Post on 09/10/2020

เฌอปราง อารีย์กุล BNK48: ไอดอลหญิงที่คิดว่าเสียงของทุกคนมีความสำคัญ

ท่ามกลางกระแสการเมืองโลกที่ร้อนแรง หลังจากที่เราพร่ำเขียนบทความเกี่ยวกับการเมืองมามาก ในตอนนี้เหมือนจะมีเวลาให้พักหายใจหายคอสักนิด เรามีโอกาสได้นั่งคุยกับไอดอลหญิงคนหนึ่งที่โลดแล่นอยู่ในกระแสบันเทิงเสมอ มีโอกาสได้ถามไถ่ถึงชีวิตและการทำงานของเธอ ถามเธอว่ารู้สึกอย่างไรกับการที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘ไอดอล’ เพราะความหมายของคำคำนี้มันช่างกว้างเสียเหลือเกิน จนชวนให้ตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่พบกับเธอว่า “ไอดอลคืออะไร ? แล้วเรานิยามคำว่าไอดอลเหมือนกับคนที่ถูกเรียกว่าไอดอลหรือไม่”

ระหว่างที่นั่งต่อบทสนทนาไปเรื่อย ๆ ในคาเฟ่กระจกชื่อหูกระจงย่านพระราม 3 ‘เฌอปราง อารีย์กุล’ ไอดอลจากวง BNK48 ได้ตอบทุกคำถามที่เราอยากรู้ เธอเผยให้เห็นมุมมองความคิดของตัวเองเกี่ยวกับประเด็นหลากหลายทั้งความหมายของคำว่าไอดอล ความสุขจากการทำงาน สังคมและวัฒนธรรมหรือที่เรียกว่า Soft power ที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธออย่างทุกวันนี้ แต่สุดท้ายเราก็ยังไม่วายถามเฌอปรางถึงความคิดเห็นเรื่องการคุกคามทางเพศ เสียงของคนรุ่นใหม่ สิทธิและการผลักดันความเท่าเทียมของทุกคน

The People: เป็นไอดอลมากี่ปีแล้ว? จากวันแรกจนวันนี้รู้สึกต่างไหม

เฌอปราง: 3 ปีกว่า ๆ เกือบ 4 ปีแล้ว รู้สึกว่าเหมือนเรามีประสบการณ์มากขึ้น โตขึ้น พอประสบการณ์มากขึ้นก็รับมือกับอะไรง่ายขึ้นไปด้วย พอทำงานก็จะรู้สึกชินแล้วรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร

The People: ตลอดเวลาที่ทำงานมาเกือบ 4 ปี คิดว่าความสุขของการทำงานที่ได้เจอคืออะไร

เฌอปราง: เป็นคำถามที่ยากมาก เป็นข้อหนึ่งที่หนูก็ตั้งคำถามมากเลยว่าจะตอบยังไงดี ความสุขในการทำงานสำหรับเฌอคือการที่ได้ทำสิ่งนั้น ได้ทำสิ่งที่ตัวเองเลือกทำหรือคนมอบหมายให้ทำได้สำเร็จตามเวลานั้น ๆ และถ้าสิ่งที่ทำมีประโยชน์ต่อคนอื่นด้วยจะรู้สึกดีมากขึ้น เฌอเป็นคนที่ถ้าได้รับมอบหมายมาแล้วทำสำเร็จและได้ผลลัพธ์ออกมาดีในความพึงพอใจทั้งของตัวเองและคนอื่น แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

The People: ในฐานะที่ตัวเองเป็นไอดอล เราคิดว่าความหมายของ ‘ไอดอล’ ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจมันตรงกับความเข้าใจของตัวเองไหม

เฌอปราง: ตอนนี้ต้องบอกว่า ‘ไอดอล’ มีหลากหลายบริบท หนูรู้สึกว่าคนไทยส่วนใหญ่คิดถึงคำว่าไอดอลในความหมายตรงตัวคือ ‘การเป็นแบบอย่างตัวอย่างที่ดีต่อผู้อื่น’ คำว่าไอดอลจะเป็นแบบนั้น แต่สำหรับเฌอ โดยส่วนตัวคิดว่าไอดอลคือ ‘แรงบันดาลใจ’ เราอาจมีไอดอลเป็นของตัวเองได้หลายคนในหลากหลายด้าน เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากพัฒนาตัวเองในด้านนั้น ๆ

แต่ถ้าบริบทของคำว่า ‘ไอดอลในทางดนตรี’ จะเป็นกลุ่มคนที่มอบความสุข ความสนุกสนาน และการแสดงของตัวเองผ่านเสียงเพลงแล้วส่งไปยังผู้คน อันนี้จะเป็นแนวไอดอลเกาหลีหรือไอดอลญี่ปุ่น ซึ่งเราก็รับมาพร้อมกับผสมผสานจนกลายเป็นไอดอลญี่ปุ่นในเมืองไทยแบบปัจจุบันอย่าง BNK48

BNK48 เป็นกลุ่มคนที่ฝึกหัดกำลังจะเป็นศิลปิน ไอดอลคือศิลปินฝึกหัดที่จะเติบโตไปตามสายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือศิลปิน เราได้ก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงด้วยการถูกฝึกให้ร้อง เต้น แล้วก็มอบความสุขให้คนอื่นผ่านบนเวที ไอดอลทางดนตรีจะเป็นแบบนั้นค่ะ

The People: เวลาเราตั้งใจทำงานแล้วมีคนบอกว่า “BNK48 คือกลุ่มไอดอลที่ขายผลงานเพลง แต่สมาชิกหลายคนยังร้องเพลงไม่เพราะเลย” เราคิดเห็นอย่างไรกับประโยคนี้

เฌอปราง: เฌอเป็นคนที่ร้องเพลงไม่เป็นค่ะ เฌอร้องเพลงไม่เพราะ แต่ว่าตอนนี้พอจะทำได้แล้ว แต่การเป็นไอดอลกรุ๊ปเราจะอยู่ร่วมกัน เราไปด้วยกัน บางคนอาจถนัดกันคนละอย่าง แต่พอเราร่วมมือกันแล้วอาจจะมีพลังเยอะขึ้นจนทำได้ดีขึ้นก็ได้ อันนี้คือความพิเศษของการเป็นไอดอลกรุ๊ปที่ช่วยพยุงซึ่งกันและกันไป ทำให้เมมเบอร์ทุกคนค่อนข้างจะรู้สึกว่า “ดีจังที่มีเพื่อนอยู่ด้วย”

แต่ถ้าถามว่าเรารู้สึกเศร้าไหมกับการที่มีคนบอกว่าร้องเพลงห่วย เศร้าค่ะ ยังร้องไม่ได้แต่จะพยายามต่อไปให้ดี จะต้องร้องเพลงเก่งขึ้นในสักวันหนึ่ง สำหรับเฌอตอนนี้ก็เปลี่ยนแปลงมาพอสมควร ดีขึ้นมากเหมือนกัน ส่วนคำว่า ‘ไอดอลขายงานเพลงมั้ย’ ใช่ เราขายเพลง แต่เรามีหลายหลากหลายส่วนที่ทำเพลงขึ้นมา แล้วเราเป็นคนหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าเพื่อแสดง ส่งมอบพลังบวกทั้งหลายให้กับผู้คนที่มาชมโชว์ของเราในวันนั้น จึงกลายเป็นหลายอย่างประกอบกันทั้งเพลง การแสดง การมีปฏิกิริยาระหว่างผู้แสดงกับคนดูที่จะทำให้ผลงานของเราออกมาเป็นอย่างทุกวันนี้

The People: BNK48 เป็นวงที่รับฟีดแบคเยอะมาก ข้อความต่าง ๆ ทั้งดีและไม่ดีส่งผลต่อใจเราบ้างไหม

เฌอปราง: ทั้งดีและไม่ดีส่งผลต่อใจมั้ย ส่งผลค่ะ แค่ว่าเฌอจะยึดกับมันนานหรือเปล่า บางอย่างถ้าเรารู้สึกว่าไม่จริงเราก็จะ “โอเค ความจริงคืออะไร” บอกเขาไปว่าเราทำด้วยเจตนาอะไร และย้อนถามตัวเองว่าเราได้เคลียร์กับคนรอบตัวแล้วหรือยัง แต่ถ้าเกิดเป็นคอมเมนต์เรื่องความสามารถที่อาจจะยังไม่ดีพอในความคาดหวังของใครหลายคน เฌอก็จะพยายามต่อไป จะพัฒนาและทำให้ดีขึ้น เฌอรู้ว่าตัวเองอาจกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาหรือว่าเราไม่ได้ถนัดในสิ่งนั้นมากขนาดนั้น แต่ก็อยากจะทำให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องคำชมได้รับก็จะดีใจค่ะ ได้รับกำลังใจก็จะดีใจมากเลยเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่เฌอได้รับมา

The People: งานของไอดอลคือการให้ความสุขผู้คนทั้ง 2 shot งานจับมือ เธียเตอร์ แล้วถ้าเฌอปรางอยากหาความสุขนอกเหนือเวลางาน จะหาจากอะไร?

เฌอปราง: ส่องไอดอลที่เราชอบ ดูการแสดง ตอนนี้เป็นคนที่ดูไอดอลเกาหลีค่อนข้างเยอะ เพราะรู้สึกว่าชอบการแสดงเขา เราชอบแนวเพลงด้วยสำหรับบางวง แล้วก็ชอบการแสดงแบบกลุ่มที่พร้อมเพรียง อะไรบางอย่างตรงนั้น รู้สึกว่าดูแล้วเพลินตาดี แล้วก็กินของหวาน ง่ายสุด กินขนม กินของหวาน รู้สึกมีความสุขกับการกิน เป็นคนมีความสุขเวลาได้กินของอร่อย มีความสุขเล็ก ๆ แต่ให้กับเรามาก

ส่วนอื่น ๆ เวลาได้รับกำลังใจจะรู้สึกดี เวลาที่รู้สึกว่างานที่เราทำไปมีคนได้รับจริง ๆ งานจับมือค่อนข้างมีผลกับเฌอพอสมควร เวลาได้รับฟีดแบคกลับมาว่าเขามีเราเป็นกำลังใจ บางคนเรียนดีขึ้น บางคนฉุดตัวเองขึ้นมาจากเวลาดำดิ่ง รู้สึกว่าดีใจที่เราเป็นแบบนั้นได้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ได้รับมาจากไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ ‘ซายาเน่’ ยามาโมโตะ ซายากะ เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเราทำได้แบบเขาบ้างก็คงจะดี แล้วทำได้จริง ๆ ก็รู้สึกดีกับตัวเอง

The People: ถ้าเฌอปรางจะให้นิยามแฟนคลับสัก 3 คำ จะนิยามว่า…

เฌอปราง: ‘ก้อน’ ‘แมว’ ‘กลม ๆ เป็นก้อน ๆ’ แต่ว่าก้อนกับกลมก็คำคล้าย ๆ กัน บางครั้งก็รู้สึกถึงคำว่า ‘หลากหลาย’ เพราะเท่าที่หนูได้สัมผัสจากงานจับมือ แฟน ๆ ก็มีความหลากหลาย หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลากหลายแค่ไหน แต่ที่มาจับมือส่วนใหญ่จะเป็นคนขี้แกล้ง แฟนคลับชอบเข้ามาแกล้งกัน หรือให้หนูแกล้งเขาบ้าง หนูยิงมุกก็มี เหมือนเราสนิทกันจนรู้สึกสบายใจที่จะคุยกันแบบสบาย ๆ เฮฮา งั้นอีกคำก็คงเป็น ‘ขี้แกล้ง’

The People: แล้วถ้าให้นิยามตัวเองล่ะ

เฌอปราง: เฌอเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาบนโลกนี้แล้ว 24 ปี เป็นคนกลม ๆ มีหลากหลายด้าน มีหลากหลายมุม เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นพวกมีความระเบียบจัดนิดหน่อย ทำอะไรจริงจัง ทำอะไรลงมือทำจริง ทำเต็มที่ให้ดีที่สุด ไม่อยากให้เกิดคำว่า “รู้งี้…” ขึ้นมาในชีวิตตัวเอง

The People: ในฐานะที่เป็นกัปตัน คิดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำที่จะต้องมี แล้วถ้าลองมองในมุมกลับว่า ‘ถ้าเฌอปรางไม่ได้เป็นกัปตัน เราจะอยากเห็นอะไรจากตัวผู้นำ’

เฌอปราง: เฌอจะเปรียบเทียบกับเวลาอ่านนิยาย เฌอชอบตัวละครที่มีทั้งอ่อนทั้งแข็ง มีความแข็งในเรื่องที่ต้องตัดสินใจ แล้วก็มีความอ่อนในการประคับประคองจิตใจของผู้คนด้วย เพราะฉะนั้นผู้นำสำหรับเฌอต้องเป็นคนที่พร้อมลุย เป็นคนริเริ่มที่จะทำอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ลืมที่จะคอยดูแลข้างหลังด้วย คอยดูว่าคนนี้ไหวมั้ย คนนั้นโอเคหรือเปล่า รู้ว่าสมดุลของคนที่ทำงานร่วมกันเป็นอย่างไร

ถ้าเราเป็นคนตาม เราอยากเห็นคนที่ทำให้เราเชื่อใจและจะยอมตามเขา การมีสิ่งเหล่านี้ได้จะต้องประกอบกับประสบการณ์ที่ได้อยู่ร่วมกันกับสิ่งที่เขานำเสนอออกมาว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน รวมถึงการกระทำโดยรวมทั้งหมดว่าเขามีวิธีดูแลคนแบบไหน เข้าหาคนแบบไหน และปฏิบัติตัวกับคนอื่น ๆ อย่างไรบ้าง อย่างที่บอกค่ะว่าต้องมีความเป็นตัวเองที่แข็งพอ แต่บางเวลาก็อ่อนน้อมกับคนอื่นด้วยเช่นกัน เฌอรู้สึกว่าคนแบบนั้นดูน่าทำงานด้วย

The People: แล้วคิดว่าตัวเองยังขาดอะไรที่จำเป็นต่อการเป็นผู้นำบ้างไหม

เฌอปราง: เฌออาจขาดการเข้าไปคุยกับน้อง ๆ แล้วบางทีอาจจะรีบเกินไปหน่อย หรือบางครั้งก็ปากไวแบบไม่ยั้งคิดเพราะเฌอค่อนข้างจริงจังกับงาน จริงจังไปหมด เราจะปิดกั้นทุกอย่างและมุ่งไปกับงานอย่างเดียว เวลาต้องการคำตอบ เราก็จะเป็นคนไปจี้ให้ได้เดี๋ยวนั้น ถามเขาว่าความชัดเจนคืออะไร การทำงานบางครั้งคือไม่มีแผนมาให้ เราก็ต้องเป็นคนไปถาม จัดการทุกอย่างว่าแผนคืออะไร เราต้องทำอะไรต่อจะได้ไปคุยกับน้องต่อได้ แล้วการไปจี้แบบนี้กับพี่สตาฟฟ์บ่อยเข้า เฌอก็จะรู้สึกผิด รู้สึกว่า ‘ตายแล้ว ฉันใช้เขาโหดไปมั้ย’ กังวลว่าเมื่อกี้ที่พูดน้ำเสียงจะนิ่งไปหรือเปล่า รวมถึงเรื่องน้ำเสียงเวลาเฌอพูดคุยที่อาจทำให้คนรอบข้างที่ทำงานด้วยอาจรู้สึกไม่สบายใจ ไม่รู้สึกโอเคที่จะทำงานด้วย ตรงจุดนี้ก็จะพยายามปรับ ค่อย ๆ ทำให้ตัวเองช้าลงบ้างเหมือนกัน

The People: มีอะไรที่คิดว่าเฌอปรางยัง ‘ไม่เพอร์เฟกต์’

เฌอปราง: ถ้าถามว่าหนูไม่เพอร์เฟกต์อะไรบ้าง อาจจะเป็นพวกขาดมุกตลกที่กำลังพยายามพัฒนาอยู่ค่ะ แต่พออยู่กับน้อง ๆ เล่นกับน้องหรืออยู่กับคนที่เขาเล่นมุกเก่ง ๆ แล้วดีขึ้น รวมถึงประสบการณ์ในการทำงานที่เจอคนหลากหลายที่ทำงานสายนี้ ก็รู้สึกว่าเราก็พอจะมีอารมณ์ขันให้คนอื่นได้บ้าง ยิ่งช่วงหลังมีโอกาสพักผ่อนมากและดูแลตัวเองมากขึ้น เหมือนผ่อนคลายก็จะมีส่วนช่วยตรงนี้ด้วย

แต่ถ้าเรื่องอื่น ๆ ที่คิดว่าเฌอไม่เพอร์เฟกต์คงเป็นเรื่องความเห็นอกเห็นใจ เราเห็นอกเห็นใจคนอื่น แต่ว่าอาจจะยังไม่เยอะพอหรือเปล่า ท่าทีอาจจะแข็งไปจนเคยรู้สึกว่าเวลาแสดงออกให้คนอื่นเห็นมันแข็งไปหรือเปล่า ยากมากเลยถ้าเผลอทำตัวแบบนี้โดยไม่รู้ตัวหรือเวลาที่เราโฟกัสกับงาน เราก็อยากบอกว่า “หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ”

The People: จัดการกับความกดดันหรือความคาดหวังที่แฟน ๆ มีให้อย่างไร

เฌอปราง: ถ้าเขาคาดหวังกับเราเยอะ ๆ ก็ชวนให้รู้สึกว่าทำไมเราถึงคาดหวังกับคนอื่น เพราะเราทำไม่ได้หรือเปล่า เราเลยคาดหวังกับเขา แต่ในมุมของเฌอเวลาเฌอคาดหวังกับน้อง ๆ เราคาดหวังว่าเขาจะทำงานหรือทำอะไรที่เราคิดว่าเขาทำได้ แต่บางทีทุกคนต่างมีเหตุผล ความรับผิดชอบ หรือปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเฌอคาดหวังแล้วรู้สึกต้องเป็นตามหวังมั้ย มันขึ้นอยู่กับว่าเรารับความผิดหวังได้มากน้อยแค่ไหนจากแต่ละคนที่เราคาดหวังเขาไป

ส่วนตัวเฌอ ด้วยความที่เรามีคนคาดหวังหลากหลายแบบ ตัวเองก็คือรู้ว่าเราคาดหวังกับตัวเองแค่ไหน เขาคาดหวังกับเราแค่ไหนเราก็รับรู้ แต่ถ้าเรารับมามากเกินไปไม่ไหวเหมือนกัน ใช้การที่ว่า ‘เท่านี้หนูแฮปปี้กับตัวเองแล้ว’ ต้องจัดการที่ตัวของเขาเหมือนกันว่าเขาจะผิดหวังกับเราหรือเปล่า ถ้าเขาผิดหวังกับเรา หนูก็ได้แต่ขออภัยด้วยจริง ๆ ทำได้ประมาณนี้จริง ๆ ณ ขณะนี้

The People: นอกจากการเป็นสมาชิกวง BNK48 นักแสดง คนดัง เราอยากให้คนอื่นรู้จักเราแบบไหนอีกบ้าง?

เฌอปราง : หนูก็เป็นหนูในทุก ๆ แบบ ถ้าอยากรู้จักน่าจะมาคุยกันมั้งคะ หรือว่าอ่านหนังสือ ‘SOFT POWER’ ที่เขียนโดยพี่นิ้วกลม ซึ่งพี่เขาจะมาสัมภาษณ์เฌอแล้วค่อยไปเขียน ตอนแรกเฌอก็งงกับไอเดียนี้เหมือนกัน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสมีคนมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวเรา พี่เอ๋มาสัมภาษณ์ เขารู้สึกว่าเฌอเติบโตมากับซอฟต์เพาเวอร์หรือวัฒนธรรมบางอย่างที่หล่อหลอมเรามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะการเลี้ยงดูจากที่บ้านหรือสิ่งที่หนูใช้คำว่าเสพสื่อบันเทิง ดนตรี หรืออะไรอื่น ๆ ที่อยู่ในยุคที่เฌอโตมา กลายเป็นว่าทั้งหมดคือซอฟต์เพาเวอร์ที่ทำให้เฌอเป็นเฌอแบบทุกวันนี้ เขาก็เลยตั้งชื่อหนังสือว่า ‘SOFT POWER’ แล้วก็เขียนเกี่ยวกับตัวเฌอว่าเฌอโตมาประมาณไหนในมุมมองเขา

‘SOFT POWER’ บอกเล่าความเป็นเฌอ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าทุกด้านหรือเปล่าเหมือนกันนะคะ บางคนอาจมองว่ายังขาดด้านอื่นไปบ้าง แต่เฌอก็ตอบทั้งหมดตามตรง ตอบสิ่งที่ตัวเองคิดจริง ๆ ณ ขณะช่วงเวลาที่โตมา ซึ่งตอนนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ หวังว่าใครที่อ่าน ‘SOFT POWER’ อาจจะได้รู้ว่าเฌอก็เป็นคนธรรมดาจริง ๆ เป็นคนกลม ๆ มีหลากหลายด้วย มีด้านขาว ดำ เทา หลากสีสัน แต่แค่ว่าจะเห็นหรือเปล่า บางทีถ้าเรามาเข้าใจกันและกันมากขึ้นก็อาจจะเห็นหนูในมุมมองที่กลมขึ้น และอาจจะไม่คาดหวังกับหนูเกินไปก็ได้

หลังจากถามไถ่เกี่ยวกับชีวิตไอดอล แฟนคลับที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่แรก รวมถึงมุมมองการทำงานจนแทบไม่เปิดโอกาสให้หายใจหายคอ เราปล่อยให้เฌอปรางได้พักจิบชาแก้กระหาย บทสนทนาจำนวนมากก่อนหน้านี้ส่งให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้น และหลังจากให้เฌอได้พักสักพัก เราก็ไม่รอช้าเปิดประเด็นที่หนักขึ้น ถามถึงมุมมองภาพลักษณ์ที่ส่งผลต่อตัวเองและคนอื่น การคุกคามทางเพศในสังคมไทย ไปจนถึงเรื่อง ‘เสียง’ ระหว่างคนธรรมดากับคนมีชื่อเสียง ที่คำตอบของเธอก็ทำให้เราประทับใจจนอดยิ้มไม่ได้

The People: คิดอย่างไรกับประโยค ‘ไม่สวยก็เหนื่อยหน่อย’

เฌอปราง: ในความรู้สึกหนูคิดว่าทุกคนก็มีความเหนื่อยเป็นของตัวเอง แค่ว่าเราเหนื่อยกับอะไรมากน้อยแค่ไหน บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยมากเพราะคิดว่าเราไม่เท่าคนอื่น แต่ทุกคนก็มีความเหนื่อยเป็นของตัวเอง ต่างคนต่างเหนื่อยคนละรูปแบบ มันเลยเทียบกันยากมาก แต่ถ้าถามถึงคำว่า ‘ไม่สวยก็เหนื่อยหน่อย’ หนูก็ต้องถามต่อว่าแล้วความสวยของแต่ละคนคืออะไร ? อาจหมายถึงความดูดีหรือเปล่า แต่ถ้าใครคิดว่าตัวเองรู้สึกไม่เท่าคนอื่นและอยากพัฒนาต่อ ทุกคนพัฒนาได้แน่นอนค่ะ แต่การพัฒนานั่นแหละมันก็เลยมีความเหนื่อยหน่อย

The People: ในโลกแห่งความเป็นจริง คิดว่าภาพลักษณ์จำเป็นต่อการใช้ชีวิตไหม?

เฌอปราง: สำหรับเฌอคิดว่าจำเป็น ภาพลักษณ์เป็นสิ่งแรกที่คนเจอเราเขาจะเห็น ถ้าเราสะอาดไว้ก่อนก็ดูดีกว่า ดูน่าเข้าหากว่า น่าคุยด้วยมากกว่า บางคนดูมีความอาร์ติสต์ หนูว่าพี่นักเขียนมีความอาร์ติสต์ถ้าดูจากการแต่งตัว ส่วนกลุ่มพี่ ๆ ทีมช่างภาพก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เหมือนเราเห็นบุคลิกคร่าว ๆ ของแต่ละคนจากเสื้อผ้า สไตล์ หรือบุคลิก

บางทีสงสัยเหมือนกันว่าภาพลักษณ์อาจมีผลต่อการน่าเข้าหาหรือเปล่า หรือทำให้รู้ว่าเราจะพูดกับคนในแบบต่าง ๆ ยังไง เพราะเวลามีงานจับมือคนที่มาก็มีหลากหลายแบบ บางคนแต่งตัวดูเด็กหน่อย ดูสไตล์ออกน่ารัก เราก็จะเข้าหาด้วยความสดใส บางคนดูโต เราก็จะเข้าหาด้วยการพูดคุยแบบนิ่ง ๆ เพราะภาพลักษณ์เป็นสิ่งแรกที่เรามองเห็น หนูเลยคิดว่ามีความสำคัญมากที่จะดูแลภาพลักษณ์ของเราให้ดี จะว่าให้ดีก็ไม่เชิงนะคะ ให้เป็นตัวของตัวเองที่โอเคก็แล้วกันค่ะ

The People: ถ้าพูดถึงประเด็นสังคมและความเท่าเทียมทางเพศที่กำลังถกเถียงกันหนักหน่วงในปัจจุบัน หากมองผิวเผินบนผิวน้ำ คิดว่าผู้หญิงไทยถูกคุกคามทางเพศมากน้อยแค่ไหน

เฌอปราง: หนูว่าทุกวัน แล้วแต่ว่าขอบเขตของแต่ละคนรับได้แค่ไหน แต่หนูว่าทุกคนถ้าเกิดรู้สึกว่าถูกมองเป็นการคุกคามทางเพศแล้วก็อาจจะเยอะ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาตินิดหนึ่งที่จะถูกมองหรือเราจะมองใคร แต่ถ้าในระดับที่หนูว่าใช้คำว่า ‘คุกคาม’ หรือทำให้รู้สึกเป็นอันตราย แค่เดินไปเดินมาเราก็รู้สึกได้แล้ว ถ้าในที่เปลี่ยวในเมืองไทย แล้วก็ไม่ใช่แค่ว่าผู้หญิง แต่น่าจะทุกคน เพราะฉะนั้นทุกคนถูกคุกคาม

The People: ถ้าการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจ หรือเขาคิดว่าการกระทำของตัวเองไม่ใช่การคุกคามทางเพศ แต่เรารู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามอยู่ เราจะทำอย่างไร

เฌอปราง: ถ้าเขาเป็นคนใกล้ตัวเราหรือเป็นอะไรที่รู้สึกว่าเกินไปจริง ๆ หนูเลือกที่จะเดินไปบอก เฌอเป็นคนเลือกที่จะเดินไปบอกว่า “เฮ้ย! อันนี้เรารู้สึกไม่โอเค ปรับให้ได้ไหม” เราต้องพูดคุยกัน ไม่ใช่เข้าไปด้วยอารมณ์รุนแรง แต่เข้าไปด้วยการบอกดี ๆ ว่าเรารู้สึกไม่สบายใจที่ถูกทำแบบนี้ บางทีอาจเป็นอากัปกิริยาบางอย่างที่เขาไม่ได้ตั้งใจแสดงให้เราเห็นแต่เขาหลุดออกมาให้เห็น เราก็จะบอกว่า “อย่าทำให้เห็นได้มั้ย” ก็คือคุยกัน ใช้คำว่าเข้าไปคุย เข้าไปบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราไม่สบายใจหรือคนรอบข้างไม่สบายใจ

The People: คิดว่าการเป็นไอดอลจะสามารถช่วยผลักดันความเท่าเทียมได้ไหม? ทั้งเรื่องความเท่าเทียมทางเพศรวมถึงสิทธิความเท่าเทียมอื่น ๆ ในสังคมไทย

เฌอปราง: ในความรู้สึกเฌอไม่ว่าเราเป็นอะไร เราผลักดันได้ หนูเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็ผลักดันเรื่องสิทธิสตรีได้ เพราะอย่างน้อยหนูก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง อันนี้ถ้าในเรื่องของสิทธิผู้หญิงนะคะ แต่หนูรู้สึกว่าทุกคนมีความสามารถในการผลักดันสิทธิตัวเองแล้วก็สิทธิของผู้อื่นด้วย อันแรกเลยคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะการให้เกียรติก็ถือเป็นการให้สิทธิความเป็นมนุษย์แก่คนอื่น แต่ถ้าถามว่าการอยู่ในฐานะไอดอลจะทำให้มีสิทธิมีเสียงมากกว่าคนอื่นมั้ย ความมีชื่อเสียงของเราอาจมีผลต่อคนอื่นและแฟน ๆ มากกว่าในแง่ที่ถ้าเราเป็นคนธรรมดา เพราะฉะนั้นเฌอรู้สึกว่าการเป็นไอดอลแล้วส่งเสียงจะมีผลมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่มีสิทธิที่จะเป็นคนผลักดันเรื่องเหล่านี้ ช่วยกันค่ะ ทุกคนในสังคมต้องช่วยกัน

The People: แสดงว่าสิทธิของเรามีความสำคัญ?

เฌอปราง: สิทธิและเสียงของทุกคนมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่เสียงของคนรุ่นใหม่เท่านั้นที่สำคัญ บางคนแม้จะอายุมากก็มีแรงอยู่ แต่ด้วยความที่คนรุ่นใหม่ที่ยังมีแรงมากกว่า มีเอนเนอจีบางอย่างที่หนูเริ่มรู้สึกกับตัวเองว่า ‘เอนเนอจีฉันไม่เท่าน้องเหมือนกัน’ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเวลาเจอน้องเต้นแล้วก็รู้สึกว่าทำไมน้องเต้นแรงกันจังเลยนะ รู้สึกว่าคนรุ่นใหม่พอมีเอนเนอจีเขาก็จะแบบเต็มที่กับเสียงของเขา แต่ทุกคนมีสิทธิมีเสียง แค่ว่าเราจะรับฟังแล้วหาจุดที่โอเคอย่างไร การรับฟังซึ่งกันและกันน่าจะเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าการแค่ได้ส่งเสียง ทุกคนเป็นคนฟังและเป็นคนส่งเสียง ทุกคนมีสิทธิมีเสียงของตัวเองค่ะ

The People: แต่ถ้าเรากำลังส่งเสียงถึงอะไรบางอย่างแล้วมีผู้ใหญ่เดินมาบอกว่า “เป็นแค่เด็กจะไปรู้อะไร”

เฌอปราง: ทำไมต้องพูดกับเราแบบนั้น พานให้รู้สึกว่า ‘เอ๊ะ! เขาต้องการอะไรจากเรานะ’ ถ้าเกิดตอนที่เราส่งเสียงหรือพูดออกไปแล้วโดนคำถามประมาณนี้กลับมา ถ้าเป็นเฌอก็จะถามว่าแล้วหนูควรรู้อะไรเพิ่ม หรือว่าหนูต้องรู้อะไร ต้องศึกษาอะไรเพิ่ม แต่ในแง่ความรู้สึกมันเป็นประโยคลบค่ะ ถ้าไม่มีได้จะดีกว่า เรารับมือกับประโยคแบบนี้ได้ แต่ก็จะรู้สึกไม่ค่อยดีกับคนที่พูดสักเท่าไร

The People: หากจะส่งเสียงให้กับคนอีกจำนวนมากที่กำลังทำตามความความฝัน กำลังเดินบนเส้นทางของตัวเองแล้วรู้สึกเหนื่อย เราจะบอกพวกเขาอย่างไร

เฌอปราง: ไม่ว่าใครที่ทำตามฝันของตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม ลองพยายามให้เต็มที่ก่อน แล้วก็อย่าลืมแบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักด้วย ใครไหวไปต่อ ใครเริ่มไม่ไหวอยากหาที่พึ่งก็ลองมองหาที่พึ่ง เราพักได้เสมอ ถ้าใครมีคนรอบข้างคอยเป็นกำลังใจก็ดีมาก ๆ ขอให้มีแรงอยู่ตลอด ถ้าใครที่คิดว่าไม่มีคนรอบข้างที่พร้อมเป็นกำลังใจให้ หันมาทางเฌอก็จะมีกำลังใจให้อยู่ตรงนี้หนึ่งคน หวังว่าทุกคนจะเจอเส้นทางของตัวเองแล้วทำมันออกมาได้ดีที่สุดเท่าที่ไหว ได้ลองทำได้เต็มที่กับมันดูสักครั้ง แม้ว่ากำลังจะพยายามเดินตามความฝันมานาน แต่ว่าระหว่างทางขอให้มีความสุขด้วย สู้ ๆ นะคะ

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์

ภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม

 


นักเขียนผู้สนใจการเมือง เฟมินิสต์ และการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBTQ+

Related

สัมภาษณ์ ฟินนี่-แอนนี่ O2 ดูโอ้สองพี่น้อง กับความฝันที่อยากเป็นไอดอลแห่งการมีความสุข

สัมภาษณ์ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ จากสูงสุดคืนสู่สามัญ ย้อนความหลังในวันที่รุ่งและร่วงที่สุดของ เบเกอรี่ มิวสิค

สัมภาษณ์ วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ (Sinergia Animal): ทำไมต้องต่อต้านการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ในกรงตับ?

ปอ-ญาณกร อภิราชกมล เมื่อหัวใจของเทศกาลดนตรีไม่ได้อยู่ที่เสียงเพลง

สัมภาษณ์ สิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ แม่ทัพเจนสนามอสังหาฯ ผู้ปั้นแบรนด์คอนโดฯ ไฮเอนด์ ‘Park Origin’

สัมภาษณ์ ทาทา ยัง กับชีวิตที่ราวกับรถไฟเหาะ สัญญาฉบับแรก, โอกาสครั้งสำคัญ และอาการป่วย

สัมภาษณ์ ไผท ผดุงถิ่น: เทคสตาร์ทอัพสายก่อสร้าง เทรนด์ของโลกและการเลี้ยงลูก

สัมภาษณ์ เล็ก Greasy Café กับคำตอบ…ในชีวิตที่มาจาก “สิ่งเหล่านี้”