Post on 04/12/2019

โยดา จากครูสอนแทน สู่สัญลักษณ์การมองเห็นภายใน        

นอกเหนือจากภาพอัศวินเจไดผู้ทรงพลัง อีกหนึ่งภาพจำของ โยดา (Yoda) สำหรับคนดูหนังหรือแม้แต่คนทั่วไปคือ การเป็นเจได มาสเตอร์ ผู้อบรมสั่งสอน ประสิทธิ์ประสาทวิชา และให้คำแนะนำแก่ผู้ฝึกฝนวิชาเจได ซึ่งมีเคล็ดหลักวิชาอยู่ที่ “พลัง” The Force 

แต่หากสืบค้นถึงที่มาของตัวละครสีเขียวสุดคลาสสิกจากหนังชุด Star Wars การเป็นอาจารย์เจไดของโยดา มีจุดเริ่มต้นจากการก้าวเข้ามาสอนแทนคนอื่นอย่างไม่ตั้งใจ    

ย้อนกลับไปในช่วงที่กำลังสร้างหนัง Star Wars (1977) ซึ่งภายหลังมันถูกปะชื่อใหม่เป็น Star Wars: Episode IV-A New Hope ผู้กำกับ จอร์จ ลูคัส (George Lucas) ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อลูคัสพบว่าตัวละคร โอบีวัน เคโนบี (Obi-Wan Kenobi) ผู้สั่งสอน ลุค สกายวอล์คเกอร์ (Luke Skywalker) ไม่ได้ทำหน้าที่ใด ๆ อีกเลย หลังจากต่อสู้กับ ดาร์ธ เวเดอร์ (Darth Vader) จนโอบีวันมีสภาพเปล่าประโยชน์ต่อเรื่องราวที่เหลือของหนัง    

“ผมคิดว่ามันน่าจะพึงพอใจ ทรงพลัง และน่าสนใจมากขึ้น ถ้าเกิดว่าดาร์ธ เวเดอร์จัดการฆ่าเขาเสีย” ลูคัสพูดถึงทางออกสำหรับโอบีวัน ก่อนจะจัดการแก้ไขบทหนัง กระทั่งคนดูได้ชมฉากสะเทือนอารมณ์ โอบีวันสูญสลายหายไประหว่างดวลไลท์เซเบอร์กับเวเดอร์ กลายเป็นจุดหักเหสำคัญสำหรับลุค 

ทว่าฉากดังกล่าวนั้น ก็ทำให้เกิดปัญหากับหนังภาคต่อมาอย่าง The Empire Strikes Back (1980) เพราะในโครงเรื่องร่างแรกที่ลูคัสเขียนไว้ โอบีวันจะยังมีชีวิตอยู่ และกลับมาสอนลุคให้กลายเป็นอัศวินเจไดแบบเต็มตัว แต่ในเมื่อโอบีวันไม่อยู่แล้ว ลูคัสจึงจำเป็นจะต้องหาครูคนใหม่ และครูผู้สอนแทนคนนี้ก็ต้องไม่เหมือนกับโอบีวันด้วย 

แล้วตัวช่วยสำคัญสำหรับลูคัสคือจินตนาการจากเทพนิยายและนิทานปรัมปรา ซึ่งช่วยให้ลูคัสวาดเค้าโครงตัวละครโยดาที่เหมือนหลุดออกมาจากเรื่องราวประเภทนั้น 

“โดยปกติตัวละครพวกนี้มักจะเป็นกบหรือชายชราที่อยู่ข้างถนน” ลูคัสอธิบาย “ตัวละครที่เป็นฮีโรจะเดินอยู่บนถนน แล้วพบบุคคลผู้น่าสงสารและไม่มีความสลักสำคัญคนนี้ เป้าหมายและบทเรียนสำหรับผู้เป็นฮีโรคือการเรียนรู้ที่จะเคารพทุกคน และให้ความสนใจแก่ผู้ต่ำต้อย เพราะนั่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จสำหรับฮีโร” 

Stuart Freeborn

 

การสร้างหุ่นเชิดโยดา มี สจวร์ต ฟรีบอร์น (Stuart Freeborn) นักแต่งหน้าเอฟเฟกต์ฝีมือฉกาจจาก 2001: A Space Odyssey (1968) เป็นผู้ออกแบบสำหรับหุ่นจริงที่จะใช้ถ่ายทำ โดยฟรีบอร์นได้นำหน้าตาของตัวเขาเอง มาผสมรวมกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์จอมอัจฉริยะ พร้อมกับสร้างริ้วรอยแห่งอายุและประสบการณ์เข้าไป ตามด้วยหูแหลมสองข้าง    

“เขาควรจะดูเป็นสัตว์ ผมเลยใส่หูแบบสัตว์ลงบนหัว ผมคิด เอาแค่นี้แหละวะ ผมไม่มีเวลาปรับเปลี่ยนแล้ว” ฟรีบอร์นพูดถึงการปั้นโยดาแบบเร่งด่วน เพราะตารางงานอันกระชั้นชิด เลยทำให้ฟรีบอร์นรู้สึกกังวลว่าผลงานของเขาจะถูกลูคัสตอบปฏิเสธ ทว่าเมื่อผู้สร้างจักรวาลสตาร์ วอร์ส ได้เห็นใบหน้าบนหุ่นปั้นโยดาที่ดูเฉลียวฉลาด “นี่แหละ! สิ่งที่ผมต้องการ!” 

ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง โยดาเป็นอัศวินเจไดที่ใช้ชีวิตอยู่บนดาวเดโกบาห์ อันมีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าชวนหลอนและบึงขนาดใหญ่ ซึ่งทีมสร้างได้จัดการเนรมิตฉากหลังอย่างสมจริง จนทำให้ แฟรงค์ ออซ (Frank Oz) จาก ซีรีส์ The Muppet Show ผู้ทำหน้าที่ใช้มือเชิดหุ่นและให้เสียงพากย์แก่โยดา ต้องนั่งคุกเข่าหรือนอนไปกับพื้นดินอันชื้นแฉะ ในขณะที่นักเชิดหุ่นคนอื่นใช้อุปกรณ์บังคับให้ใบหน้ากับหูของโยดาขยับด้วยเทคนิคอนิเมทรอนิก 

“ถ้าคุณนั่งดูหนังแบบตั้งใจนะ คุณจะสามารถบอกได้เลยว่าช็อตไหนถูกถ่ายทำเป็นช็อตแรก และช็อตไหนถ่ายทำเป็นช็อตสุดท้าย โดยสังเกตจากใบหน้าของโยดาว่ามีความสกปรกแค่ไหน” นิค เมลีย์ (Nick Maley) ศิลปินฝ่ายเมคอัพ เผยความลำบากในการสร้างให้โยดามีชีวิตบนหน้าจอ และก็เพราะลูคัสได้มอบโจทย์แก่ออซไว้ว่า “ทำให้เขาออกมามหัศจรรย์” เลยทำให้ออซบอกว่า “มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาในตลอด 20 ปีของชีวิตการแสดง” 

ส่วนผู้กำกับ เออร์วิน เคิร์ชเนอร์ (Irvin Kershner) ที่เคยเกลียดโยดา เนื่องจากปัญหาการถ่ายทำอันน่าปวดหัว ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนมารักตัวละครนี้ เพราะ “เขาดูสมจริงอย่างสมบูรณ์” 

 

The Empire Strikes Back ประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างมหาศาล ในขณะที่คำวิจารณ์ก็ถูกยกย่องมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา และหนึ่งในฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนความคลาสสิกของหนังคือตัวละครโยดา จากฉากการสอนลุคให้กลายเป็นเจได ด้วยบทเรียนหลายบท ทั้งความอดทน, การสัมผัสแห่งพลังที่อยู่รอบตัว, การใช้พลังเพื่อปัญญาและการป้องกันตัว, ความเชื่อในสิ่งที่ทำ, การเผชิญหน้ากับจิตใจเบื้องลึก-ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่แฟนหนังจดจำ และถูกหนังสตาร์ วอร์ส เรื่องอื่น ๆ พยายามทำซ้ำหรือต่อยอดอีกหลายครั้ง 

แต่บทเรียนจากโยดา ที่ทำให้ตัวละครสีเขียวตัวจ้อยมีความยิ่งใหญ่และสะท้อนถึงภาพรวมของหนังชุดได้ดีคือ การมองข้ามรูปลักษณ์ภายนอก 

ในฉากที่ลุคพบเจอกับโยดาครั้งแรก ลุครู้สึกรำคาญใจกับเจ้าสิ่งมีชีวิตถือไม้เท้า เพราะโยดาแกล้งปกปิดตัวตนที่แท้จริงด้วยการแสร้งเป็นตาแก่แสนซุกซน ซึ่งอ้างว่ารู้จักกับโยดา และจะนำพาลุคไปพบ ทว่าตาแก่ก็ประวิงเวลาอยู่นานสองนาน จนลุคหมดความอดทน ในเวลานั้นเอง ตาแก่ก็เปิดเผยตัวว่าเป็นโยดา ทำให้ลุครู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งที่ตัวเองเห็น

นอกจากนี้ เมื่อลุคไม่สามารถยกยานเอ็กซ์-วิงขนาดมหึมาขึ้นมาจากบึงน้ำ และลุคยังมองว่านั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โยดาเลยสำแดงพลัง ยกยานมาวางไว้บนบกอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะเผยว่าขนาดไม่ใช่สิ่งสำคัญ 

สตาร์ วอร์ส เป็นมหากาพย์ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์, หุ่นหลากหลายประเภท, หรือแม้แต่ยานและอาวุธก็เต็มไปด้วยความหลากหลาย ความแตกต่างทั้งหมด ต่างไหลเวียนอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ และหลายครั้ง เราก็มิอาจตัดสินสิ่งเหล่านั้นได้จากรูปลักษณ์ภายนอก   

หุ่นเล็ก ๆ เพียงตัวเดียวก็มีบทบาทในการกอบกู้จักรวาลได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่รูปร่าง ไม่ใช่สีผิว ไม่ใช่ขนาด ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ แต่คือสิ่งที่อยู่ภายใน ไม่ต่างจากโยดาตัวน้อยที่เคยทำให้ลุคคาดไม่ถึง  

และเพราะแนวเพิกเฉยต่อสิ่งภายนอกนี้ เลยอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนสามารถสัมผัสถึงพลังแห่งโยดาผ่านสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งฟิกเกอร์, เสื้อยืด, เคสมือถือ และสินค้าอีกจำนวนมหาศาล รวมไปถึงเสียงตอบรับจากเครื่องชำระเงินด้วยตัวเองภายในร้านค้าปลีก ปอนด์แลนด์ ทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเสียงโยดาคอยโต้ตอบกับลูกค้า  

หรือแม้กระทั่งตัวละครสายพันธุ์เดียวกับโยดาที่ปรากฏตัวในซีรีส์ The Mandalorian ซึ่งถูกแฟน ๆ ตั้งชื่อเรียกให้ว่า เบบี้ โยดา ขนาดตัวที่เล็กราวกับเด็กทารกและดวงตาอันกลมโต ก็มิอาจขวางกั้นพลังจากตัวละครสู่คนดูได้    

The Mandalorian

 

“เหตุผลที่สิ่งเหล่านี้มีผลต่อผู้คนคือมันไม่ใช่แค่การถวิลหาอดีต แต่มันคือบางสิ่งที่มีความหมาย เป็นเรื่องราวที่ลงรากฝังลึก เป็นพลังและการสะท้อนกลับด้วยหัวใจของคนเรา เป็นหัวใจที่เต้นระรัว” เจ.เจ.อับรามส์ (J. J. Abrams) ผู้กำกับ The Force Awakens (2015) และ Rise of Skywalker (2019) พยายามมองให้ลึกผ่านความฮิตของเบบี้ โยดา “มันไม่ใช่แค่น่ารักนะ แต่มันยังสื่อถึงเรื่องราว มันจุดประกายจินตนาการ” 

นั่นคือสิ่งที่ผู้สร้างหนังมองเห็นผ่านตัวละครลูกหลานของโยดา ซึ่งถูกสร้างในอีกเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่ The Empire Strikes Back ออกฉาย ส่วนในช่วงเวลาที่โยดาปรากฏตัวเป็นครั้งแรก สิ่งที่แฟรงค์ ออซ มองเห็นผ่านตัวละครนี้คือ “ผมมองเห็นความอดทน ปัญญา ความรอบรู้ และความแข็งแรง ผมเป็นแค่คนที่รวบรวมทุกอย่างให้มีชีวิตชีวา ทำให้มันใช้การได้” 

นับเป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ จากครูสอนแทน กลายเป็นสัญลักษณ์การมองเห็นภายใน ซึ่งจะสถิตคู่กับสตาร์ วอร์ส และคนดู ไปอีกนานแสนนาน  

 

เรื่องโดย: เอกราช มอญวัฒ

 

ที่มา

https://www.denofgeek.com/movies/yoda/37971/yoda-the-empire-strikes-backs-big-gamble

https://people.com/archive/cover-story-yoda-mania-vol-13-no-23/

https://www.tomsguide.com/news/baby-yoda-mandalorian-disney-plus

https://www.gamesradar.com/j-j-abrams-rise-of-skywalker-baby-yoda-mandalorian/

https://ballymenadaily.com/local-news/jedi-master-yoda-is-set-to-help-out-at-the-tills-at-ballymenas-poundland-he-must/


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

ดอน แม็กลีน เล่าประวัติศาสตร์ดนตรีผ่าน American Pie

รีวิวคอนเสิร์ต PENGUIN VILLA WHY FLY? เมื่อเพนกวิน ‘บินได้’ เพราะเสียงเพลง

เควิน ไฟกี จากเนิร์ดผู้เกือบไม่ได้เรียนหนัง สู่โปรดิวเซอร์หนังซูเปอร์ฮีโรผู้ทรงอิทธิพล

ฮิเมช พาเทล ไม่ดังแต่ร้องเพลงเพราะ เลยได้แสดงนำใน Yesterday

“มาเรีย ซาลุด รามิเรซ กาบาเยโร” หญิงอายุ 105 ปี ต้นแบบ มาม่าโคโค่ ที่ไม่ได้เงินลิขสิทธิ์แม้แต่เซนต์เดียว

รีวิวคอนเสิร์ต ทรอย ซีวาน : วันแสดงพลังของชาวสีรุ้ง ศิลปิน แฟนเพลง ทุกคนอินเวอร์ นี่แหละคือการไปดูคอนเสิร์ต

อิชิโนโมริ โชทาโร: “สู้เขาไอ้มดแดง!” และการตอบแทนพี่สาวที่จากไป

แม่บ้านชาวม้ง กับการส่งต่อองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมในยุคดิจิทัล