Post on 16/03/2020

วอลต์ ดิสนีย์ ติดไข้หวัดใหญ่สเปน รอดตายมาเขียนการ์ตูนขาย

“ถ้าการระบาดยังคงดำเนินไปด้วยอัตราเร่งที่รวดเร็วเช่นนี้ อารยธรรมมนุษย์คงสูญสลายไปจากผิวโลกภายในไม่กี่สัปดาห์” วิกเตอร์ วอห์น (Victor Vaughan) นายแพทย์ประจำแผนกโรคติดต่อของกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กล่าวถึงไข้หวัดใหญ่สเปนที่กำลังระบาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมืองด้านชายฝั่งตะวันออก และในกองทหารที่น่าจะมีส่วนสำคัญกับการนำเชื้อที่ระบาดในยุโรปมาแพร่ต่อในโลกใหม่ (NCBI)

ไข้หวัดใหญ่สเปน ถือเป็นภัยร้ายแรงที่สร้างผลกระทบยิ่งกว่าสงคราม อย่างในสหรัฐฯ เพียงระหว่าง ค.ศ. 1918 ถึง 1919 มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้มากกว่า 670,000 ราย ซึ่งมากเสียยิ่งกว่าจำนวนทหารสหรัฐฯ ที่ตายในสงครามโลกครั้งที่ 1 (116,516 ราย) และ 2 (416,800 ราย) รวมกันเสียอีก

แต่ที่มันได้ชื่อว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่สเปน” ไม่ใช่ว่ามันมีต้นตอมาจากสเปน หรือสเปนเป็นประเทศที่ระบาดหนักที่สุด หากเป็นเพราะการปิดข่าวในประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมสงครามเพื่อรักษาขวัญกำลังใจ ขณะที่สเปนเป็นกลาง จึงมีการรายงานการแพร่ระบาดนี้อย่างเป็นปกติ แต่ดูมากผิดปกติ ด้วยประเทศอื่นปิดข่าว (The People)

การระบาดในคราวนั้นจึงรุนแรงมาก แต่ชายชาวอเมริกันอาจไม่ได้รู้เลยว่า ตัวเองจะเสี่ยงติดเชื้อโรคชนิดนี้เป็นอย่างมาก หากถูกเกณฑ์เข้ากรมกองหรืออาสาสมัครไปรบ แม้จะยังไม่ได้ข้ามฝั่งไปยุโรป เนื่องจากในค่ายย่อมมีรุ่นพี่หรือนายทหารที่เคยไปยุโรปมาก่อน และมีโอกาสที่จะเป็นพาหะมากกว่าชาวบ้านทั่วไป เหมือนเช่นหนุ่มน้อย วอลต์ ดิสนีย์ (เกิด 5 ธันวาคม 1901, เสียชีวิต 15 ธันวาคม 1966) ที่ไปติดไข้ระหว่างฝึกในหน่วยพยาบาล

สงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นในยุโรปเมื่อปี 1914 เมื่อกลุ่มชาวเซิร์บชาตินิยมต้องการปลดแอกชาวสลาฟใต้ที่อยู่ใต้ปกครองของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี นำไปสู่การลอบสังหาร อาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันท์ แห่งออสเตรีย ตามด้วยการประกาศสงครามระหว่างออสเตรียกับเซอร์เบีย ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีพันธมิตรหนุนหลัง จนขยายขอบเขตเป็นสงครามใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน

สหรัฐฯ ไม่ได้ทุกข์ร้อนกับสงครามในภาคพื้นยุโรปเท่าไรนัก จนกระทั่งเข้าปี 1917 เยอรมนียื่นข้อเสนอไปยังเม็กซิโกเพื่อนบ้านสหรัฐฯ ที่มีความระหองระแหงกันว่า ถ้าเกิดสหรัฐฯ ประกาศสงครามกับเยอรมนี ก็ขอให้เม็กซิโกยืนข้างเยอรมนี แล้วเยอรมนีจะช่วยรบและปลดปล่อยดินแดนที่เม็กซิโกเสียไปให้สหรัฐฯ (เท็กซัส นิวเม็กซิโก และแอริโซนา) ทำให้สหรัฐฯ อยู่เฉยไม่ไหว ประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 6 เมษายน

ขณะนั้น ดิสนีย์เป็นหนุ่มกลัดมันวัย 16 ปี ด้วยเลือดรักชาติและการผจญภัยจึงขอพักการเรียนไว้ก่อน แล้วเดินทางไปรายงานตัวกับสัสดีหวังร่วมรบในแนวหน้า แต่ถูกปฏิเสธกลับมาด้วยความที่เขาอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ขณะที่พี่ชายของเขาเดินทางล่วงหน้าไปรบก่อนแล้วนั้น ถึงอย่างนั้นดิสนีย์ผู้น้องก็ยังไม่ยอมแพ้ หาทางไปร่วมสมรภูมิในยุโรปให้ได้ 

แล้วเพื่อนคนหนึ่งของเขาก็ช่วยชี้ช่องให้เขารู้ว่า ตอนนั้นองค์กรกาชาดอเมริกันกำลังรับสมัครคนขับรถพยาบาลในสนามรบ โดยจะรับที่อายุขั้นต่ำ 17 ปี เมื่อรู้เช่นนั้น ดิสนีย์จึงจัดแจงใช้ทักษะด้านศิลปะ “ปลอมหนังสือเดินทาง” เปลี่ยนตัวเลขปีเกิดจาก 1901 เป็น 1900 เพื่อให้อายุถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ และทำให้เขาได้เป็นคนขับรถพยาบาลในสนามรบสมใจอยาก (Red Cross Chat

(พื้นเพเดิมของดิสนีย์มาจากครอบครัวที่ทำไร่ทำนาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ก่อนที่พ่อจะย้ายเข้าเมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี หันมาทำธุรกิจรับส่งหนังสือพิมพ์ ซึ่งดิสนีย์ก็เป็นหนึ่งในทีมงานส่งหนังสือพิมพ์ด้วย ระหว่างนั้นเขาก็เรียนด้านศิลปะ โดยหวังจะเอาดีด้วยการเป็นนักเขียนการ์ตูนลงหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เมื่อเกิดสงครามเขาก็อยากไปรบแม้ว่าพ่อจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากกลัวว่าลูกชายของบ้านจะไม่เหลือกลับมาสักคน)

ดิสนีย์ไปรับการฝึกที่ค่าย Camp Scott ซึ่งเป็นค่ายชั่วคราวใกล้กับมหาวิทยาลัยชิคาโก โดยมี Yellow Cab Company ผู้ให้บริการรถแท็กซี่เป็นผู้ฝึกสอนทั้งการซ่อมแซมเครื่องยนต์ การถอดและประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ รวมถึงทักษะที่จำเป็นในการควบคุมรถในพื้นที่ยากลำบากนอกพื้นผิวถนน

แต่ระหว่างรับการฝึกอยู่นั้น ดิสนีย์ก็เกิดติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ร้ายแรงเข้า จึงต้องกลับมารักษาตัวที่บ้าน โดยมีแม่ที่ป่วยเช่นกันคอยดูแล จนกระทั่งเขาหายดี แต่ถึงตอนนั้น หน่วยรถพยาบาลของเขาก็ถูกส่งตัวไปยังฝรั่งเศสแล้ว 

แม้จะผิดหวังซ้ำอีก ดิสนีย์ก็ยังไม่ถอดใจ ไปสมัครเข้าฝึกใหม่กับศูนย์ฝึกในเซาธ์บีช คอนเนคติกัต และได้เจอกับ เรย์ คร็อก (Ray Kroc) ในวัย 15 ปี ซึ่งอนาคตจะได้เป็นเจ้าของร้านอาหารเครือข่ายยักษ์ McDonald’s ซึ่งคร็อกได้กล่าวถึงมิตรสหายรายนี้เอาไว้ว่า 

“ดิซ (Diz ชื่อเล่นของดิสนีย์) เป็นพวกเป็ดแตกฝูง…เวลาพวกเราไปเที่ยวในเมืองเพื่อจีบสาว ๆ เขากลับเก็บตัวอยู่ในค่ายนั่งวาดรูปซะงั้น” (Walt Disney)

ขณะที่เขาฝึกทักษะการเป็นพลขับรถพยาบาลอย่างเข้มแข็ง วันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 สงครามก็ถึงจุดจบ โดยที่เขายังไม่ทันได้สัมผัสกลิ่นไอของสงคราม หลายคนพากันเฉลิมฉลอง แต่ไม่ใช่กับดิสนีย์ ที่กล่าวถึงวันสงบศึกเอาไว้ว่า 

“ผมยังไม่เคยเจอคนเจ็บที่มีอาการหนักยิ่งกว่าที่เราเคยป่วย คนอื่น ๆ พากันฉลอง แต่เรารู้ว่า เราได้พลาดสิ่งสำคัญสุด ๆ ไปแล้ว”

ถึงสงครามจะจบลง ทางองค์กรกาชาดก็ยังต้องการพลขับไปช่วยงานในยุโรประหว่างการเคลื่อนย้ายกำลังพล ทำให้ดิสนีย์ยังมีโอกาสได้เดินทางไปยังฝรั่งเศส เขาไปถึงที่หมายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1918 เป็นเวลาหนึ่งวันก่อนวันเกิดครบรอบ 17 ปี ของเขา 

ฝรั่งเศสในขณะนั้น แม้สงครามจะยุติลง แต่บ้านเมืองก็ยังอยู่ในสภาพเสียหาย ขาดแคลนทั้งอาหารและเชื้อเพลิง ชีวิตที่นั่นจึงยังไม่ง่าย เพียงแต่ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากห่ากระสุนหรือสะเก็ดระเบิด ส่วนงานที่เขามุ่งหวังว่าจะมาเป็นคนขับรถพยาบาล ก็กลับกลายมาเป็นโชเฟอร์และไกด์นำทางให้กับนายทหารใหญ่ไปเสีย ส่วนเวลาว่างจากทำงานขับรถ เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการวาดรูป ทั้งวาดตกแต่งรถพยาบาลตัวเอง วาดรูปเมนูให้กับโรงอาหาร และวาดรูปให้ตามคำขอของเพื่อน ๆ ที่ต้องการส่งไปให้ญาติพี่น้องหรือคนรักที่บ้านเกิด

ระหว่างนั้น ดิสนีย์ยังเคยส่งการ์ตูนไปให้นิตยสาร Life และ Judge พิจารณา แม้จะไม่ได้รับการคัดเลือกให้ลงตีพิมพ์ แต่ตลอดเวลาที่เขาไปอยู่ฝรั่งเศส ก็ช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็น และนับเป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในภายหลัง เขาเดินทางกลับสหรัฐฯ ในวันที่ 22 กันยายน 1919 และเริ่มทำสตูดิโอเล็ก ๆ ของตัวเองในอีก 3 ปีต่อมา เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ก่อนที่จะเป็นมหาอาณาจักรดิสนีย์ในปัจจุบัน 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ