Post on 29/05/2019

วอร์เรน ฮาร์ดิง อเมริกันในอุดมคติ แต่ถูกแฉยับหลังตายคาเก้าอี้ปธน.

เด็กหนุ่มที่เติบโตในฟาร์ม รับการศึกษาระดับกลาง ๆ ในท้องถิ่น ทำมาหากินมาหลายอาชีพ ก่อนมุ่งมั่นทำหนังสือพิมพ์ และได้ภรรยาดีช่วยเกื้อหนุนเปลี่ยนธุรกิจที่ไม่ทำกำไรให้กลายเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ประสบความสำเร็จในด้านการเงิน นี่คือเรื่องราวช่วงต้นของ วอร์เรน จี. ฮาร์ดิง (Warren G. Harding) ประธานาธิบดีคนที่ 29 ของสหรัฐฯ ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องราวชีวิตของชาวอเมริกันในอุดมคติ มีครอบครัวที่น่ารัก และสร้างเนื้อสร้างตัวได้ด้วยลำแข้งตัวเอง

และในช่วงเวลาที่เขาขึ้นท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (1920) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากโอไฮโอ (ตำแหน่งเดิม) ผู้ประกาศต่อสาธารณะว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” และสัญญาว่าจะพาประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีคนก่อน (วูดโรว์ วิลสัน) พาประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งสูบทรัพยากร แรงงาน และชีวิตประชาชนไปอย่างมาก ทำให้เขากลายมาเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ได้คะแนนจากประชาชนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ (ณ ขณะนั้น)

แต่ภาพลักษณ์อันสวยงามทั้งหมดของเขาก็มาพังลงหลังเสียชีวิตขณะรับตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ

ประธานาธิบดีฮาร์ดิงตั้งคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วยคนที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งก็มีทั้งคนมีความสามารถและคนที่จ้องจะหาผลประโยชน์จากการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งคนกลุ่มหลัง (ที่รู้จักกันในชื่อ “โอไฮโอแก๊ง”) ได้ทำให้รัฐบาลของเขาเป็นที่จดจำในฐานะรัฐบาลที่ทุจริตที่สุดรัฐบาลหนึ่งในประวัติศาสตร์ แม้ว่าตัวฮาร์ดิงเองจะมิได้มีชื่อเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์อันมิชอบด้วยก็ตาม

เรื่องอื้อฉาวกรณีแรกคือคดีของ ชาร์ลส์ ฟอร์บส์ (Charles Forbes) ผู้อำนวยการองค์การทหารผ่านศึก ฮาร์ดิงรับรู้เรื่องนี้เมื่อ แฮร์รี ดอเฮอร์ตี (Harry Daugherty – อัยการสูงสุด เป็นอีกคนในรัฐบาลของฮาร์ดิงที่โดนตั้งคดีทุจริตเช่นกันแต่รอดคุกมาได้) เข้ามาเผยกับเขาในช่วงต้นปี 1923 ว่า ฟอร์บส์แอบเอายาในคลังของรัฐบาลไปขายให้กับเอกชนโดยผิดกฎหมาย ฮาร์ดิงได้ยินก็ด่าทอฟอร์บส์อย่างรุนแรงก่อนปล่อยให้ฟอร์บส์หลบหนีคดีออกนอกประเทศไปได้ (ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศในอีกสามปีให้หลังและถูกพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลาสองปี ซึ่งเขารับโทษจริงไปหนึ่งปีกับอีกแปดเดือน)

หลังจากนั้นไม่นาน ชาร์ลส์ แครนเมอร์ (Charles Cranmer) ที่ปรึกษาใหญ่ขององค์การทหารผ่านศึกก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ตามมาด้วย เจสซี สมิ (Jesse Smith) เลขาส่วนตัวของดอเฮอร์ตีที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายหนึ่งวันหลังเข้าพูดคุยกับฮาร์ดิงอย่างยาวนานที่ทำเนียบขาว ทำให้มีข่าวลือไปทั่วว่า สมิธและกลุ่ม “โอไฮโอแก๊ง” ได้รับผลประโยชน์มากมายจากการอาศัยอำนาจหน้าที่ในการทุจริตคอร์รัปชัน

ว่ากันว่าเรื่องฉาวในคราวนั้นส่งผลต่อสุขภาพของฮาร์ดิงเป็นอันมาก เขาตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนกับภรรยาและคณะผู้ติดตามที่อลาสกาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนปีเดียวกันนั้นเอง และระหว่างที่เดินทางกลับบ้านในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ฮาร์ดิงก็เริ่มบ่นว่าปวดท้องแต่เมื่อได้พักสักหน่อยอาการก็ดูดีขึ้น แต่ในวันที่ 2 สิงหาคม เขาก็เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน (คาดว่าน่าจะเกิดจากหัวใจวาย หรือไม่ก็เส้นเลือดในสมองแตก) ระหว่างที่ภรรยาของเขาอ่านหนังสือให้ฟัง

และเมื่อเขาเสียชีวิตลง เรื่องราวอื้อฉาวในรัฐบาลก็ยิ่งเป็นที่รับรู้มากยิ่งขึ้นเมื่อทางวุฒิสภาพยายามขุดคุ้ยเรื่องราวทุจริตของโอไฮโอแก๊ง และไปเจอกับคดีใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ “Teapot Dome Scandal” (หรือ เรื่องอื้อฉาวแห่งทีพอตโดม – ชื่อมีที่มาจากหินก้อนใหญ่ที่เคยมีหน้าตาคล้าย ๆ กาน้ำชาในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน)   

เรื่องนี้มีที่มาตั้งแต่ปี 1921 เมื่อ อัลเบิร์ต ฟอลล์ (Albert Fall) รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยโน้มน้าวให้ฮาร์ดิงโอนย้ายอำนาจในการจัดการแหล่งน้ำมันสำรองสองแห่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศคือที่ เอลก์ฮิลล์ (Elk Hill) ในแคลิฟอร์เนีย กับทีพอตโดมในไวโอมิง จากที่เคยอยู่ในความดูแลของกระทรวงทหารเรือให้มาอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยแทน

ซึ่งฮาร์ดิงก็เออออตาม ฟอลล์เมื่อได้อำนาจในการดูแลมาสมใจจึงให้สัมปทานเช่าแหล่งน้ำมันทั้งสองแห่งกับบริษัทน้ำมันเอกชนไปก่อนมาปรากฏหลักฐานในการสอบสวนว่าเขาได้รับสินบนเป็นจำนวนหลายแสนดอลลาร์ ทำให้ถูกตัดสินในปี 1929 ว่ามีความผิดจริงฐานรับสินบนต้องโทษจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี แต่รับโทษจริงเป็นเวลาเก้าเดือน

ไม่เพียงเท่านั้น ชีวิตส่วนตัวของฮาร์ดิงเริ่มถูกขุดคุ้ยมากขึ้น แนน บริตตัน (Nan Britton) หญิงสาวข้างบ้านรุ่นลูกออกมาแฉในปี 1927 ว่าเธอตั้งท้องกับฮาร์ดิงจากการร่วมรักบนโซฟาในสำนักงานสมาชิกวุฒิสภา (ทั้งคู่มีสัมพันธ์สวาทกันตั้งแต่ก่อนฮาร์ดิงจะได้เป็นประธานาธิบดี) และเมื่อฮาร์ดิงได้ครองทำเนียบขาวทั้งคู่ก็เคยบรรเลงเพลงสวาทในตู้เก็บของในห้องรับรองของทำเนียบจนต้องตามช่างมาซ่อมตู้ที่ว่าอยู่หลายครั้ง

ณ เวลานั้นบริตตันถูกประณามว่าเป็นแค่ผู้หญิงหิวเงิน น้อยคนนักที่จะเชื่อข้อกล่าวหาของเธอ ก่อนที่ในปี 2015 จะมีการพิสูจน์ด้วยดีเอ็นเอยืนยันว่าฮาร์ดิงเป็นพ่อแท้ ๆ ของลูกเธอจริง ๆ

และความสัมพันธ์กับหญิงอีกรายของฮาร์ดิงก็อื้อฉาวไม่แพ้กัน เธอคนนี้ชื่อว่า แคร์รี ฟิลิปส์ (Carrie Philips) เธอคือภรรยาของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขาเองซึ่งทั้งคู่มีสัมพันธ์แบบรักบ้างร้างบ้างเป็นเวลารวมราว 15 ปี ถึงช่วงที่ฮาร์ดิงได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

ความอื้อฉาวของความสัมพันธ์นี้นอกจากเรื่องที่ทั้งคู่นอกใจคู่สมรสของตัวเองแล้ว ก็ยังมีเรื่องของแนวคิดทางการเมืองของฟิลิปส์ที่ให้ท้ายฝ่ายเยอรมนีศัตรูของประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าเธอจะเป็นสายลับให้ฝ่ายเยอรมันหรือไม่? แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัด และเมื่อเธอรู้ว่าฮาร์ดิงจะได้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เธอยังข่มขู่ว่าจะเผยถึงสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้สาธารณะรับรู้ถ้าฮาร์ดิงไม่ยอมจ่ายเงินปิดปาก

ทางคณะกรรมการบริหารพรรครีพับลิกันรู้เรื่องจึงตัดสินใจยอมจ่ายเงินให้กับฟิลิปส์และสามีไปเที่ยวญี่ปุ่นบวกกับเงินขวัญถุงมูลค่าราว 20,000 ถึง 25,000 ดอลลาร์ และตัวฮาร์ดิงเองก็ยอมจ่ายให้เธอเป็นเงิน 5,000 ดอลลาร์ต่อปีระหว่างที่เขายังอยู่ในตำแหน่ง

นอกจากนี้ความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งคู่ยังมีหลักฐานเป็นจดหมายรักติดเรตที่ถูกเก็บในฐานะเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่นานเกือบร้อยปี และถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะครั้งแรกในปี 2009 ในหนังสือเรื่อง The Harding Affair: Love and Espionage During the Great War โดย จิม โรเบนอลต์ (Jim Robenalt) นักกฎหมายจากโอไฮโอที่ตั้งทฤษฎีว่าชู้รักของฮาร์ดิงเป็นสปาย

ในจดหมายของฮาร์ดิงประกอบด้วยถ้อยคำที่แสนเร่าร้อน บรรยายถึงความปรารถนาอันเอ่อล้นของเขา เช่น “ผมรักเถากุหลาบที่งอกงามในสวนของคุณ รักหอยทะเลสีชมพูที่เปล่งปลั่งเป็นประกาย” เขายังใส่รหัสลับในจดหมายด้วยการเรียกองคชาติของตนเองว่า “เจอร์รี” (Jerry) และโยนีของฟิลิปส์ว่า “คุณนายเพาเทอร์สัน” (Mrs. Pouterson)

ตัวอย่างเช่น “ผมอยากพาคุณขึ้นภูเขาเจอร์รี จุดที่แสนมหัศจรรย์ ไม่ใช่ในเชิงภูมิศาสตร์ แต่เป็นสถานที่ที่เปรียบดังสวรรค์” หรือ “บางครั้งคุณแสดงออกว่าไม่ชอบในสิ่งที่ผมเขียนไป และไม่เคยยอมรับ ผมเดาว่าในสายตาคุณมันเป็นเรื่องชั่วที่จะเอ่ยถึงคำว่ารัก หรือจริง ๆ แล้ว คุณไม่สามารถ[แสดงออก]เช่นนั้นได้ ไม่ว่าอย่างไร เมื่อผมได้เห็นหน้าคุณนายเพาเทอร์สันเมื่อเดือนก่อน เธอพยายามบอกผมว่าคุณยังรัก ผมมีวันที่แสนสุขมากกับเธอ”

เรื่องของฮาร์ดิงหลังจากที่เขาเสียชีวิตจึงมีแต่เรื่องสาดเสียเทเสีย (ตามหลักฐานที่พบใหม่ไม่ใช่หาเรื่องด่าแบบลอย ๆ) แต่ก็มีคนพยายามแก้ต่างให้เขาเหมือนกันว่า นอกจากเรื่องส่วนตัวแล้วเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายเท่าไหร่เพราะเขาอยู่ในตำแหน่งแค่ระยะสั้น ๆ เรื่องทุจริตก็ไม่ใช่เรื่องที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เขาอาจไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แต่เขาก็มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่โอเค ช่วยรัดเข็มขัดงบประมาณหลังหมดไปกับช่วงสงครามเสียเยอะ การประกาศไม่ให้โบนัสกับทหารผ่านศึกก็ยังได้รับคำชมว่ากล้าหาญทำในเรื่องที่จะถูกสังคมด่าเพราะนึกถึงผลประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ

การถกเถียงเช่นนี้ถือเป็นข้อดีของสังคมที่เห็นเสรีภาพ และความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญ (แม้กระทั่งเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว แต่อาจไม่ส่วนตัวก็ได้ เช่น แคร์รี ฟิลิปส์ ชู้รักฮาร์ดิงที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าเป็นสปายหรือไม่? และฮาร์ดิงเองเอาทรัพย์สินของรัฐไปปรนเปรอนางบำเรอคนอื่น ๆ ของเขาหรือเปล่า? [จ้างช่างมาซ่อมตู้เพราะเขากับบริตตันคู่ขาอีกคนมีเซ็กซ์จนตู้พังก็ถือว่าเข้าข่าย])  ซึ่งเรื่องแบบนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากสังคมอเมริกันยึดถือหลักว่า “คนตายไปแล้ว ก็อโหสิกรรมกันไปเถอะ” เรื่องสกปรกของคนตายถ้ามีก็ลืม ๆ กันไป เล่าแต่เรื่องดี ๆ ก็พอ

 

ที่มา:

https://www.nytimes.com/1972/03/26/archives/a-sort-of-rehabilitation-of-warren-g-harding-harding-rehabilitated.html?searchResultPosition=5

https://6thfloor.blogs.nytimes.com/2014/07/25/was-warren-harding-in-fact-a-terrible-president/?searchResultPosition=2

https://www.nytimes.com/2014/07/13/magazine/letters-warren-g-harding.html?ref=magazine

https://www.vox.com/2014/7/9/5881009/in-defense-of-warren-harding

https://slate.com/news-and-politics/2014/07/warren-harding-letters-could-they-spark-a-revisionist-view-of-the-much-maligned-president.html

https://www.politico.com/magazine/story/2015/08/warren-harding-child-sex-sandal-121404

https://www.britannica.com/biography/Warren-G-Harding#ref329525


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Related

แฟรงก์ และลิเลียน กิลเบร็ธ นักวิเคราะห์การเคลื่อนไหว ผู้ริเริ่มใช้ผังเชื่อมโยง

วินสตัน เชอร์ชิล จาก ส.ส.สอบตก สู่เก้าอี้นายกฯ รัฐบาลแห่งชาติ

บิลล์ บาวเวอร์แมน ได้ไอเดียทำรองเท้าไนกี้จากเครื่องทำขนมของเมีย จนพัฒนาเป็นรองเท้ามาราธอนที่เร็วที่สุดในโลก

จอห์น เดอลอเรียน ผู้สร้างรถที่ล้มเหลว แต่ดังในฐานะไทม์แมชชีน

ซีอุย จริยธรรมของพิพิธภัณฑ์กับการจัดแสดงศพมนุษย์

นาดิยา เซฟเชนโก จำเลยผู้ชูนิ้วกลางใส่หน้าศาลรัสเซีย

ลุดมิลา พาฟลิเชนโก จากแม่ม่ายลูกติด สู่ตำนานนักแม่นปืนแห่งกองทัพโซเวียต

พ่อค้า-สื่อ-รัฐบาล อังกฤษ กับเหตุผลที่ใช้ในการสนับสนุนการลักลอบค้าฝิ่นในจีน