Post on 03/11/2021

วิลเลียม ยูจีน สมิธ : ช่างภาพผู้เผยความจริงให้โลกรู้ถึงความทนทุกข์ของผู้ป่วย ‘มินามาตะ’ ในประเทศญี่ปุ่น

บางคราวที่ความเงียบงันของภาพถ่าย กลับสื่อสารได้มากกว่าถ้อยคำนับร้อยที่พรั่งพรูออกมา เช่นเดียวกับเรื่องราวของ ‘วิลเลียม ยูจีน สมิธ’ (William Eugene Smith) ช่างภาพชาวอเมริกันผู้เผยความจริงให้โลกรับรู้ถึง ‘มินามาตะ’ โรคที่เกิดจากน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอท ซึ่งถูกปล่อยลงสู่อ่าวมินามาตะทางภาคใต้ของประเทศญี่ปุ่น

เรื่องราวของเขาถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ ‘Minamata’ (2020) จากผลงานการกำกับของแอนดรูว์ เลวีทัส (Andrew Levitas) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันที่ยูจีน สมิธ  (รับบทโดย จอห์นนี เดปป์) ตัดสินใจออกเดินทางสู่แดนอาทิตย์อุทัย และฝ่าฟันจนได้ตีพิมพ์ชุดภาพถ่ายของผู้ป่วยโรคมินามาตะ ซึ่งผลงานของเขามีส่วนช่วยให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบสามารถชนะคดี เพื่อได้รับเงินชดเชยจากโรงงานที่ปล่อยสารเคมีในวันนั้น

และนี่คือเรื่องจริงของ วิลเลียม ยูจีน สมิธ ผู้อุทิศช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตให้กับการถ่ายทอดเรื่องราวและความปวดร้าวของผู้ป่วยโรคมินามาตะ

 

จุดเริ่มต้นการมองโลกผ่านเลนส์

ธันวาคม ปี 1918 หลังผ่านค่ำคืนอันสุขสันต์ในวันคริสต์มาสมาเพียง 5 วัน ‘วิลเลียม ยูจีน สมิธ’ ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก ราวกับเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ให้กับครอบครัว เขาเติบโตมาในบ้านที่มีทั้งพ่อและแม่อยู่กันพร้อมหน้า จนกระทั่งช่วงมัธยมปลาย พ่อของเขากลับตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองและจากยูจีนไปตลอดกาล…

หลังจากนั้น ยูจีนได้ทุ่มความสนใจให้กับการมองโลกผ่านเลนส์และกดชัตเตอร์บันทึกภาพราวกับ ‘การถ่ายภาพ’ ได้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้หลีกหนีความปวดร้าวและความโศกเศร้าจากการสูญเสียในวันเก่า 

การหมกมุ่นอยู่กับกล้องและเลนส์ ทำให้ความเชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพของเขาเริ่มไปไกลกว่าอายุ เพราะยูจีนรับงานครั้งแรกในฐานะช่างภาพของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนจะได้รับทุนเรียนถ่ายภาพจากมหาวิทยาลัยนอเตอร์เดม (University of Notre Dame) แต่เมื่อเริ่มเรียนได้ไม่นาน ยูจีนกลับตัดสินใจทิ้งโอกาสแล้วมุ่งหน้าสู่นิวยอร์กแทน 

เขาเริ่มชีวิตใหม่ในนิวยอร์กด้วยการทำงานในบริษัท Newsweek ก่อนจะได้ร่วมงานกับสื่ออีกหลายเจ้ารวมทั้งการเป็นช่างภาพสงครามให้กับนิตยสาร LIFE ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาได้รับบาดเจ็บจากการทำข่าวในโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ทั้งใบหน้าและมือของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากระเบิดมือจนต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นในโรงพยาบาลนานถึง 2 ปี แม้ว่าที่สุดแล้วอาการของยูจีนจะดีขึ้น แต่ร่างกายของเขาคงไม่มีวันกลับมาแข็งแรงดังเดิม

“ครั้งแรกที่ผมพยายามถ่ายภาพอีกครั้ง ผมแทบจะใส่ม้วนฟิล์มเข้าไปในกล้องไม่ได้ แต่ผมก็ตั้งใจแล้วว่า ภาพถ่ายครั้งต่อไปจะตรงกันข้ามกับภาพถ่ายสงคราม และมันจะบ่งบอกถึงชีวิต…”

ฉะนั้นภาพถ่ายแรกหลังฟื้นตัวของยูจีน คือภาพเด็กเล็ก ๆ สองคนที่กำลังเดินออกมาจากป่าทึบ โดยภาพนี้มีชื่อว่า ‘The Walk to Paradise Garden’ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา นอกจากนี้ยูจีนยังมีภาพถ่ายอื่น ๆ ที่โด่งดังไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น The Spanish Village, Country Doctor และ Nurse Midwife 

แม้ฝีมือของยูจีนจะเป็นที่ประจักษ์ แต่ด้วยมุมมองการทำงานและวิสัยทัศน์ที่ไม่ลงรอยกับบรรณาธิการของนิตยสาร LIFE สักเท่าไร ทำให้ยูจีนตัดสินใจลาออก แล้วเริ่มงานกับ Magnum Photos ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเรื่องราวชีวิตของเขากลับหักเหไปอีกทิศ เมื่อเริ่มทำโปรเจกต์ภาพถ่ายในเมืองพิตต์สเบิร์ก แต่ภาพนับหมื่นของเขากลับไม่ได้ถูกตีพิมพ์ จนกลายเป็นโปรเจกต์ร้างที่ทำให้สภาพร่างกาย จิตใจ การเงิน รวมทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัวยูจีนเริ่มย่ำแย่ลงทุกวัน

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ยูจีนตัดสินใจลาออกจาก Magnum แล้วปลีกวิเวกมาโอบกอดความเปลี่ยวเหงาในสตูดิโอและบ้านของเขาในนิวยอร์กแต่เพียงผู้เดียว ยูจีนใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางแสงไฟสีแดงและภาพถ่ายขาว-ดำที่รายล้อมรอบกาย ภาพถ่ายของเขาบันทึกตั้งแต่การต่อสู้ สันติภาพ ความยากจน ไปจนถึงความงดงามของมนุษย์ 

ชีวิตของยูจีนในช่วงเวลานั้นดำเนินไปราวกับเทียนที่รอวันมอดดับ ทั้งลมหายใจและความหวังแต่ละวัน…

 

W.Eugene Smith,1954,NY,Photograh taken by Jun Miki

 

สู่แดนอาทิตย์อุทัย

จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ปี 1970 แดดยามสายค่อย ๆ ลอดหน้าต่างเข้ามาทักทายยูจีน พร้อมกับเสียงเคาะประตูของ ‘ไอลีน’ (Aileen) หญิงสาวจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เธอรับจ็อบเป็นนักแปลและคนประสานงานให้กับบริษัทโฆษณาของญี่ปุ่นซึ่งจ้างยูจีนทำโฆษณาโปรโมตฟิล์มสี Fuji (ทั้งที่เขาถ่ายภาพขาว-ดำมาทั้งชีวิต) 

ไอลีนสัมผัสได้ถึงความหดหู่และเปล่าเปลี่ยวของยูจีน ซึ่งความรู้สึกไม่ได้โกหกเธอแต่อย่างใด เพราะในช่วงเวลานั้นยูจีน สมิธตั้งใจว่าเขาจะจัดนิทรรศการภาพถ่าย แล้วปลิดชีวิตอันว่างเปล่าของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด แต่อะไรบางอย่างในวันนั้น กลับทำให้ทั้งคู่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงต่อกันอย่างรวดเร็ว และความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ ซึมลึกลงในหัวใจราวกับอ้อมกอดที่ฉุดรั้งยูจีนให้อยากใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป 

ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของยูจีน มิใช่เพียงการกลับมาศรัทธาในความรักอีกครั้ง เพราะสองเดือนหลังจากพวกเขาพบกัน ยูจีนและไอลีนได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโรคมินามาตะในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทของบริษัท Chisso Corporation ลงสู่อ่าวมินามาตะ ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นดำรงชีพด้วยการจับปลาในอ่าวมาประกอบอาหาร

“ทันทีที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมินามาตะ เราก็ตัดสินใจไปทันที” 

ไอลีนย้อนความถึงวันที่ยูจีน สมิธตัดสินใจรับงานถ่ายภาพที่เมืองมินามาตะให้กับนิตยสาร LIFE พวกเขาเก็บกระเป๋าออกเดินทางมาถึงเมืองมินามาตะ ในเดือนกันยายน 1971 ด้วยความตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่เพียง 3 เดือน (แต่ความจริงกลับกลายเป็น 3 ปี) ซึ่งระหว่างนั้นยูจีน สมิธยังไม่หายดีจากบาดแผลในช่วงสงคราม เขาต้องกินอาหารอ่อน ๆ และจิบวิสกี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งอาจเป็นเพราะช่วยบรรเทาอาการปวดเรื้อรังของเขาก็เป็นได้ 

W. Eugene Smith and Aileen, 1974, Photo by Brooklyn Museum

 

เผยให้โลกรู้ถึงโรคมินามาตะ 

แม้ยูจีนจะเคยผ่านสมรภูมิรบมานักต่อนัก หากการถ่ายภาพผู้ป่วยโรคมินามาตะ ไม่ใช่โจทย์ง่ายสำหรับเขาแต่อย่างใด เพราะด่านแรกคือความเต็มใจของผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งหลายคนไม่เต็มใจให้ถ่ายภาพ หรือไม่กล้าเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณชน แม้ว่าสิ่งที่ยูจีนทำจะช่วยให้เสียงของพวกเขาดังขึ้นก็ตาม 

ข้อจำกัดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามในภาพยนตร์ Minamata ตอนที่ยูจีนเข้าไปในโรงพยาบาล และต้องการถ่ายภาพที่เห็นใบหน้าของผู้ป่วย เพราะเขามองว่าแววตาจะสื่อสารความหมายและพลังอันลึกซึ้งให้ผู้คนที่พบเห็นได้ ‘เข้าอกเข้าใจ’ (empathy) ความทุกข์ทนของพวกเขา แต่ไอลีนกลับกระซิบข้างหูยูจีนด้วยถ้อยคำหนักแน่นว่า “พวกเขา (ผู้ป่วยมินามาตะ) ก็ต้องการความเข้าอกเข้าใจ (empathy) เช่นเดียวกัน” นั่นทำให้ยูจีนถอยออกมาหนึ่งก้าวและค่อย ๆ ร่วมใช้ชีวิตกับคนในหมู่บ้าน มากกว่ามาเพื่อหันกล้องถ่ายภาพพวกเขาเพียงเท่านั้น 

แม้ว่าท้ายที่สุดผู้คนในหมู่บ้านจะสนับสนุนและช่วยเหลือยูจีนให้ถ่ายภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่อุปสรรคด่านต่อมาคือความโหดร้ายในปี 1972 เมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างชาวบ้านและพนักงานบริษัท Chisso ยูจีนถูกทำร้ายร่างกายซ้ำจากแผลเดิมที่ยังไม่หายดี จนเขาบาดเจ็บสาหัสและตาข้างหนึ่งได้สูญเสียการมองเห็นไปชั่วคราว

แต่ในที่สุด เขาก็สามารถนำภาพถ่ายเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวของพิษสารปรอทใน Minamata ส่งมาตีพิมพ์ในนิตยสาร LIFE ได้สำเร็จ ตามมาด้วยหนังสือที่ชื่อว่า ‘Minamata: The Story of the Poisoning of a City’ ในเวลาต่อมา ซึ่งภาพถ่ายดังกล่าวทำให้ผู้คนทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจ ‘โรคมินามาตะ’ มากยิ่งขึ้น

“ในภาพถ่ายเพียงหนึ่งเฟรม ยูจีน สมิธสามารถถ่ายทอดให้คุณเห็นทั้งด้านที่น่ากลัวและงดงามที่สุดของความเป็นมนุษย์” แอนดรูว์ เลวีทัสกล่าวถึงผลงานของยูจีน “เขาสามารถสะท้อนถึงความมืดมิดและแสงสว่างในภาพเดียวกัน” 

ประโยคข้างต้นคงไม่ผิดนักหากคุณได้เห็นภาพถ่ายอันโด่งดังของยูจีน นั่นคือรูปของ คามิมูระ โทโมโกะ (Kamimura Tomoko) ขณะที่แม่ประคองเธอไว้ในอ่างอาบน้ำ ซึ่งโทโมโกะคือหนึ่งในเด็กที่ได้รับพิษจากสารปรอทเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางรก ทำให้เธอตาบอด หูหนวก และมีขาที่ใช้งานไม่ได้มาตั้งแต่กำเนิด

ภาพถ่ายชุดนั้นกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักโรคมินามาตะ และหันมาสนใจปัญหามลพิษมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ศาลตัดสินให้บริษัท Chisso Corporation จ่ายเงิน 937 ล้านเยน ชดเชยสำหรับเหยื่อที่ได้รับผลกระทบ ทว่าหลายคนกลับไม่ได้รับการชดเชยตามคำพิพากษาของศาล เพราะไม่นานหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีอาเบะ ชินโซ ของญี่ปุ่น อ้างว่าญี่ปุ่นได้ ‘ฟื้นตัว’ จากมลพิษจากสารปรอทแล้ว แม้จะยังมีผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์โดยไม่ได้รับการเยียวยาก็ตาม

เรื่องราวทั้งหมดจึงควรค่าแก่การถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง Minamata เพราะมากกว่าการถ่ายทอดชีวิตของช่างภาพคนหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนับเป็นการส่งเสียงบอกเล่าถึงความโหดร้ายและความเจ็บปวดจากปัญหามลพิษให้คนทั่วโลกได้รับฟังอีกครั้ง อย่างที่ แอนดรูว์ เลวีทัส ผู้กำกับภาพยนตร์ Minamata กล่าวว่า

“ในฐานะพลเมืองโลก ผมคิดว่ามินามาตะเป็นเรื่องที่ต้องบอกเล่า เพราะสถานที่อื่น ๆ ทั่วโลกพบปัญหาที่คล้ายคลึงกันในด้านมลพิษทางอุตสาหกรรม ความโลภขององค์กร และการกระทำที่ผิดกฎหมาย

“ชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละวัน มีคนจำนวนมากที่พยายามดิ้นรนเพื่อให้เสียงของเขาถูกรับฟัง เพื่อให้ปัญหาของเขาถูกมองเห็น …สำหรับผมมันเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันและเชื่อมโยงกัน เป็นสิ่งที่เราทุกคนทั่วโลกมีร่วมกันในขณะนี้ นั่นคือการต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตที่ปราศจากมลพิษและมีสุขภาพที่ดี”

 

ที่มา:

https://www.magnumphotos.com/photographer/w-eugene-smith/

https://www.icp.org/browse/archive/constituents/w-eugene-smith?all/all/all/all/0

https://iphf.org/inductees/william-eugene-smith/

https://www.nippon.com/en/images/i00051/minamata-homage-to-w-eugene-smith.html

https://www.blind-magazine.com/en/stories/3522-revisiting-minamata-w-eugene-smiths-final-photo-series-en

http://www.documentingmedicine.com/minamata-the-story-of-the-poisoning-of-a-city/

 

ที่มาภาพ:

https://www.imdb.com/title/tt9179096/mediaviewer/rm1488692481/ 

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:W.Eugene_Smith,1954,NY,Photograh_taken_by_Jun_Miki.jpg

 


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

นาดา ไชยจิตต์: นักกิจกรรม Intersex Trans-woman ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิการเลือกเพศตามเจตจำนงของบุคคล

หลี จื่อ ชี: จากเด็กสาวที่นอนใต้สะพาน สู่ยูทูบเบอร์เกษตรกรผู้ถูกดึงเข้าสู่เกมอุตสาหกรรมออนไลน์

อิวาน พาฟลอฟ : เบื้องหลังการทดลองที่มีสุนัข อาหาร กระดิ่ง และคำอธิบายเหตุผลที่คนชอบวันศุกร์

ขอบคุณความสุขที่มอบไว้ให้คนบนโลกของ ‘จัมโบ้’ สุนัขแสนดีที่ได้เวลากลับดาวหมา

มิยุ โคจิมะ: คนทำความสะอาดห้อง ‘โคโดกูฉิ’ ที่เรียนรู้ชีวิตผ่านความตายอย่างโดดเดี่ยว

น้ำตาล – พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ตัวแทนสาวล้านนาที่จะมาลบภาพจำของ ‘สาวเหนือผู้อ่อนช้อย’

นีล สตีเวนสัน: มนุษย์คนแรกที่นิยาม Metaverse

Unbelievable: การต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรม (และรัฐ) หลังถูกข่มขืนของมารี แอดเลอร์