Post on 25/06/2019

ชาร์ลี ไลท์เทนนิง สำรวจชีวิตเลียม กัลลาเกอร์ 10 ปีที่แตกหักจาก Oasis ในสารคดี As It Was

มหากาพย์สงครามการทะเลาะกันระหว่างสองพี่น้อง เลียม และ โนล กัลลาเกอร์ (Liam and Noel Gallagher) คงเป็นเรื่องที่แฟนเพลง Oasis ทราบกันดีอยู่แล้ว เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งสองเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดกลางเทศกาลดนตรี Rock en Seine Festival ณ กรุงปารีส ปี 2009

หลังจากวันนั้น ก็ไม่มีวงดนตรีชื่อ Oasis อีกต่อไป

ตลอดเวลาที่โนลและเลียมแยกกันเดินในเส้นทางสายดนตรี พวกเขาไม่มีท่าทีที่จะหันมากอดคอกัน แม้จะมีสารคดี Oasis: Supersonic (2016) ที่กระตุ้นแฟนคลับให้เรียกร้องสองพี่น้องสุดเกรียนคู่นี้กลับมารวมตัวสักครั้ง แต่ฝันแฟน ๆ ก็ดับลงเพราะไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากตระกูลกัลลาเกอร์ที่ท่านเรียก

ด้วยระยะเวลากว่า 10 ปีหลังแยกวงอย่างเป็นทางการ เลียมได้มีสารคดีชีวิตที่จะเผยเรื่องราวความลับของเขากับ As It Was (2019) ผลงานภาพยนตร์ชีวประวัติสำรวจชีวิต เลียม กัลลาเกอร์ ในช่วงเวลานับทศวรรษที่วง Oasis หายไป โดยผู้กำกับ ชาร์ลี ไลท์เทนนิง (Charlie Lightening)

เลียม กัลลาเกอร์

 

ชาร์ลี ไลท์เทนนิง คือคนที่ร่วมงานกับวง Oasis ตั้งแต่ออกอัลบั้มสุดท้ายปี 2008 Dig Out Your Soul หลังจากนั้นไม่นาน วง Oasis ก็ยุบวง เลียมออกตั้งวงใหม่ Beady Eye แต่ก็มีผลงานเพียงแค่ 2 อัลบั้มก่อนจะเกิดปัญหายุบวงอีกครั้ง และในปี 2017 พี่เลียมก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยผลงานอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก As You Were ประเดิมด้วยซิงเกิลแรก “Wall of Glass” ที่ประกาศศักดาว่าร็อกสตาร์คนนี้กลับมาแล้ว (ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้พี่แกเคยโพสต์ Twitter อย่างดุเดือดว่า “กูจะไม่มีวันออกอัลบั้มเดี่ยวเว้ย!”)

“ผมอยู่ร่วมกับพวกเขาตลอดเวลาที่ออกทัวร์คอนเสิร์ต ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการแตกแยก ในตอนนั้นเราไม่ได้แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำไปว่าคอนเสิร์ตครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย”

ชาร์ลีมีโอกาสใกล้ชิดกับเลียมต่อตลอดระยะเวลา 10 ปีหลังยุบวง ทำให้เขาสามารถเก็บภาพการกระทำทุกอย่างของเลียมในทุกช่วงเวลา เช่น การแตกหักของวง Beady Eye ปลายทางชีวิตสมรส เรื่องราวของลูกนอกสมรส และทุกเรื่องราวที่ถาโถมเข้าใส่ชีวิตของชายคนนี้

“จริง ๆ แล้ว เลียมมีด้านอ่อนโยนนะ เขาเป็นคนอบอุ่นด้วย แต่มันเป็นด้านที่เขาไม่ค่อยแสดงให้ทุกคนเห็นเท่าไหร่ ที่ผมถ่ายหนังเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นในสิ่งที่ผมเห็น และมันคงไม่เกิดเป็นผลงานชิ้นนี้ หากว่าผมไม่มีความซื่อสัตย์กับตัวเอง”

สิ่งที่ชาร์ลีเห็นคือเลียมเป็นคนธรรมดา เป็นคนตลก เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีด้านที่อ่อนโยน แต่ในอีกด้านก็มีความหยาบและหึงหวง ทั้งหมดนี้ก็เพราะเลียมเป็นเพียงมนุษย์ที่บอบบางคนหนึ่งเท่านั้น

“คุณควรจำให้ดีว่า เขาคือ เลียม กัลลาเกอร์ จากยุค 90” เขากล่าว “ถ้าคุณไม่ชอบเขา คุณก็จะเกลียดเขาไปเลย แต่ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้สึกถึงความละอาย เขาก็ยังเป็นคนที่เจ๋งสุด ๆ อยู่ดี คุณจะเห็นเขาในทุกมุมมอง เราไม่ได้เติมแต่งอะไรลงไปให้ดูสวยหรู และไม่ได้ซ่อนสิ่งที่เขาเป็นเลยแม้แต่น้อย”

ความเอ็กซ์คลูซีฟของชาร์ลีคือเลียมยอมเปิดบ้านที่ตระกูลกัลลาเกอร์เติบโต อนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำอย่างอิสระ แถมยังได้บุกไปถึงห้องนอนในวัยเด็กที่เขาต้องแบ่งพื้นที่ห้องกับพี่ชาย (คู่กัด) ของเขา โนล กัลลาเกอร์ ด้วย

นั่นเป็นไอเดียของเลียม จริงอยู่ที่ผมเคยมีความคิดอยากถ่ายทำที่บ้านอยู่เหมือนกัน แต่เขาเป็นคนที่เอ่ยปากชวนเอง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะให้คนอื่นมาเห็นเบื้องหลังชีวิตของคุณ”

บ้านตระกูลกัลลาเกอร์

 

ที่บ้านเก่านั้น เพ็กกี้ กัลลาเกอร์ แม่แท้ ๆ ยังอาศัยอยู่ ทำให้เขามีโอกาสสัมภาษณ์คุณแม่เช่นกัน “คุณเพ็กกี้เป็นแม่ที่สุดยอดมาก เธอเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี หลายคนเคยอยากจะเข้ามาถ่ายทำในบ้านของเธอ แต่ก็ไม่เคยได้รับโอกาสนั้น ผมเลยรู้สึกประหม่ามาก”

เลียมชวนผู้กำกับเข้ามายังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างห้องนอน แถมยังต้อนรับชาร์ลีเป็นอย่างดีด้วยการชงกาแฟให้ดื่มอีกด้วย

“พวกเราอยู่ในบ้าน เขากำลังทำกาแฟให้ผมดื่ม และแม่ของเขาก็อยู่ตรงนั้น มันมีบรรยากาศของบ้านที่อบอุ่นมาก ๆ เขาพาผมขึ้นไปชั้นสอง ที่บานประตูยังมีป้ายเขียนอยู่เลยว่า ‘ห้องของเลียมและโนล’ ซึ่งเป็นห้องที่พวกเขาทั้งสองเคยนอนร่วมกัน” ชาร์ลี กล่าว “เขาพาผมเข้าไปในห้องและบอกว่าเตียงของเขาคือเตียงไหน ของโนลคือเตียงไหน การได้ฟังเขาพูดถึงเรื่องราวเหล่านั้นล้วนเป็นประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ”

แน่นอนว่าการพูดถึงประเด็นแตกหักระหว่างเลียมกับโนลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยสปิริตผู้กำกับอันแรงกล้า ชาร์ลีกล่าวอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ทำขึ้นมาเพื่อโจมตีโนลแต่อย่างใด

“ผมไม่ได้ให้มันเป็นหนังที่ใช้โจมตีโนลหรือใช้เรียกร้องความเห็นใจ ผมแค่อยากจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามอย่างที่มันเป็นเท่านั้น”

ทว่าสิ่งเดียวที่ทำให้ชาร์ลีหัวเสียกับโนลคือ พี่แกไม่อนุญาตให้ชาร์ลีใช้เพลงของ Oasis ในสารคดี As It Was เลย โดยเฉพาะการขึ้นร้องเพลง Live Forever บนคอนเสิร์ตการกุศล One Love Manchester หลังเหตุการณ์โศกนาฎกรรมระเบิดที่แมนเชสเตอร์ อะรีนา

คอนเสิร์ต

 

ตอนที่เขาไปเล่นคอนเสิร์ตในเมืองแมนเชสเตอร์หลังเหตุระเบิดนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่สุดยอดมาก เขาได้จุดเทียน 22 เล่มบนเวทีเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์และร้องเพลง Live Forever สด ๆ ร่วมกับผู้ชม ในอีกมุมมองหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนทั้งประเทศจับจ้องเขา เขาคือคนคนหนึ่งในประเทศนี้ เขายังคงเป็นคนที่พวกคุณเคยรู้จัก”

แต่ไม่ว่ายังไง ความฝันอันสูงสุดของชาร์ลีก็หนีไม่พ้นแรงปรารถนาให้ Oasis กลับมารวมตัวอีกครั้ง เขาจินตนาการถึงโนลและเลียมยืนบนเวทีด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน เฮฮาด้วยกัน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสนั้นจริง ๆ หรือเปล่า “พวกเขาเหมือน The Beatles แต่ก่อนอื่นเลียมและโนลจะต้องคืนดีกันให้ได้ก่อน ในฐานะแฟนเพลงผมคิดว่ามันคงจะเป็นอะไรที่เจ๋งสุด ๆ และในฐานะของคนคนหนึ่ง ผมอยากจะให้พวกเขาลงเอยกันได้ด้วยดี”

แน่นอน นั่นไม่ใช่ความฝันของชาร์ลีเพียงคนเดียว แต่คือความฝันของแฟนเพลง Oasis ทุกคน

เลียม กัลลาเกอร์

 

ที่มา

metro

nme


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

ซนเยจิน: ยิ่งกว่าควีนออฟเมโลดรามา คือเจ้าแม่เกมตัวยง

เวนดี้ คาร์ลอส ทรานสเจนเดอร์ ผู้พาเสียงอิเล็กทรอนิกส์และซินธิไซเซอร์สู่ดนตรีกระแสหลัก

จอน จี ฮยอน (จวนจีฮุน) : 18 ปี อยากบอกให้เธอได้ฟังคิดถึงเธอจัง “ยัยตัวร้าย”

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ “คนรู้จัก โทนี สตาร์ค มากกว่าตัวผมเสียอีก”

ลี ชาตะเมธีกุล มือตัดต่อในตำนาน ผู้กลายเป็นกรรมการออสการ์คนใหม่

อี.ที. เพื่อนรัก: พบเจอ ผูกพัน ลาจาก มิตรภาพแสนบริสุทธิ์จากต่างดาว

บี.บี. คิง ราชันเพลงบลูส์ ผู้มี “ลูซิลล์” เคียงคู่กาย

หว่องการ์ไว – อัตลักษณ์ฮ่องกงกับผู้กำกับที่ ‘กระทำความหว่อง’ มาตลอด 20 ปี