Post on 17/07/2019

โจว ต้ากวน ทูตจีนผู้อ้างว่า ช่างไม้ชาวจีนเป็นคนสร้างนครวัด

ภาพวาดจากจินตนาการ

เคยได้ยินทฤษฎีที่คนไทยกลุ่มหนึ่งพยายามผลักดันกันว่า “คนไทยเป็นคนสร้างนครวัด” กันมั้ย? (แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีนักประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ไหนให้การยอมรับ) พวกเขาได้อ้างหลักฐานชิ้นหนึ่งขึ้นมายืนยัน แถมเป็นหลักฐานชั้นต้นที่ผู้บันทึกได้ไปเห็น “ยโสธรปุระ” หรือเมืองพระนครอันยิ่งใหญ่แห่งกัมพูชาในยุคที่ยังเรืองรองมั่งคั่งมาด้วยตาตัวเอง

นั่นก็คือบันทึกของ โจว ต้ากวน (หรือ โจว ต้ากวาน หรือ  周達觀 – Zhou Daguan) หนึ่งในคณะทูตของเตมูร์ข่าน หรือฮ่องเต้เฉินจงแห่งราชวงศ์หยวน ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรกัมพูชานานราว 11 เดือนหลังเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1296

ผู้เสนอทฤษฎีนี้อ้างเอาจากการที่โจวได้บันทึกไว้ว่า คนพื้นเมืองกัมพูชานิยมใช้บริการแรงงาน “ชาวเสียน” (ที่เชื่อกันว่าเป็นชาวสยามบรรพบุรุษของคนไทย) ในเรื่องการเย็บปักถักร้อย คนกลุ่มนี้ก็เลยสรุป (เอาดื้อ ๆ ) ว่า ถ้าคนกัมพูชายังเย็บปักถักร้อยไม่เอาไหน แล้วจะสร้างปราสาทหลังใหญ่ได้อย่างไรกัน? ถ้าเช่นนั้นปราสาทเหล่านี้ก็คงเป็นชาวเสียนนั่นแหละเป็นผู้สร้าง

ข้อสรุปดังกล่าวต้องบอกก่อนว่า มาจากชาวไทยในยุคปัจจุบันกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ โจว ต้ากวน บันทึกเอาไว้ (โจวเองยังบอกเลยว่าชาวเสียนเพิ่งจะอพยพมาขายแรงงานในนครนานาชาติแห่งนี้เพียงไม่นาน) 

แต่สิ่งที่โจวบันทึกเอาไว้จริง ๆ ก็คือ ชื่อของเจ้าของผู้สร้าง “นครวัด” ที่เขาระบุไว้ชัด ๆ เลยว่าชื่อ “หลู่ปัน” (Lu Ban) ช่างไม้ชื่อดังชาวจีนในยุคชุนชิวต่างหาก! 

ที่เขียนมานี่ไม่ได้จะมาสร้างทฤษฎีพิลึกกว่าขึ้นมาสู้กับทฤษฎีที่พิลึกอยู่แล้วแต่อย่างใด แต่นี่คือสิ่งที่โจวได้บันทึกไว้จริง ๆ อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้แปลว่า สิ่งที่โจวได้บันทึกไว้นั้นสื่อถึงความพยายามที่จะ “เคลม” ว่า นครวัดถูกสร้างด้วยชาวจีนแต่อย่างใด หากน่าจะเป็นด้วยข้อจำกัดทางภาษาและวัฒนธรรมในการสื่อไปถึงผู้อ่านที่เป็นชาวจีนต่างหาก ทำให้เขาต้องอ้างชื่อของ “หลู่ปัน” ขึ้นมา

ตรงไหนในบันทึกของ โจว ต้ากวน ที่ระบุว่า ช่างไม้ชาวจีนเป็นผู้สร้างนครวัด?

ในบันทึกของโจวนั้นกล่าวถึง “นครวัด” ปราสาทที่ใหญ่โตที่สุดในหมู่ปราสาทเขมรเพียงสั้น ๆ เท่านั้น (อาจจะเขียนไว้ยาวกว่านั้นแต่หลักฐานที่เหลือมามีแค่นี้) โดยมีความตามสำนวนแปลของ เฉลิม ยงบุญเกิด ว่า

“ปราสาทหินที่อยู่นอกทวารด้านใต้ไปประมาณครึ่งลี้เศษนั้น เล่ากันว่า หลู่ปัน เป็นผู้สร้างในราตรีเดียว สุสานของหลู่ปันอยู่นอกทวารด้านใต้ไปประมาณ 1 ลี้เศษ มีบริเวณโดยรอบประมาณ 10 ลี้ และมีห้องกุฏิหินหลายร้อยห้อง”

ซึ่งปราสาทหินที่อยู่ด้านใต้นครหลวงยโสธรปุระ (หรือที่ปัจจุบันเรียกกันติดปากว่านครธม) ราวครึ่งลี้ก็คือ ปราสาทพนมบาเค็ง ที่ตั้งอยู่ระหว่างนครวัดและนครธม และ “สุสานของหลู่ปัน” ตามคำบรรยายของโจวข้างต้นก็คงหนีไม่พ้นปราสาทนครวัดนั่นเอง

ทำไมโจวถึงอ้างว่า นครวัดคือสุสานของหลู่ปัน?

การที่ โจวอ้างว่านครวัดเป็นสุสานของหลู่ปันนั้น ปีเตอร์ แฮร์ริส (Peter Harris) นักเขียนและนักแปลชาวอังกฤษซึ่งเคยทำงานให้กับบีบีซีในประเทศจีนเป็นเวลาหลายปี และเป็นผู้แปลบันทึกของโจวจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ว่า

“การอ้างชื่อของหลู่ปันเป็นอะไรที่น่าสงสัยมาก ในประวัติศาสตร์หรือตำนานของจีนนั้น หลู่ปันคือช่างไม้จากนครหลู่เมืองที่ถือขนบขงจื๊อทางตอนเหนือของจีน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างศตวรรษที่แปดถึงศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตกาล การที่หลู่ปันมามีความเกี่ยวพันกับอารยธรรมอังกอร์เป็นสิ่งที่เหลือจะเชื่อได้ ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและช่วงเวลา คำอธิบายเดียวที่ฟังได้กับการอ้างชื่อหลู่ปันของโจวที่ออกจะประหลาดอยู่นั้นก็คือ ในยุคของโจว หลู่ปันน่าจะได้รับการยกย่องเป็นดั่งเทพ เทวดา แล้ว โจวหรือคนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนนำทางชาวจีนในพื้นที่เกิดสับสนระหว่างหลู่ปันกับพระวิศวกรรม เทพของทางฮินดูซึ่งเป็นเทพแห่งช่างไม้ ช่างก่อสร้างเช่นกัน ตามคำอธิบายนี้ โจวจึงคิดว่าหลู่ปันก็คงเหมือนกับพระวิศวกรรม และคงจะไปเข้าใจผิดว่าพระวิศวกรรมคือกษัตริย์สุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์ผู้สร้างนครวัดซึ่งน่าจะต้องการใช้มันเป็นสุสานของตนเอง” 

ส่วนเหตุที่โจวไปสับสนระหว่างกษัตริย์สุริยวรมันที่ 2 กับพระวิศวกรรมนั้น แฮร์ริส บอกว่า “พระวิศวกรรมเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกัมพูชาว่า พระพิษณุกรรม ซึ่งใกล้เคียงกับชื่อของ พระพิษณุโลก ซึ่งเป็นพระนามของกษัตริย์สุริยวรมันที่ 2 ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางหลังสิ้นพระชนม์ คำอธิบายนี้ถูกนำเสนอโดย หลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Finot) ในบทความเรื่อง ‘The Temple of Angkor’ เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 1929”

ตามคำอธิบายนี้ ก็เท่ากับว่า โจวหลงผิดสองรอบคือ รอบแรกคิดว่า พระวิศวกรรมกับพระพิษณุโลก คือเทพองค์เดียวกัน แต่จริง ๆ เป็นเทพคนละองค์ เพราะกษัตริย์สุริยวรมันที่ 2 ถือลัทธิไวษณพ คือถือว่าพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ และถือว่าพระองค์เป็นอวตารของพระวิษณุ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วก็กลับไปเป็นพระวิษณุดังเดิมจึงมีการถวายพระนามให้พระองค์ว่า “พระพิษณุโลก”

และอีกรอบเมื่อเข้าใจผิดว่า พระวิศวกรรมเทพแห่งการก่อสร้างของฮินดูนั้นก็คงเหมือน ๆ กับ “หลู่ปัน” ที่ได้รับการเคารพนับถือดั่งเทพเจ้าของช่างไม้ของชาวจีน 

หรือไม่โจวก็แค่พยายาม “เทียบเคียง” สิ่งที่ตนพบในที่ที่เป็นเหมือนโลกใหม่ที่ตนไม่รู้จักมาก่อนกับสิ่งที่มีอยู่ในวัฒนธรรมจีนอยู่แล้ว เช่น เปรียบพวกนักบวชพราหมณ์หรือ “ป๊ะซือเหวย” (ตามสำนวนแปลของ เฉลิม ซึ่งเฉลิมใส่เชิงอรรถอธิบายว่าน่าจะตรงกับคำว่า ตปสวี หรือดาบส) ว่าเป็น “นักพรตเต๋า” เพื่อให้คนจีนที่ไม่เคยพบเคยเห็นสิ่งที่อยู่ในดินแดนที่ต่างวัฒนธรรมสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ก็เป็นไปได้เหมือนกัน 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

เอลี โคห์เอน สายลับมอสสาดที่เกือบได้เป็น รมช.กลาโหมซีเรีย

ลม่อม สีบุญเรือง ปัญญาชนหญิงหัวก้าวหน้า ลูกสาวเซียวฮุดเสง

Lady Godiva and Peeping Tom สาวชั้นสูงเปลือยต้านภาษีไม่เป็นธรรม กับนักถ้ำมองในตำนาน

มาร์ก เฟลต์ เอฟบีไอ ผู้ล้มประธานาธิบดี (ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ)

เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเร็ต เคาน์เตสแห่งสโนว์ดอน: ผู้มากด้วยพรสวรรค์ทางแฟชั่นและข่าวฉาว

คัตสึชิกะ โฮกุไซ: กว่าจะเป็นคลื่นยักษ์นอกชายฝั่งคานางาวะอันโด่งดัง

ณ็อง เบเดล โบกัสซา: นายทหารที่สถาปนาตัวเป็นจักรพรรดิแห่งแอฟริกากลาง

นักพนัน-พ่อค้าหาบเร่แผงลอย รากเหง้าดั้งเดิมของยากูซาและชื่อที่มาจากไพ่ป๊อก