Post on 26/07/2021

วุ้นเส้น-วิริฒิพา: วีเจ Channel [V] ที่ 20 ปีผ่านไปยังไงก็คิดถึง

เคยคิดจะเอาคำว่า ‘วีเจ’ ออกไปจากไอจีนะ เพราะว่าไม่ได้เป็นวีเจมานานมากแล้ว แต่มันก็รู้สึกว่า มันยังขาดไม่ได้ตอนนี้

คำกล่าวที่ว่า ‘ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่ตำนานจะอยู่ตลอดไป’ คงใช้ไม่ได้กับ ‘วุ้นเส้น – วิริฒิพา ภักดีประสงค์’ หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ ‘วีเจวุ้นเส้น’ เพราะถึงแม้ Channel [V] Thailand ช่องโทรทัศน์ขวัญใจวัยรุ่นที่เปิดเพลงอย่างเต็มอิ่มตลอด 24 ชั่วโมงจะหยุดออกอากาศไปแล้ว แต่ตำแหน่งวีเจกลับไม่หายไปไหน และวีเจวุ้นเส้นยังคงใช้อาชีพแรกในวงการของเธอเป็นคำนำหน้าชื่ออยู่จนถึงทุกวันนี้

The People จึงชวนวีเจวุ้นเส้นท่องไปในความทรงจำให้หายคิดถึง และร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในวันวานตั้งแต่สมัยเข้าร่วมการคัดเลือกวีเจอย่าง ‘ไม่ได้ตั้งใจ’ ไปจนถึงอุปสรรคที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ถึงขนาดอยากลาออกจาก Channel [V]  และสิ่งที่เธออยากเห็นในอนาคตของวงการวีเจ

The People: 20 ปีผ่านไปยังจำวันแรกที่ Channel [V] Thailand ได้ไหม

วุ้นเส้น: วันแรกหรอคะ? โอ้โห! (หัวเราะ) เดินเข้าไปใน Channel [V] ครั้งแรกคือตอนที่ไปเทสต์หน้ากล้องช่วงที่ยังประกวดอยู่เลย ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรมาก ชิล ๆ แต่ว่าตอนที่เราเซ็นสัญญาเป็นวีเจ เราได้เงินเดือนจากเขาแล้ว เราต้องออกทีวีครั้งแรกให้ประชาชนเห็น ตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นแบบพูดไม่ได้ คือเขาจะไม่ได้ให้สคริปต์มาก่อนด้วย เพราะการเป็นวีเจเขาอยากได้ความเป็นธรรมชาติของเรา ทัศนคติของเรา ไลฟ์สไตล์ของเรา การแต่งตัว หรือแม้แต่การแต่งหน้าทำผม

The People: อะไรคือแรงบันดาลใจในการสมัคร ‘VJ Search’

วุ้นเส้น: จริง ๆ จะบอกว่า การเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เข้ามาในวงการ หรือการที่อยากเป็นวีเจเลย มันเป็นเรื่องบังเอิญมาก เพื่อนสนิทของเราเขาอยากเป็นวีเจ เขาเลยให้เราไปเป็นเพื่อน ตอนนั้นประกวดที่สยาม วีเจเป็นอะไรที่ฮิตมาก คนสมัครเป็นพัน แล้วพี่ที่เขารับสมัครเขาก็บอกว่าหน้าตาพอได้อยู่นะ สมัครเล่น ๆ ไหม เราก็บอกไม่เอา พูดไม่เป็น ทำกิจกรรมอย่างมากก็เป็นลีดมหา’ลัย เราคิดว่าคงเป็นดาราไม่ได้ แต่ว่าพอโอกาสมันมีก็เลยคิดว่า สมัครก็ได้ คงไม่ติดหรอก เรื่องที่เราคิดว่าจะไม่ ๆ เนี่ย มันจะได้เสมอเลย

สุดท้ายก็เข้ารอบมาเรื่อย ๆ รอบที่หนึ่งเทสต์หน้ากล้อง รอบที่สองไปสัมภาษณ์กับกรรมการ ไปแสดงความสามารถ จากพันคนกลายเป็น 500, 30 จนเหลือ 15 คน พอเราเข้ารอบมาเรื่อย ๆ เลยรู้สึกว่า สงสัยต้องมาทางนี้แล้ว ก็เลยเริ่มตั้งใจมากขึ้น จะบอกว่าตอนแรกไม่ได้ตั้งใจมาก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่ได้ แต่พอสุดท้ายเราเริ่มตั้งใจก็เริ่มรู้สึกว่าโชคชะตาคงพาเรามาทางนี้จริง ๆ ในการประกวดวันสุดท้ายก็ได้รางวัลที่ 1 ของวีเจของฝ่ายหญิงไป หลังจากนั้นก็กลายเป็นวีเจที่คนรู้จักมาตลอด

The People: เล่าช่วงเวลาที่อยู่ในการประกวดให้ฟังหน่อย

วุ้นเส้น: ตอนที่ประกวด เราก็คือง่อย ๆ สมมติมีผู้สมัคร 10 คน เราก็จะเป็นคนเดียวที่พูดน้อยที่สุด ตอนนั้นไม่มั่นใจว่าเรามาถูกทางหรือเปล่า มันใช่ที่ของเราหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ด้วยความที่กรรมการเขาไม่ได้ดูแค่ความสามารถหรือเวลาเราพูดออกกล้องอย่างเดียว เขาจะเก็บภาพตลอดเวลา เหมือนเก็บตัวประกวดนางงาม เขาก็จะพาเราไปพัทยาแล้วก็ไปดูกิจกรรมเบื้องหลัง แอบถ่ายเวลาที่เราเผลอ ซึ่งเขาจะตัดสินจากตรงนั้นมากกว่าที่จะดูเวลากล้องมาแล้วทุกคนพร้อม สวย พูดตรงสคริปต์ คือเขาดูความเป็นตัวเองเวลาที่ไม่มีกล้อง การใช้ชีวิตกับคนอื่น เวลาทำงานกับทีมงานเป็นอย่างไร 

แล้วเวลาที่กล้องมา เรากับเพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่งจะให้คนอื่นอยู่หน้า เพราะคนข้างหน้าทุกคนเก่งกว่าเราหมดเลย เขาก็จะพูดเรื่องที่ควรพูด ส่วนเราก็ยืนพูดอ๋อ เออ ๆ สมมติถ้าเป็นในโรงเรียน เราก็คงเป็นที่โหล่ เพราะว่าเราไม่ได้เก่งทางนี้เลย แต่สุดท้ายก็ด้วยประสบการณ์ และความที่ Channal [V] ค่อย ๆ สอนเราแบบธรรมชาติ เขาไม่ได้ดุ เขาเป็นบริษัทที่อยู่กันเป็นครอบครัว มันก็เลยกลายเป็นการหล่อหลอมเราให้เป็นวีเจวุ้นเส้นแบบนี้

The People: การเป็นวีเจในยุคนั้นต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง

วุ้นเส้น: ถ้ามองย้อนกลับไปตอนนั้นไม่รู้หรอกต้องเตรียมตัวอย่างไร เขาให้งานอะไรมา เขาให้พูดอะไร ให้ถ่ายตอนไหน ให้ตื่นกี่โมง เราก็ทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง แต่ว่าตอนนี้ ถ้ามองย้อนกลับไปว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร วุ้นคิดว่า สุดท้ายเราต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่นเวลาจัดรายการสด เมื่อก่อนวุ้นไม่เป็นเลย เอ๋อ แบบที่พี่ต้องช่วย พี่ที่จัดรายการด้วยกันต้องช่วยพูด เราไม่รู้จะพูดอะไร ทำยังไงดี เพราะว่าต้องพูดอยู่เฉย ๆ 2 ชั่วโมง โดยมีการเปิดเพลง เข้าเพลง หรือบางทีเป็นเรื่องที่เขาให้มาแค่หัวข้อ เราตามไม่ทัน เพราะว่าตอนนั้นเราเด็กมาก แล้วพี่ ๆ ที่ทำด้วยกันเขาจะเป็นมืออาชีพมาก พี่จ๋า พี่ลูกเกด พี่นาเดีย ทุกคนเก่งมาก เราก็จะตามเขา แต่ว่าการที่ได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ มันก็ช่วยทำให้เราเก่งขึ้น

The People: มีอุปสรรคในการเป็นวีเจบ้างไหม

วุ้นเส้น: มีเยอะมาก ตั้งแต่เริ่มต้นเลย เรามีท้อด้วยนะ แต่เราแค่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้นเอง เวลาที่เราจัดรายการกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นวีเจเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเขาอาจจะไม่ได้แฮปปี้ที่จัดกับเรา บางทีเขาเก่งมาก แล้วเรามือใหม่มาก เขาก็จะเป็นผู้นำตลอด เราเกรงใจเขา กลัวเขาจะไม่แฮปปี้

เราเคยท้อ แล้วก็อยากจะลาออก เพราะว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา แต่เคยไปคุยกับหัวหน้าเหมือนกัน เขาก็ให้ไปคุยกับวีเจรุ่นพี่ เราก็ไปคุยกับพี่จ๋า พี่จ๋าบอกว่า เอาตรง ๆ นะวุ้น เห็นเขาพูดเก่งขนาดนี้ วันแรกที่เขาทำวีเจ เขาตัวแข็งมาก สคริปต์ก็ต้องมีคนถือให้ เมื่อก่อนนี้เวลาอ่านสคริปต์มันจะอ่านแล้วจำไปพูด แต่พี่จ๋าบอกว่า เขาแทบจะจำอะไรไม่ได้เลย เขาต้องให้คนถือกระดาษให้แล้วเขาก็มอง ซึ่งภาพที่ออกมาน่าเกลียดมาก แต่สิ่งที่เราเห็นเขาเป็นในปัจจุบัน เขาเป็นวีเจที่มีชื่อเสียงแล้วก็พูดเก่ง แต่เขาเคยมีวันที่เราเป็นมาก่อน เราก็เลยรู้สึกว่า ทุกคนต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ ทุกคนต้องมีความมุ่งมั่น ถ้าท้อก็คงไม่มีเราทุกวันนี้

The People: ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รู้ว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของเรา

วุ้นเส้น: ประมาณ 3 ปี เพราะ 2 ปีแรกยังกล้า ๆ กลัว ๆ ว่าจะเอายังไงต่อดี จะไปเรียนต่อดีไหม หรือว่าจะไปทำงานประจำ แต่สุดท้ายแล้ว เราลองย้อนมองโอกาสของเรากับเพื่อน ตอนนั้นเพื่อนเขาอยากเป็นวีเจมาก ๆ เรารู้สึกว่า ถ้าเราทิ้งโอกาสตรงนี้ที่ตอนนั้นคนสมัครหลายพันไป มันเหมือนเราไปแย่งโอกาสเขามาแล้วสุดท้ายเราทิ้ง มันไม่แฟร์กับเขา ที่ตรงนั้นควรจะเป็นของคนที่ตั้งใจมากกว่า เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่า เราต้องลองอีกครั้งหนึ่ง ต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น ต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น ต่อให้จะกลับบ้านร้องไห้ไม่อยากเป็นแล้ว ไม่อยากทำแล้ว หรือว่าจะมีฟีดแบ็กต่าง ๆ เช่น วีเจคนนี้ไม่เวิร์กเลย ทำไมใช้คนนี้ เราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ สุดท้ายก็ผ่านได้

The People: คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนยังจำวีเจวุ้นเส้นได้

วุ้นเส้น: เราไม่ค่อยเปลี่ยนมาก เปลี่ยนในเรื่องของโตขึ้น แต่ความเป็นตัวเรามันไม่ค่อยเปลี่ยน แล้วเราก็ยังใช้ชื่อเราในไอจีว่าเป็นวีเจอยู่ มันก็เลยทำให้คนยังรู้ว่า คนนี้เคยเป็นวีเจมาก่อน ต่อให้เป็นเด็กสมัยนี้ ตอนแรกก็คงงงว่า ทำไมพี่วุ้นเส้นต้องมีวีเจข้างหน้า แต่มันเป็นเหมือนอาชีพแรกในวงการที่เราภูมิใจ มันทำให้เรามีทุกวันนี้ได้

เคยคิดจะเอาคำว่าวีเจออกไปจากไอจีนะ เพราะว่าไม่ได้เป็นวีเจมานานมากแล้ว แต่มันก็รู้สึกว่ามันยังขาดไม่ได้ตอนนี้ มันคงเป็นเรื่องของความผูกพันด้วย เราอยู่กับ Channel [V] Thailand เป็น 10 ปี เราเป็นวีเจมานานที่สุด แล้วมันเหมือนเป็นครอบครัวมากที่สุด เราเลยรู้สึกผูกพัน ก็ต้องขอบคุณอาชีพวีเจมาก ๆ เลย

The People: ตอนนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ 100% เท่าเดิม อะไรคือจุดอิ่มตัวในวงการ

วุ้นเส้น: เราคิดว่ามันตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เราเป็นคนที่ทำงานหนักมาก สมัยก่อนคือใน 7 วันทำประมาณ 6 วัน แล้วสมัยก่อนบางทีต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ ต้องนั่งรถไฟฟ้า เพื่อที่จะไปทำงานให้ทัน เพราะเราเป็นพิธีกรอีเวนต์ มันต้องไปก่อนเวลา ความรับผิดชอบมันเยอะ เราเหนื่อย บางที 5 ปีไม่รับละครเลยนะ เพราะมันทำให้เราต้องตื่นตี 5 ถึงบ้านเที่ยงคืน แล้วตี 5 ก็ต้องตื่นไปอีก เราอยากมีชีวิตที่เราจะไม่เสียดายทีหลัง เพราะฉะนั้นพอถึงจุดอิ่มตัวขึ้นมา เราเลยคิดว่า อยากจะบาลานซ์ชีวิตขึ้น เราต้องแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เพื่อรองรับอาชีพของเราในอนาคต เพราะเราเป็นดาราตลอดชีวิตไม่ได้อยู่แล้ว

สุดท้ายเราก็เลยคิดว่า เราต้องลุยในการทำธุรกิจจริงจัง เพราะว่าถ้าเราทำดารา 70% ธุรกิจ 30% มันก็จะได้แค่นี้ มันจะไม่โตสักที แล้วตอนนั้น ธุรกิจที่เราสนใจและเรารู้สึกว่ามันไปได้ดีแน่ ๆ สำหรับคนไทยก็คือสกินแคร์ เราก็เลยทำแบรนด์ที่ชื่อว่า ‘SEWA’ ซึ่งตอนนี้ก็ 4 ปีแล้วที่ทำแบรนด์นี้ รู้สึกว่าแฮปปี้มาก ฟีดแบ็กดีมาก แล้วก็อยากให้มันประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อย ๆ

The People: อะไรคือสิ่งที่คิดถึงที่สุดในยุคที่มี Channel [V] Thailand 

วุ้นเส้น: คิดถึงที่สุดมีอยู่ 2 อย่าง คิดถึงปาร์ตี้ประจำปีของ Channel [V] และการทำงานในครอบครัว Channel [V] นี่แหละ ปาร์ตี้ประจำปีของ Channel [V] จัดแค่ปีละครั้ง ซึ่งเป็นงานที่สนุกมาก มันเป็นที่ที่ศิลปินทุกค่ายมารวมตัวกันที่งานนี้งานเดียว แล้วทุกคนไม่ได้อยู่ในแสงไฟ นักข่าวไม่ได้สามารถแอบถ่ายได้ เพราะก็ปาร์ตี้อยู่ด้วยกัน สมัยก่อนศิลปินกับวีเจจะสนิทกันมาก ทำงานอะไรมันก็จะง่าย สมมติว่าเราสนิทกัน เวลาที่วุ้นต้องไปสัมภาษณ์เขามันก็จะชิล

และที่คิดถึงอีกอย่างหนึ่งคือ การทำงานใน Channel [V] และครอบครัว Channel [V] ซึ่งทุกวันนี้ไม่รู้ว่าเขาแยกย้ายกันไปไหนบ้าง คนที่มีบุญคุณกับวุ้นที่สุดใน Channel [V] พี่ ๆ โปรดิวเซอร์คนที่ปั้นวุ้นมา วุ้นคิดถึงทุกคนตลอด แต่ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำอาชีพของตัวเอง ถ้ามีการรวมตัวกันอีกครั้ง วุ้นว่ามันไม่มีอะไรที่เราต้องการมากกว่านี้ ถ้าเรื่องเพลง เราหาฟังเองได้ แต่การได้เจอคนที่เรารักและมีพระคุณกับเรามันหายากมาก

The People: ยังอยากกลับมาเป็นวีเจอยู่ไหม ถ้ากลับมาอยากจะเปิดเพลงแนวไหน

วุ้นเส้น: อยาก เป็นวีเจสนุก เคยอยากจัดกับเพื่อนนะ แต่ว่าตอนนี้ทุกคนแต่งงานมีลูกไปหมดแล้ว ก็เลยคิดว่ามันจะมีเวลามารวมตัวกันยาก แต่ก็อยากมีรายการในฝันที่เปิดเพลงเก่า อยากเปิดเพลงเก่าแล้วให้เด็กสมัยนี้ดูว่า สมัยก่อนเพลงฮิต ๆ เพลงที่คนสมัยเราเขาตื่นเต้นมากเป็นอันดับหนึ่ง ต้องรอให้มันติดชาร์ตตลอดเวลาคือเพลงอะไร แล้วเป็นสไตล์ไหน เด็กสมัยนี้อาจจะมองว่า เชยจัง แต่มันก็คือเสน่ห์ของสมัยนั้นจริง ๆ ก็เลยคิดว่า ถ้าทำได้ก็อยากจะจัดเพลงพวกยุคแบบ 90s 

แล้วเราพูดได้เลยว่า เสน่ห์เพลงไทยในยุคนั้นมันทำให้เรารู้สึกว่าอีก 20 ปี เราก็อยากกลับมาฟังเขาอยู่ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพลงที่เราเปิดในตอนอายุประมาณ 20 จนถึงวันนี้เรายังแอบฟังเลย เราไม่รู้หรอกตอนนั้นเป็นยังไง แต่ว่าเพลงสมัยใหม่คือเราก็ฟัง แต่เรารู้สึกว่าถ้าอินจริง ๆ หรือดึงดูดเราจริง ๆ น่าจะเป็นเพลงยุคนั้นมากกว่า ทั้งเพลงไทย เพลงฝรั่ง Backstreet Boys เก่ามาก ๆ แต่ว่าฟังแล้วมันยังรู้สึกสนุกอยู่

The People: อยากเห็นอะไรในอนาคตของวงการวีเจ

วุ้นเส้น: วุ้นยังอยากให้มีวีเจอยู่ วุ้นอยากให้มีคนรุ่นใหม่ ๆ ที่ทำให้เราอยากเปิดดูเขาทุกเช้า หรือว่าให้เขามาเปิดเพลงให้เราฟัง แต่ว่ายุคมันเปลี่ยนไปแล้ว คนเสพอะไรไม่เหมือนเดิม บางคนไม่ได้อยากได้ทีวีอีกต่อไป เพราะฉะนั้นก็เลยไม่รู้ว่า วีเจจะกลับมาได้หรือเปล่า แต่ในใจเรามันสนุกจะตายยุคนั้น วีเจมีแต่เพลง มีแต่ความสนุก สีสันศิลปินเอนเตอร์เทนสนุกกว่าตอนนี้เยอะ

The People: ฝากถึงวีเจรุ่นใหม่ จากใจวีเจรุ่นพี่

วุ้นเส้น: วุ้นไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีคนอยากเป็นวีเจขนาดนั้นอยู่หรือเปล่า แต่วุ้นแค่อยากบอกว่า ช่วงหนึ่งคนอยากเป็นวีเจเยอะมาก แล้วมันเป็นอาชีพที่ฮอตมาก ๆ ตอนที่วุ้นเป็นวีเจ วุ้นมีงานมาจากหลายช่องทาง ถ้าอยากเป็นจริง ๆ วุ้นอยากให้คุณรักในเสียงเพลงด้วย ไม่ใช่ว่าทำเพราะเป็นแฟชั่น ไม่ว่างานอะไรก็ตาม วุ้นอยากให้คุณรักในงานนั้นจริง ๆ แล้วมันจะง่ายมากสำหรับการทำงานทุกอย่าง แรกเริ่มวุ้นไม่ได้ชอบเพลง วุ้นจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งสักที แต่สุดท้ายพอเราเริ่มชอบขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอย่างมันกลับง่ายไปหมด เพราะฉะนั้นมันต้องรักในอาชีพของตัวเองก่อนถึงจะทำอะไรออกมาดี

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม

https://www.youtube.com/watch?v=Ryxwhgj9d3I

https://www.youtube.com/watch?v=H7P8iUJTY5g


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Related

สัมภาษณ์ Two Door Cinema Club มิตรภาพจากกีตาร์ร็อค, Nirvana และเกาะสมุย

อุรชา ตีระวานิชสันติ์ นักครอสฟิตตัวแทนประเทศไทย อดีตนิสิตแพทย์ที่ทิ้งมีด มายกเหล็กเพื่อฝัน

สัมภาษณ์ โจนาธาน ไครสเบิร์ก กีตาร์เกาหลีตัวแรกในวันคริสต์มาสกับวันนี้ที่แจ๊สกลายเป็นเรื่องของคณิตศาสตร์มากกว่าดนตรี

เจมส์ JZB Studio: ยูทูบเบอร์พากย์นรกผู้คว้าทุกโอกาส เพื่อเป็นนักพากย์ที่พาวงการพากย์ไทยไปให้ไกลกว่าเดิม 

วสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม: การเดินทางของผ้าไหมไทยที่ต้องไปให้ไกลกว่ากระแสสังคม

หมอเอ้ก-คณวัฒน์ ชีวิตในฐานะแพทย์ นักการเมือง และความฝันที่กำลังตั้งไข่

ศ. นพ. มานพ พิทักษ์ภากร หมอดูแห่งวงการแพทย์ ผู้ทำนายโรคจาก DNA

สัมภาษณ์ Tattoo Colour กับการค้นพบเฉดสีใหม่ ๆ ของชีวิต ในวันที่ ‘รัฐ’ ตัน