อนผู้แสนอ่อนโยนของผมซึ่งไม่เคยแม้แต่จะทำร้ายน้องแมวจะสามารถลักลอบค้าอาวุธอะไรใหญ่โตได้”

ตามข้อมูลของ Spiegel สื่อเยอรมัน บูตเกิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 1967 ที่ดูชานเบ (Dushanbe) เมืองหลวงของทาจิกิสถาน (แม้ว่าเขาจะอ้างว่าตัวเองมาจากเติร์กเมนิสถานจนทำให้พี่ชายยังงง) ซึ่งตอนนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต พ่อของเขาเป็นช่างซ่อมรถ ส่วนแม่เป็นคนทำบัญชี ครอบครัวเขาเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางประชากรที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมบริเวณชายขอบของสหภาพโซเวียต

บูตมีพี่ชายอีกคนชื่อ เซอร์จี (Sergei) เขาเป็นคนที่ชอบผจญภัยและฉลาด เคยก๊อปปี้เพลงป๊อปที่ถูกแบนขายหาเงินใช้ตั้งแต่เด็ก และเรียนภาษาเอสเปรันโตด้วยตัวเองด้วยเชื่อว่า ภาษาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความหวังว่าจะเป็นภาษากลางของโลกภาษานี้จะมีประโยชน์ต่อเขาในภายภาคหน้า และยังสมัครเข้าเป็นยุวชนคอมมิวนิสต์ (Komsomol) ด้วยเห็นว่า มันน่าจะเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้เขามีโอกาสได้ก้าวหน้าในพรรคคอมมิวนิสต์  

สื่อเยอรมันยังยืนยันว่า บูตเคยร่วมฝึกปฏิบัติการพิเศษกับหน่วยข่าวกรองของกองทัพโซเวียต (แม้ว่าเขาจะปฏิเสธ) หลังจากนั้นจึงไปเข้าสถาบันภาษาของกองทัพในมอสโคว โดยมีภาษาโปรตุเกสเป็นวิชาโปรด ทำให้ในช่วงปลายทศวรรษ 1980s เขาถูกส่งตัวไปเป็นล่ามทหารในอดีตอาณานิคมโปรตุเกสอย่างโมซัมบิกและแองโกลา ซึ่งรัฐบาลมอสโควให้การสนับสนุนขบวนการต่อต้านอาณานิคมอยู่ในขณะนั้น

ระหว่างที่อยู่แอฟริกา เขาได้เจอกับ อัลยา (Alla) ภรรยาของนักการทูตรัสเซีย ที่เขาไปจีบ และภายหลังทั้งคู่ก็แต่งงานกัน ที่นี่บูตยังน่าจะได้พบกับ อิกอร์ เซชิน (Igor Sechin) ซึ่งตอนนั้นก็ทำงานเป็นล่ามอยู่เหมือนกัน ก่อนไต่เต้าจนได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของ วลาดิเมียร์ ปูติน และมีการสันนิษฐานว่า เซชินนี่เองที่อยู่เบื้องหลังคอยให้การสนับสนุนบูต แม้ทั้งคู่จะให้การปฏิเสธ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บูตก้าวหน้าในธุรกิจก็คือ การล่มสลายของโซเวียต ซึ่งสำหรับหลายคนคือระยะเวลาที่ยากลำบากในการดำรงชีวิต แต่สำหรับเขาเป็นการเปิดช่องให้เขาได้ทำธุรกิจส่วนตัว และคนที่มีทักษะด้านภาษาชั้นเยี่ยม มีเส้นสายในแวดวงราชการและกองทัพ ย่อมได้เปรียบประชาชนในอดีตโซเวียตทั่วไป 

เขาซื้อเครื่องบินขนส่งทางทหารที่ถูกจอดทิ้งมาในราคาถูก ๆ และนักบินทหารที่ตกงานจำนวนมากก็พร้อมที่จะมาทำงานให้เขา และเปิดธุรกิจขนส่งของทุกอย่างที่ทำกำไรให้กับเขาได้ รวมถึงอาวุธสงคราม 

บูตเจาะตลาดทุกที่ โดยเฉพาะที่ที่คนทำธุรกิจตามขนบตะวันตกไม่ก้าวย่างเข้าไปอย่างพื้นที่ขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก เช่นในแอฟริกาที่เขารับขนส่งทั้งหยูกยาและเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อบรรเทาความแร้นแค้น รวมถึงอาวุธสงครามให้กับคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

“ไม่มีใครเขาส่องดูไปทุกมุมหรอก โดยเฉพาะในแอฟริกา ตราบใดที่มีเอกสารขนส่งครบถ้วน เจ้าของเครื่องบินกับคนขับไม่อาจถูกจับให้รับผิดชอบกับของที่ถูกขนขึ้นเครื่องได้ ทำไมคุณถึงไม่ตั้งข้อหากับคนขับแท็กซี่ที่รับส่งผู้โดยสารที่ขนของไม่ดีขึ้นรถ หรือบุรุษไปรษณีย์ที่ขนพัสดุอันตรายโดยไม่รู้ตัวด้วยล่ะ?” บูตผู้พี่กล่าวแก้ตัวให้กับการประกอบธุรกิจของน้องชาย

“ผมตกใจมากที่ข้อพิจารณาทางการเมือง อุดมการณ์ หรือศีลธรรมใด ๆ มิได้มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบูตเลย” โยฮัน เพลแมน (Johan Peleman) อดีตผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมยุคกลางที่เคยทำงานการกุศลก่อนพบเรื่องราวของบูตและกลายมาเป็นนักวิจัยให้กับสหประชาชาติ และมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงบูตกับการค้าอาวุธ กล่าว “เขาจัดหาอาวุธให้ทั้งฝ่ายกบฏแห่งคองโก และโมบูตูอดีตประธานาธิบดีซาอีร์ซึ่งต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ” 

(กลุ่มกบฏคองโกและโมบูตูคือคู่ขัดแย้งในประเทศเดียวกัน เพราะเมื่อโมบูตู เซเซ เซโก พ้นอำนาจ ได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศกลับเป็นคองโกอีกครั้ง)” 

“วิกเตอร์ บูต ในสายตาของผมคือหนึ่งในบุคคลอันตรายที่สุดในโลก” ไมเคิล บรอน (Michael Braun) อดีตหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ DEA กล่าวกับ 60 Minutes โดยอ้างว่า นอกจากบูตจะติดอาวุธให้กับกลุ่มกบฏในแอฟริกาตะวันตกแล้ว ยังจัดหาอาวุธให้กับกลุ่มก่อการร้าย และกลุ่มค้ายาเสพติดทั่วโลก

ชื่อของบูตเริ่มเป็นที่กล่าวถึงในช่วงปี 2000 จากนั้นในปี 2005 ก็มีภาพยนตร์เรื่อง Lord of War นำแสดงโดย นิโคลัส เคจ เผยแพร่ออกมา ว่าด้วยเรื่องราวของนักค้าอาวุธสุดอันตรายเนื่องจากเขาไม่ได้ยึดถือศีลธรรมอย่างคนทั่วไป และมีเป้าหมายที่จะติดอาวุธให้กับทุกคนบนโลก ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด และมีการกล่าวอ้างว่าตัวละคร ยูริ ออร์ลอฟ (Yuri Orlov) ตัวเอกของเรื่องได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตของบูต

ขณะที่ครอบครัวและคนใกล้ชิดที่รู้จักบูตไม่เห็นด้วยกับความพยายามของสื่ออเมริกันที่นำเสนอภาพของบูตในคราบของปีศาจร้าย และเอาผิดกับเขาด้วยข้อหาที่รุนแรงเกินไปกว่าสิ่งที่เขาได้ทำไปจริง ๆ

ใน The Notorious Mr. Bout (2014) ภาพยนตร์สารคดีที่นำเสนอชีวิตของบูตทั้งสองแง่ ทั้งในมุมของมนุษย์ปกติที่มีเพื่อน มีครอบครัว มีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องดูแล กับนักธุรกิจที่พร้อมฉวยทุกโอกาสเพื่อสร้างกำไร โดยไม่ได้คำนึงว่าผลที่ตามมาจะส่งผลเช่นใด

บูตในเวอร์ชันนี้มีความเป็นสามีและพ่อที่แม้จะยุ่งอยู่กับงาน แต่ก็เอาใจใส่ภรรยาและลูก เขามักจะถ่ายวิดีโอของภรรยาและลูก รวมไปถึงเพื่อนร่วมงาน และงานเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งหลายตอนก็สื่อให้เห็นว่า เขา ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานรู้ดีว่างานที่บูตทำเป็นธุรกิจสีเทา ความชอบในการบันทึกภาพวิดีโอยังทำให้บูตฝันที่จะเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อถ่ายทำสารคดีถ่ายทอดเรื่องราวที่เขาได้พบเห็น 

และแม้สื่ออเมริกันจะมองว่า เขาเป็นมนุษย์อันตราย แต่บูตและครอบครัวเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อบ้านของเขาในแอฟริกาใต้ถูกบุกปล้นโดยคนร้ายติดอาวุธห้าราย แม่ยายของบูตถูกทำร้ายจนหน้าปูดบวม เนื่องจากพยายามปกป้องลูกสาวของเขา ซึ่งตามคำบอกเล่าของภรรยา คนร้ายเกือบทุกคนอยู่ในอาการเมายาและต้องการปล้นทรัพย์สิน แต่มีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้เมายาและต้องการคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ของบูต เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาและครอบครัวตัดสินใจทิ้งบ้านในแอฟริกาใต้

บูตถูกขึ้นบัญชีดำโดยสหรัฐฯ ในปี 2005 ทำให้การเดินทางออกนอกรัสเซียกลายเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย แต่สุดท้ายเขาก็เสียท่าให้กับกับดักของ DEA ในปี 2008 ยอมเดินทางออกมาเจรจาซื้อขายอาวุธในเมืองไทย และถูกจับกุมตัวได้ในกรุงเทพฯ แม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาจะเบี้ยวนัดสายของ DEA มาก่อนหน้า จน DEA อดกังวลไม่ได้ว่าบูตรู้ตัวแล้วหรือไม่? 

ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้บูตสูญเสียอิสรภาพจนถึงปัจจุบัน ลักษณ์ นิติวัฒนวิจารณ์ ทนายความของบูตในเมืองไทย กล่าวกับ Spiegel ว่า คดีของบูตขาดหลักฐานที่ชัดเจน ลำพังบันทึกเทปที่ใช้เป็นหลักฐานไม่อาจสรุปได้อย่างแน่ชัด และคำพูดแสดงเจตนาก็ยังไม่เพียงพอที่จะเอาผิดตามความผิดที่บูตถูกฟ้องร้องได้ 

เบื้องต้น (2009) ศาลอาญาไทยตัดสินให้เป็นคุณกับบูต โดยชี้ว่า คดีนี้เป็นคดีการเมือง เพราะขบวนการ FARC เป็นขบวนการทางการเมืองจึงต้องห้าม ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2472 นอกจากนี้ ฝ่ายโจทก์ไม่มีหลักฐานมายืนยันว่า จำเลยร่วมมือกับขบวนการ FARC มีแต่เพียงข้อกล่าวหาลอย ๆ จึงยกคำร้อง (MGR Online)

แต่ปีต่อมา ศาลอุทธรณ์กลับเห็นต่างให้ส่งตัวบูตไปดำเนินคดีต่อในสหรัฐฯ หลังสหรัฐฯ ใช้แรงกดดันทางการทูตต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ขณะที่รัฐบาลรัสเซียประท้วงคำพิพากษาของศาลไทย โดยชี้ว่า คำพิพากษานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการตัดสินทางการเมืองภายใต้แรงกดดันอย่างรุนแรงจากภายนอก (Washington Post

สำหรับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ การล่อซื้อในครั้งนี้ ถือว่าชอบธรรมพอที่จะใช้เป็นหลักฐานที่จะเอาผิดบูตได้แล้ว และไม่ถือว่าเป็นการล่อหรือใช้ให้คนกระทำความผิด เพราะเห็นว่า บูตประกอบธุรกิจค้าอาวุธมาโดยตลอด และถ้าบูตไม่เห็นด้วยกับคำพูดของสายที่แสดงเจตนาฆ่าชาวอเมริกันก็ควรเดินออกจากห้องประชุมทันที การนั่งเอออออยู่ในห้องประชุมต่อดังที่ปรากฏในบันทึกวิดีโอก็เท่ากับสมคบคิดที่จะปองร้ายชาวอเมริกันแล้ว 

ปี 2012 ศาลสหรัฐฯ จึงได้มีคำพิพากษาให้จำคุกบูตเป็นเวลา 25 ปี ฐานวางแผนฆ่าชาวอเมริกัน ด้วยการพยายามขายอาวุธให้กับสายลับชาวอเมริกันซึ่งปลอมตัวเป็นกลุ่มกบฏ FARC ซึ่งว่าโดยหลักการแล้ว ย่อมเป็นการพยายามทำความผิดที่ไม่อาจสำเร็จได้โดยแท้ เพราะสายลับอเมริกันไม่ใช่สมาชิก FARC และสายลับดังกล่าวก็ไม่มีเจตนาที่จะเอาอาวุธนั้นไปทำร้ายชาวอเมริกันอยู่แล้ว การกระทำของเขาย่อมไม่อาจทำร้ายชาวอเมริกันได้อย่างแท้จริง ข้อคัดค้านของรัสเซียที่ชี้ว่าคดีนี้เป็นคดีการเมืองจึงฟังดูมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย และเป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใด สหรัฐฯ จึงไม่เล่นงานเขาด้วยข้อหาค้าอาวุธ แต่กลับเล่นงานเขาด้วยข้อหาร้ายแรงที่ศาลชั้นต้นของไทยก็ยังเห็นว่าไร้น้ำหนัก 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

ปีเตอร์ ฟิตเซก อดีตพ่อครัวผู้อ้างตัวเป็นกษัตริย์แห่งเยอรมนี

ชิลีภายใต้การนำของ ‘เซบัสเตียน ปิญเญรา’ กับการปราบผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง

จากไทยถึงรัสเซีย เมื่อเป็ดเหลืองสุดน่ารัก กลายเป็นสัญลักษณ์ประท้วงทั่วโลก

ผิน ชุณหะวัณ: จอมพลเจ้าน้ำตา “บุรุษผู้รักชาติจนน้ำตาไหล”

อันเดอร์ส แทกเนล (สาธารณสุขสวีเดน): คุมโควิด-19 ด้วย ความเชื่อใจ และ ภูมิคุ้มกันหมู่

จอร์จ เวอาห์ จากนักเตะบัลลงดอร์ สู่ประธานาธิบดีไลบีเรีย ที่สู้โควิด-19 ด้วยเสียงเพลง

ยุวรัตน์ กมลเวชช กกต. รุ่นดรีมทีม “เสือ” ตัวจริง ไม่ใช่ “เสือกระดาษ”

‘จิระนันท์’ ย้อนหน้าว่างในประวัติศาสตร์ ’14 ตุลาฯ’ และ คำสั่ง66/23 ยุคพล.อ.เปรม