Post on 04/05/2020

วาริชัย บุญประดิษฐ์ พา Navakitel Design Hotel โรงแรมร้อยล้านแห่ง ‘เมืองคอน’ เอาตัวรอดยุคโควิด

“เราเปิดโรงแรมเต็มรูปแบบไปเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ พอโควิดมา มันพรากทุกอย่างไปจากเราในเวลาที่รวดเร็วมาก ช่วงแรก ๆ ตอบได้เต็มปากเลยครับว่าเครียด แต่ต่อมาก็ตั้งสติและหาทางแก้ปัญหากันไป” วาริชัย บุญประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ Navakitel Design Hotel โรงแรมเปิดใหม่ใจกลางอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่า

วาริชัยไม่ใช่นักธุรกิจมือเก๋าที่ผ่านมาแล้วหลายอุปสรรค ตรงกันข้าม เขาเป็นชายหนุ่มวัย 23 ปี ที่เพิ่งพกปริญญาตรีกลับบ้านเกิด เขาไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานที่ไหนมาก่อน ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีประสบการณ์ด้านการโรงแรมอีกต่างหาก แต่สิ่งที่เขามีก็คือความรู้ในห้องเรียนที่พร้อมจะงัดมาประยุกต์ใช้ ความมุ่งมั่นที่จะช่วยบริหารธุรกิจครอบครัว และความตั้งใจที่จะเป็นแรงหนึ่งในการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวของนครศรีธรรมราช

ถึงจะใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เกือบสิบปี ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต่อด้วยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาวิชาการตลาด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่วาริชัยก็ไม่คิดหาประสบการณ์การทำงานในกรุงเทพฯ เพราะชัดเจนตั้งแต่เรียนปี 2-3 ว่า เรียนจบเมื่อไหร่ก็จะรีบกลับไปทำงานที่บ้านทันที ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ พ่อแม่อายุเยอะ ลูกคนเดียวอย่างเขาจึงอยากกลับไปใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ให้มากที่สุด อีกอย่างคือ แม้กรุงเทพฯ จะมีแทบทุกอย่างที่ต้องการ แต่จังหวะชีวิตที่เร่งรีบก็ทำให้เขาอึดอัด ต่างจากชีวิตที่ห่างจากกรุงเทพฯ ไป 800 กิโลเมตร ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระมากกว่า

สุดท้าย เป็นแพสชันส่วนตัวของวาริชัยที่อยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อบ้านเกิด โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว เพราะนครศรีธรรมราชมีแหล่งท่องเที่ยวครบครัน ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่อยากให้ทุกคนมาสัมผัส

ช่วงที่วาริชัยเรียนมหาวิทยาลัย แม่ของเขาคือ สุชาดา นวกิจไพฑูรย์ ตัดสินใจประมูลที่ดินเก่าแก่ของตระกูล พื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน มาจากธนาคาร เพราะเป็นที่ดินผืนที่มีความหมายทางใจ ประกอบกับสุชาดาเล็งเห็นว่าที่ดินผืนนี้มีโอกาสสร้างรายได้ เพราะตั้งอยู่ในย่านธุรกิจของอำเภอเมือง แม้จะไม่มีสภาพคล่องที่จะไปคว้ามาโดยง่าย แต่ด้วยความตั้งใจ สุชาดาจึงระดมทุนทั้งจากธนาคารและบุคคลใกล้ตัว กระทั่งคว้าที่ดินผืนงามกลับมาได้สำเร็จ

เมื่อได้ที่ดินมาแล้ว แม่และพ่อของวาริชัยคือ พ.ต.อ.เชาวศิลป์ บุญประดิษฐ์ ก็วางโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ขาย แต่เมื่อทำไปได้ 1 ไร่ สุชาดาก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ถ้าสร้างอาคารพาณิชย์ขายจนเต็มพื้นที่ ก็จะทำให้ผิดวัตถุประสงค์ในการนำที่ดินกลับมาเป็นสมบัติของตระกูล ทั้งคู่จึงวางแผนสร้างเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ บนพื้นที่ที่เหลือ

จุดเปลี่ยนมาถึงอีกครั้ง เมื่อ พ.ต.อ.เชาวศิลป์ เกิดความคิดว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนเริ่มเปลี่ยน โดยเริ่มอิ่มตัวจากเมืองหลัก และหันมาท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น ประกอบกับการที่รัฐบาลสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองอย่างต่อเนื่อง ครอบครัวจึงตัดสินใจปรับเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่สร้างไปแล้วราว 30% ให้เป็นโรงแรม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในจังหวัดในอนาคต

“ฟังจากที่เล่าอาจดูเหมือนทุกอย่างราบรื่น แต่ไม่ใช่เลย เพราะการตัดสินใจเปลี่ยนแผนระหว่างทาง ทำให้ธนาคารเข้มงวดกับการพิจารณาอนุมัติวงเงินให้เรามากขึ้น บวกกับสภาพคล่องในการทำงานที่ไม่ได้สูงมาก เลยทำให้เกิดความติดขัดระหว่างทาง จากเดิมที่วางแผนการก่อสร้างไว้ 2 ปีเสร็จ ก็ล่าช้าไปไปหลายปี” วาริชัย เล่าย้อนถึงเส้นทางกว่าจะมาเป็นธุรกิจโรงแรม

ในที่สุด Navakitel Design Hotel โรงแรม 6 ชั้น จำนวน 68 ห้อง ซึ่งที่มาของชื่อมาจาก Navakit (นามสกุล นวกิจไพฑูรย์) บวกกับคำว่า Hotel ที่ลงทุนทั้งหมดไปราว 110 ล้านบาท ก็เริ่มเปิดให้บริการได้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2562

Navakitel Design Hotel ออกแบบด้วยแนวคิดการบอกเล่าเรื่องราวของนครศรีธรรมราช ผ่านภาษาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยได้ทีมสถาปนิกและทีมตกแต่งภายในจาก Jun Sekino Architect and Design มาร่วมงาน ภาพจำของคนนครฯ คือคนดุ การออกแบบตัวอาคารจึงใช้โทนสีเข้ม สื่อถึงความเคร่งขรึมจริงจัง แต่เมื่อเข้ามาภายใน ความโปร่งสูงของพื้นที่บริเวณล็อบบี้และการใช้แสงไฟ จะทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอบอุ่น สื่อถึงความใจดีของคนนครฯ พร้อมหยอดเอกลักษณ์ของเมืองนครฯ ไว้ตามมุมต่าง ๆ วางลูกค้าหลักไว้ที่กลุ่มซึ่งมีไลฟ์สไตล์ในการหาประสบการณ์และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ชื่นชอบความสงบ ความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็ออกแบบโรงแรมไว้รองรับกลุ่มที่ชื่นชอบการถ่ายภาพด้วยเช่นกัน เพราะสามารถถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลได้แทบทุกมุม

ความที่เป็นลูกคนเดียว วาริชัยจึงได้รับมอบหมายภารกิจจากครอบครัวให้เป็น ‘ผู้นำ’ บริหารธุรกิจโรงแรมในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ที่เขามองว่านี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิต

“ผมเรียนจบแล้วก็มาดูแลที่นี่ตอนอายุ 22 ประสบการณ์การทำงานก็ยังไม่มี ยิ่งเรื่องบริหารโรงแรมก็ยังไม่เคย พนักงานของโรงแรมก็อายุเยอะกว่าเราแทบทุกคน ทำให้ช่วงแรก ๆ มีความกังวลและกดดันตัวเองพอสมควร จึงปรับตัวด้วยการเร่งหาความรู้และประสบการณ์ในส่วนที่ต้องใช้ เช่น ไปอบรมเกี่ยวกับการโรงแรม ปรึกษาผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรม พร้อมกับเข้าหาพี่ ๆ พนักงานแต่ละส่วน กระทั่งทุกอย่างค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

“อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากคือ ความไว้วางใจที่พ่อแม่มีให้ผม ทั้งที่ลงทุนไปเยอะ แต่เขาก็กล้าเสี่ยงให้เด็กจบใหม่มาบริหารเต็มตัว กล้าให้อำนาจตัดสินใจจริง ๆ ตรงนี้เลยเป็นแรงผลักดันให้ผมตั้งใจว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ก็จะทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าการตัดสินใจให้ผมเข้ามาบริหาร ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างเด็ดขาด”

ขณะนั้น วาริชัยและครอบครัวคาดการณ์ว่า ไตรมาสแรกของปี 2563 ต้องมีอัตราการเข้าพัก 30% จากนั้นไตรมาสที่ 2, 3 และ 4 จะเพิ่มขึ้นเป็น 40%, 50% และ 60% ตามลำดับ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจ่ายเงินกู้ยืมให้ธนาคาร

แต่เมื่อโควิด-19 ระบาด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

วาริชัยเล่าว่า หลังดำเนินงานไปได้ราว 6 เดือน เขาก็ตัดสินใจเปิดโรงแรมเต็มรูปแบบในวันที่ 11 มกราคม ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่กี่วันก่อนที่จะพบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกในไทย และเป็นรายแรกนอกประเทศจีน เขาคิดไว้บ้างแล้วว่า อย่างไรเสีย ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการต้องได้รับผลกระทบแน่ ๆ แต่ไม่คาดคิดว่า โควิด-19 จะแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วขนาดนี้

“ทุกอย่างกำลังไปได้ดีในระดับที่น่าพอใจ รายได้ก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่พอโควิด-19 เข้ามา ทุกอย่างหายไปหมด ยอดจองห้องที่เข้ามาตลอด ก็กลายเป็นไม่มีเลย แถมยังมีลูกค้ายกเลิกการจองเข้าพักทุกวัน

“เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราก็ฝืนสถานการณ์ไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ และขึ้นชื่อว่าวิกฤต สถานการณ์มันยากด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าเรายิ่งเครียด และเริ่มต้นด้วยการคิดว่ามันยาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะยากกว่าเดิมแน่ ๆ สู้เราเลือกจะยอมรับสถานการณ์ ตั้งสติ และหาทางแก้ไขเท่าที่จะทำได้ดีกว่า” วาริชัย บอก

โควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในนครศรีธรรมราชทรุดฮวบทันที โรงแรมต่าง ๆ ในจังหวัดเริ่มทยอยปิดตัวชั่วคราว เป็นเสมือนการรับน้องผู้บริหารโรงแรมหน้าใหม่อย่างวาริชัย หลังจากวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์สถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายทางทั้งดีทั้งร้าย เพื่อจะได้หาทางรับมือแต่เนิ่น ๆ สิ่งที่เขาทำเป็นอันดับแรก ๆ คือ ‘สื่อสาร’ ด้วยการเรียกพนักงานทุกคนมาประชุม

เขาอธิบายสถานการณ์ธุรกิจที่เกิดขึ้นตามจริง พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้ทุกคนว่า Navakitel Design Hotel จะยังเปิดต่อ และให้เงินเดือนทุกคนเต็มจำนวนในเดือนเมษายน เพราะตั้งแต่เปิดโรงแรมมา พนักงานทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจทำงานหนักกันมาตลอด และในช่วงที่แขกหายไป ก็ถือเป็นโอกาสที่ทุกคนจะช่วยกันเก็บรายละเอียดทั้งด้านการบริการ และการปรับปรุงข้อบกพร่องต่าง ๆ ให้มีความพร้อมมากกว่าเดิม รวมทั้งแจ้งพนักงานด้วยว่า จะขอวิเคราะห์สถานการณ์เป็นรายเดือน ถ้าเข้าขั้นไม่ไหวจริง ๆ ก็อาจขอความร่วมมือจากทุกคนในการลดเงินเดือน แต่จะเป็นการยืม หมายความว่าเมื่อพ้นวิกฤตแล้ว ทุกคนจะได้รับคืนในส่วนที่ถูกลดไปเต็มจำนวน อาจช้าหรือเร็วขึ้นกับสถานการณ์

“ผมบอกทุกคนแต่แรกเลยครับว่าเราจะสู้จนถึงที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของผมหรือของครอบครัว นี่คือเรื่องความเป็นอยู่ของทุกคน ผมจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และสิ่งสำคัญคือเราต้องปลุกใจพนักงานทุกคน แต่ต้องปลุกใจด้วยอะไรที่เห็นลู่ทางว่าพอเป็นไปได้ ไม่ใช่ขายฝัน และให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

จากนั้น วาริชัยก็แบ่งการทำงานของเขาออกเป็นเชิงรับและเชิงรุก

เชิงรับนั้น เขาวางมาตรการด้านความปลอดภัยต่าง ๆ ให้แขกและพนักงานทุกคน แม้โควิด-19 จะทำให้ผู้คนเดินทางน้อยลงมาก แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ต้องเดินทางและต้องการที่พัก วาริชัยจึงให้ความสำคัญกับการดูแลความสะอาดของโรงแรมอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้เข้าพักและพนักงานมั่นใจในมาตรฐานด้านสุขอนามัย รวมถึงสร้างความยืดหยุ่นในการเข้าพัก ด้วยการเปิดให้ลูกค้าสามารถยกเลิกการจอง โดยสามารถเก็บเครดิตการเข้าพักไว้ได้เป็นเวลา 1 ปี หรือหากลูกค้าไม่ต้องการเก็บเป็นเครดิต ทางโรงแรมก็จะคืนเงินให้เต็มจำนวน

ส่วนเชิงรุก วาริชัยและทีมงานทำการบ้านเพื่อมองหาว่า ในสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเดินทาง แล้วยังมีคนกลุ่มไหนบ้างที่ต้องการที่พัก ในเมื่อสินค้าหลักคือการให้บริการห้องพักรายคืนแทบขายไม่ได้ โรงแรมจึงปรับตัวด้วยการเสนอห้องพักในรูปแบบรายเดือนให้กลุ่มลูกค้าที่อยู่ในจังหวัด

“ก่อนหน้านี้มีคนสอบถามเข้ามาตลอดว่าห้องพักรายเดือนหรือเปล่า เราจึงคิดว่าตรงนี้พอจะมีความต้องการอยู่ เลยลองทำ จุดเด่นของแพ็คเกจนี้คือเราทำทุกอย่างส่งตรงถึงห้อง ทั้งอาหาร บริการซักรีด และอำนวยความสะดวกตามคอนเซปต์ work from home อย่างเต็มที่” วาริชัยอธิบาย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ครอบคลุม fixed cost ในแต่ละเดือน รวมทั้งเพิ่มสภาพคล่องให้โรงแรม ด้วยการจำหน่าย voucher เข้าพักล่วงหน้าในราคาพิเศษ ซึ่งเขาแบ่ง 50% ของรายได้จากส่วนนี้ไปสมทบทุนช่วยสู้โควิด-19 ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสมทบเข้ากองทุนที่ช่วยเหลือเรื่องการดับไฟป่า

แน่นอนว่า วิกฤตโควิด-19 เกิดขึ้นเร็วเกินไปจนไม่มีตำราเล่มไหนหรือคณะใดสอนวิธีเอาตัวรอด แต่ความรู้ที่ได้จากห้องเรียนการตลาดสมัยปริญญาตรี คือสิ่งที่วาริชัยงัดมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภค แนวทางในการนำไปต่อยอดสร้างกลยุทธ์ต่าง ๆ การดูความเรียบร้อยด้านการเงิน บัญชี รวมถึงระบบโครงสร้างองค์กร ที่แม้ในการทำธุรกิจจริง ๆ อาจไม่ได้นำทุกทฤษฎีมาใช้ แต่อย่างน้อยก็ยังได้วิธีคิดและวิธีพลิกแพลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่

ในวันที่ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วาริชัยถ่อมตัวว่า เขาไม่อาจแนะนำเชิงธุรกิจให้ใครได้ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมยังน้อยนัก แต่เขาขอให้ทุกคนคิดว่า ‘กำลังใจ’ คือสิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้ ทั้งการให้กำลังใจตัวเอง ให้กำลังใจคนรอบข้าง และให้กำลังใจกันและกัน

“ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงเคยเจอเหตุการณ์ที่หนักหน่วงในชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนทำได้คือ เราล้วนผ่านมันมาแล้ว และแน่นอนว่าสถานการณ์ที่เราเจอกันอยู่นี้ก็อาจหนักหนาไม่แพ้กัน เผลอ ๆ อาจหนักกว่าที่หลายคนเคยเจอมาก็เป็นได้ แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องผ่านมันไปได้อีกเช่นกัน

“ถ้าวันนี้เป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิต ผมหวังว่าถ้าเราผ่านมันไปได้ พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้อย่างแน่นอน”

 


บรรณาธิการ The People ผู้เขียนเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแง่มุม