Post on 02/12/2021

ยามาดะ ยูกิ: จาก ‘โจ กิ๊บเคน’ สู่ ‘ดราเคน’ แห่ง ‘Tokyo Revengers’ และ ‘ชิมูระเคน’

ในวงการบันเทิงญี่ปุ่น อาชีพสายนักแสดงถือเป็นอีกหนึ่งวงการที่คึกคักที่สุด มีนักแสดงหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน โดยหวังว่าจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักแสดงแถวหน้า บางคนใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็ได้เฉิดฉายจากผลงานชิ้นใหญ่ แต่บางคนก็ใช้เวลายาวนานกว่าจะเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับ ซึ่งในปี 2021 นี้ก็นับเป็นปีทองของนักแสดงคนหนึ่งที่อยู่ในวงการมานานถึง 10 ปีเต็ม 

หลังจากที่เขามีผลงานมามากมายชนิดที่ว่าใครที่ดูละครหรือหนังญี่ปุ่นคงจะต้องเห็นหน้าเขามาไม่มากก็น้อย ในที่สุดวันนี้เขากำลังจะได้กลายเป็นนักแสดงที่จะมาถ่ายทอดบท ‘ชิมูระเคน’ ดาวตลกระดับตำนานผู้ล่วงลับในละครชีวประวัติฟอร์มใหญ่ทางช่องฟูจิทีวี เขาคือ ‘ยามาดะ ยูกิ’ (Yuki Yamada) ชายผู้มีผลงานมากมายจนได้ฉายาว่า ‘Chameleon Actor’ ของวงการนักแสดงญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน

ตามรอยคุณพ่อ

ยามาดะไม่ได้มาจากครอบครัวธรรมดาทั่วไป เพราะเขาคือลูกชายของ ‘ยามาดะ คาซึโทชิ’ นักเบสบอลอาชีพทีม ‘Chunichi Dragons’ ซึ่งนั่นทำให้เขาได้เห็นคุณพ่อผ่านจอทีวีตั้งแต่เกิด จึงเกิดความนับถืออย่างแรงกล้าและอยากจะตามรอยด้วยการออกทีวีเหมือนคุณพ่อนับตั้งแต่นั้น 

แน่นอนว่าความฝันแรกของเขาก็คือการเป็นนักเบสบอลอาชีพเหมือนกับคุณพ่อนั่นเอง แต่หลังจากที่เล่นเบสบอลมาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขาก็ต้องพบกับความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า เขาไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นนักเบสบอลอาชีพได้ ทำให้สุดท้ายเขาจึงละทิ้งความฝันแรกไป ซึ่งแม้ว่าคุณพ่อของเขาจะไม่คัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ แต่เขาก็ผิดหวังไม่น้อยที่ลูกชายของตนไม่สามารถทำตามสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ได้ นั่นจึงทำให้ยามาดะสัญญากับตัวเองว่าเขาจะต้องไม่ล้มเลิกความฝันครั้งต่อไปเด็ดขาด ซึ่งแม้ว่าเขาจะไม่สามารถเป็นนักเบสบอลเหมือนกับคุณพ่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นไปได้นั่นก็คือการปรากฏตัวในทีวี เขาจึงตัดสินใจเริ่มต้นความฝันครั้งใหม่ด้วยการเป็น ‘นักแสดง’

นักดาบโจรสลัด

หลังจากล้มเหลวกับการออดิชันครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดยามาดะก็สามารถชนะการประกวดออดิชัน ‘D-Boys’ ของค่าย ‘Watanabe Entertainment’ และกลายมาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ของค่ายได้ในที่สุด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ยามาดะก็ได้รับบทแรกเป็นผลงาน ‘โทคุซัทสึ’ (ที่แปลว่าหนังเทคนิคพิเศษ แต่รู้จักดีในฐานะของแนวขบวนการแปลงร่าง) เรื่อง ‘Kaizoku Sentai Gokaiger’ ซึ่งเป็นละครขบวนการ 5 สีของปี 2011 ในบทของ ‘โจ กิ๊บเคน’ นักดาบจอมสุขุม ที่สามารถแปลงร่างเป็นนักรบสีน้ำเงิน ‘Gokai Blue’ ของกลุ่มโจรสลัดกลุ่มนี้ได้

โดยปกติแล้วในวงการบันเทิงญี่ปุ่น การที่นักแสดงแต่ละคนจะได้รับบทนำล้วนแต่ต้องเคยผ่านผลงานการแสดงในบทรองมาก่อน แต่สำหรับละครแนวโทคุซัทสึนั้นจะนิยมในการใช้นักแสดงหน้าใหม่เข้ามารับบท ด้วยเหตุผลทั้งความสดใหม่และค่าตัวนักแสดงที่ไม่ต้องลงทุนมาก และเพราะว่าผลงานเหล่านี้ ตลาดคนดูส่วนใหญ่เป็นเด็ก จึงไม่ต้องกังวลมากในด้านของทักษะการแสดง (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเล่นแข็ง ๆ ได้ ทุกบทล้วนแต่ต้องมีการออดิชันเข้ามา) ซึ่งสำหรับยามาดะที่ยังไม่เคยมีทักษะการแสดงมาก่อน นี่จึงเป็นงานท้าทายอย่างมาก เพราะเขาและเพื่อนร่วมทีมต้องแบกผลงานชิ้นนี้ไว้ถึง 51 ตอน ซึ่งในช่วงเวลา 1 ปีของการถ่ายทำ เขาก็ได้เรียนรู้และเติบโตในฐานะของนักแสดงเป็นอย่างมาก จนเมื่อวันปิดกองมาถึง เขาก็ต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความรู้สึกขอบคุณทีมงานทุกคนเลยทีเดียว

Gokai Blue

พระรองจอมอกหักตลอดกาล

เมื่อ 1 ปีเต็มกับขบวนการแปลงร่างสิ้นสุดลง ยามาดะก็เริ่มเดินหน้ารับงานละครต่อไป ซึ่งถ้าเป็นในปัจจุบัน ดารานักแสดงหลายคนที่เพิ่งเสร็จสิ้นการเล่นหนังแปลงร่างมักจะได้ข้อเสนอบทดี ๆ และเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็น (โดยเฉพาะในฝั่งของ Kamen Rider) แต่สำหรับยามาดะในตอนนั้น เขาเป็นแค่นักแสดงบทสีน้ำเงินซึ่งถือว่าเป็นบทรอง และคงจะมีแต่ผู้ชมเด็ก ๆ เท่านั้นที่จดจำเขาได้

บทแรกของยามาดะหลังจากโกไคเจอร์จึงเป็น ‘GTO’ ฉบับ Live Action ซึ่งเขารับบทเป็นหนึ่งในนักเรียนห้อง อ.โอนิสึกะ ที่พอจะมีบทบาทให้เห็นบ้างในทุกตอน นั่นทำให้เขาเริ่มเป็นที่จับตาจากคนในวงการและได้รับบทในละครที่ใหญ่ขึ้น มีทั้งงานหนังและละครเข้ามาไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น ‘Mischievous Kiss: Love in Tokyo’ ‘Starman -Sutaman-Kono Hoshi no Koi’ และ ‘Strobe Edge’ ซึ่งทุกบทล้วนเป็นแต่ ‘พระรองที่ไม่สมหวังในความรัก’ ทั้งสิ้น แม้แต่ผลงานใหญ่ ๆ ในช่วงหลังอย่าง ‘My Little Monster’ ก็ยังเป็นบทบาทแนวนี้อยู่ จนหลายคนเริ่มคิดแล้วว่า เขาอาจจะไม่มีวันได้เป็นนักแสดงนำก็เป็นได้

ราชาภาคค่ำจอมขโมยซีน

แต่แล้วโอกาสครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อปี 2015 เขาได้รับบทเป็น ‘มุรายามะ โยชิกิ’ หัวโจกนักเรียนภาคค่ำของโรงเรียนมัธยมปลายโอยะจากซีรีส์เรื่อง ‘High & Low: The Story of Sword’ ที่ได้รับความนิยมจนมีซีรีส์และหนังภาคต่อออกมาอีกหลายภาค ซึ่งแม้คราวนี้เขาจะยังรับบทเป็นตัวรองเหมือนเดิม แต่บทราชาภาคค่ำของเขากลับเป็นตัวขโมยซีนของเรื่อง 

นี่คือบทบาทที่เขาได้สลัดภาพลักษณ์หล่อ ๆ กลายเป็นตัวละครที่บ้าสุด ๆ แต่ก็ทั้งเท่และแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และมีความตลกน่ารักในตัว ตัวละครนี้ประสบความสําเร็จสุด ๆ ชนิดที่ว่า High & Low ต้องทำหนัง Spin Off ภาคแยกออกมาเพื่อโฟกัสที่ตัวละครของเขาและโรงเรียนโอยะเลยทีเดียว ซึ่งการปลดล็อกครั้งใหญ่นี้ก็ทำให้ยามาดะได้รับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้นอย่าง ‘Homeroom’ และ ‘สมการกําจัดครู’ ที่ล้วนแต่เป็นบทคนโรคจิตที่เป็นแกนสำคัญของเรื่องทั้งสิ้น

มุรายามะ โยชิกิ

สู่การเป็นนักแสดง Mainstream

จากผลงานการแสดงที่หลากหลายและการปรากฏตัวในละครแทบจะทุกซีซัน ยามาดะเริ่มได้รับการยอมรับจากทั้งแฟนละครในและนอกวงการ กระทั่งเขาได้เล่นละคร ‘อาสะโดระ’ ละครที่ฉายในตอนเช้าของวันจันทร์ถึงวันเสาร์ทางช่อง NHK เรื่อง ‘Natsuzora’ ในบทของ ‘ยูคิจิโร่’ เพื่อนสมัยเด็กของนัทสึ ตัวเอกของเรื่อง 

แม้ว่าบทในเรื่องนี้ เขาจะไม่ใช่พระเอก แต่ก็เรียกได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในตัวเอกของเรื่องที่ร่วมหัวจมท้ายไปกับนัทสึทุก ๆ ที่ ด้วยเรตติ้งละครเฉลี่ยที่สูงถึง 20% (เรียกได้ว่าคนเกือบทั้งประเทศดู) ก็ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างไปในทันที และด้วยความที่เขาเป็นคนตลก เฮฮา ชอบสร้างเสียงหัวเราะให้นักแสดงและทีมงานอยู่เสมอ นั่นจึงทำให้เขามีเพื่อนสนิทในวงการจากผลงานที่เคยมีร่วมกันมากมาย ทั้งยังเป็นที่พูดถึงจากนักแสดงระดับท็อปของวงการอยู่เสมอ

ทุกอย่างกลับกลายเป็นสิ่งที่ต่อยอดให้เขาได้รับโอกาสครั้งใหญ่อีกด้วย เมื่อโยชิซาวะ เรียว นักแสดงยุคใหม่ที่ดังที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบันได้รับข้อเสนอให้เล่นหนังที่ดัดแปลงมาจากมังงะเรื่อง ‘Tokyo Revengers’ ซึ่งก็เป็นทางโยชิซาวะที่แนะนำกับทีมงานว่าเขาอยากได้เพื่อนสนิทอย่างยามาดะมาร่วมในโปรเจกต์นี้ นำมาสู่บท ‘ดราเคน’ ที่ยามาดะลงทุนโกนผมให้เหมือนตัวละคร และใส่รองเท้าเสริมส้น 15 เซนติเมตรให้เท่ากับความสูงตัวละครจริง แถมยังเล่นฉากแอ็กชันแบบไม่กลัวเจ็บตัว จนเขาได้กลายมาเป็นดราเคนที่สมบูรณ์แบบ และผู้ชมหลายคนต่างบอกว่าเขาเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ 

Tokyo Revengers ทำเงินไปถึง 4 หมื่นล้านเยน และกลายเป็นปรากฏการณ์บ็อกซ์ออฟฟิศท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และทำให้ยอดผู้ติดตาม Instagram ของยามาดะทะลุ 1 ล้านคนอย่างรวดเร็ว

ดราเคนใน Tokyo Revengers

กลับสู่จุดเริ่มต้น

นอกจากปี 2021 จะเป็นปีที่ยามาดะแจ้งเกิดเต็ม ๆ ในฐานะนักแสดงแถวหน้าของวงการ นี่ยังเป็นปีที่ขบวนการ Kaizoku Sentai Gokaiger จะฉลองครบ 10 ปีอีกด้วย ซึ่งตามธรรมเนียนของขบวนการ 5 สี ก็มักจะมีการจัดทำตอนพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปีขบวนการและนำนักแสดงชุดเดิมมาสวมบทบาทให้แฟน ๆ หายคิดถึง แต่สำหรับขบวนการที่นักแสดงแจ้งเกิดกลายเป็นดาราดังไปแล้ว ตอนพิเศษเหล่านี้ก็มักจะไม่เกิดขึ้น แต่ก็เกิดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่เมื่อมีการประกาศถึงโปรเจกต์ ‘Ten Gokaiger’ ซึ่งมีทั้งชื่อและหน้าของยามาดะปรากฏในตัวอย่างขึ้นมา เพราะถ้าให้มองสถานะในตอนนี้แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องกลับมาแม้แต่นิดเดียว ซ้ำยังเป็นบทบาทสีน้ำเงินซึ่งเป็นบทรองเสียอีก 

หลังจากที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เขาได้ทวีตความรู้สึกในการกลับมารับบทครั้งนี้ว่า “นี่คือผลงานเปิดตัวของผมใน 10 ปีก่อนที่มีแผ่นดินไหวรุนแรง ผมได้รับจดหมายมากมายบอกว่าโกไคเจอร์ได้ช่วยเหลือพวกเขาไว้ ในตอนนี้ที่ไวรัสกำลังระบาดอย่างหนัก เขาได้นึกถึงช่วงเวลาที่พยายามอย่างหนักในตอนนั้น และอยากจะตอบแทนทุกคนด้วยการทำหน้าที่นี้ต่อไป”

การสวมบทของโจในตอนนั้น นอกจากจะช่วยตั้งต้นให้เขาได้ฝึกฝนทักษะการแสดงแล้ว มันยังหล่อหลอมให้เขากลายเป็นฮีโร่ตัวจริงที่ไม่เคยลืมว่าเขามีวันนี้ได้เพราะใคร กลายเป็นการตอบแทนที่ทำให้แฟนทุกคนที่เฝ้ารอด้วยความหวังต่างดีใจกันอย่างถ้วนหน้าเลยทีเดียว

และจากนี้ไป

ปี 2021 ของยามาดะยังไม่จบลงแค่นี้ เมื่อมีการประกาศว่าเขาจะได้รับบทนำในละครพิเศษของช่อง Fuji TV เรื่อง ‘Shimura Ken to Drift no Daibakushō Monogatari’ ในบทของ ‘ชิมูระเคน’ ดาวตลกในตำนานที่คนทั้งประเทศรู้จักและเสียชีวิตจากโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว 

โดยเนื้อหาจะเป็นเรื่องของชิมูระเคนในช่วงต้นอาชีพว่าต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง ซึ่งถ้าตามจริงแล้ว เส้นทางชีวิตของยามาดะก็มีความคล้ายคลึงกับชิมูระเคนอยู่พอสมควร ทั้งคู่ต่างเผชิญกับความล้มเหลว ต้องพยายามในสายอาชีพของตนอย่างยาวนานกว่าที่จะกลายเป็นที่ยอมรับ เราคงไม่อาจรู้ได้ว่าสุดท้ายในอนาคต ยามาดะ ยูกิ จะกลายเป็นตำนานประดับวงการเหมือนชิมูระเคนได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ เขาได้ทำความฝันอย่างหนึ่งสำเร็จแล้ว

นั่นก็คือการที่คุณพ่อของเขา ส่งข้อความมาว่าเห็นเขาปรากฏตัวอยู่บนจอทีวีนั่นเอง

บทบาท ชิมูระเคน

เรื่อง : บุญตระกูล ชีวะตระกูลกิจ

ที่มา:

https://yukiyfans.wordpress.com/yukis-profile/

https://www.crunchyroll.com/anime-news/2021/09/27-1/japan-box-office-tokyo-revengers-becomes-highest-grossing-live-action-film-of-2021

https://twitter.com/00_yuki_Y/status/1406146885035991043?fbclid=IwAR0bMMY2oy4_KLK3z1LC6Za4bU5J63vTdZnIzm6n4PrxLF39-AXwid3Gt9M

https://news.yahoo.co.jp/articles/c2e0f611b101d07beaf5f18237e62132958e82d6


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

แมรี ออสติน : รักแรกและรักบริสุทธิ์หนึ่งเดียวของ เฟร็ดดี เมอคิวรี

ชอน มิยาชิโระ: ผู้ก่อตั้ง 88rising บริษัทที่นำมิลลิ ขึ้นโคเชลลา และทำความฝันของคนเอเชียให้เป็นจริงผ่านโลกดนตรี

หน้ากากเสือ: นิยามของความหวังและความรักไร้เสียง

พิมาน มูลประมุข : ศิลปินผู้ปั้นอนุสาวรีย์ตำรวจอุ้มคนเจ็บ สัญลักษณ์ ‘ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน’

เจน แคมเปียน: จาก ‘The Piano’ สู่ ‘The Power of Dog’ ผู้กำกับหญิงออสการ์ท้าสังคม

The Rolling Stones: เบื้องหลังโลโก้โด่งดังเหนือกาลเวลา คือปากและลิ้นของพระแม่กาลี

The 1975 – Love It If We Made It: บทเพลงที่ตะโกนบอกแก่เราว่าจะไม่หมดหวัง แม้โลกนี้จะไม่เคยเป็นอย่างที่หวังก็ตาม

มาซาฮิโระ โมริ: ผู้ศึกษาว่าทำไมคนมักขนลุกเมื่อเห็นหุ่นยนต์? และเสนอแนวคิด ‘The Uncanny Valley’ หรือ ‘หุบเขาแห่งความประหลาด’