Post on 01/04/2019

ชวน หลีกภัย นักการเมืองครึ่งศตวรรษ ในรอยทาง “เย็นลมป่า”

สมรภูมิเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2535 กับ 24 มีนาคม 2562 มีความละม้ายคล้ายกันอยู่เรื่องหนึ่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ ประสบความพ่ายแพ้ยับเยินในสนามกรุงเทพฯ แต่ครั้งโน้นยังโชคดีได้ ส.ส.มา 1 คนคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนครั้งนี้ ปชป.สูญพันธุ์

ก่อนเลือกตั้ง 2535/1 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดพิมพ์หนังสือ “เย็นลมป่า” เพื่อมอบเป็นอภินันทนาการแด่ผู้มีพระคุณที่ได้มอบเงินช่วยเหลือพรรคในการเลือกตั้งหนนั้น

“ชวน หลีกภัย” นักการเมืองที่นับถึงปี 2562 นี้ก็คลุกคลีกับการเมืองมาถึงครึ่งศตวรรษ เขียนคำนำ “เย็นลมป่า” ตอนหนึ่งว่า…

“หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผมปฏิเสธการชักชวนให้เข้าป่าจับอาวุธสู้กับคนไทยด้วยกันเอง ผมจะอยู่เพื่อพิสูจน์ความจริง และจะสู้ตามแนวทางที่ผมเชื่อ ศรัทธา … ประชาธิปไตย เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบแล้ว ผมได้กลับไปอยู่ที่ตรังบ้านเกิด ได้พบเหตุการณ์อันเป็นผลของ 6 ตุลาคม 2519 ดังปรากฏอยู่ใน “เย็นลมป่า”…”

บ้านเกิดของชวน หลีกภัย ในมุมประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ-การเมืองท้องถิ่นก็น่าสนใจ ตรังหรือท่าตรัง เป็นเมืองค้าขาย การทำสวนยางและทำเหมืองแร่โดยชาวจีนฮกเกี้ยน ส่งผลให้คนตรังมีความรู้ ความประณีตทางความคิด และมีวัฒนธรรมผสมผสาน

 

ครูแซ่ลิกับแม่ค้าท่าจีน

คนส่วนใหญ่มักจะรู้จัก “แม่ถ้วน หลีกภัย” ในฐานะหัวคะแนนของลูกชาย และแม่ค้าขายพุงปลา แต่เรื่องราวแม่ถ้วนเป็นแม่ค้าข้ามชาติ ไม่ค่อยมีคนได้ยินได้ฟังมากนัก

แม่ถ้วน หรือ “กิมถ้วน” เกิดในชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยน บ้านท่าจีน ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งบ้านท่าจีนเป็นตลาดริมแม่น้ำตรัง ชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มใหญ่จะมาปักหลักที่ท่าจีน ก่อนจะแยกย้ายกันไปอยู่ตามหัวเมืองอื่น ๆ

ส่วนคู่ชีวิตของกิมถ้วนคือ “นิยม หลีกภัย” หรือชื่อในภาษาจีน “ลิ เฉิน ฟะ” เรียนจบจากโรงเรียนซันหว่าฮก พอเรียนจบครู ครูนิยมก็ไปสอนที่โรงเรียนควนวิเศษ ชาวบ้านเรียกครูนิยมว่า “ครูเฮิด”

เนื่องจากแม่ถ้วนเติบโตที่ท่าจีน จึงรู้ช่องทางค้าขายระหว่างตรัง-ปีนัง โดยแม่ถ้วนจะนำมะพร้าวแห้ง หมากแห้ง นั่งเรือไปขายที่ปีนัง ได้เงินมาก็แลกเป็นทองคำกลับบ้าน แม่ถ้วนไม่ได้เรียนหนังสือ แต่มีหัวค้าขาย คิดเร็วทำเร็ว

ผลพวงจากการค้าขาย กลายเป็นทุนการศึกษาให้ลูก ๆ ทั้ง 8 คน ได้เรียนหนังสือ “เราเป็นนายหัวก็ต้องทำงาน ขายของออกทุกนัด เขาเป็นครู เขามีเกียรติ เราไม่มีเกียรติอะไรก็ทำเอง” แม่ถ้วนนั่งเรือจากท่าจีนไปต่อเรือลำใหญ่ที่ปากน้ำกันตัง เดินทางไปขายมะพร้าวแห้งหมากแห้งที่ปีนังอยู่หลายสิบปี

 

ลัทธิมาร์กซขึ้นฝั่งที่กันตัง

แม่น้ำตรังไหลผ่านตัวเมืองตรังลงสู่ทะเลอันดามันที่ปากน้ำกันตัง ซึ่งเมื่อปี 2390-2400 ได้มีชาวจีนฮกเกี้ยนพากันอพยพโดยทางเรือเข้ามาตามสายน้ำดังกล่าว ต่างก็มาลงหลักปักฐานทำมาหากินที่หมู่บ้านท่าจีน

พ่อค้าชาวจีนที่ประกอบอาชีพและทำสวนยางแถวเมืองตรัง จะส่งบุตรหลานไปเรียนต่อกรุงเทพฯ รวมถึงปีนังและหาดใหญ่ ลูกหลานรุ่นต่อมาของพวกเขาจึงได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของโลกภายนอก

เมื่อมีการขนส่งแร่ธาตุและยางพาราผ่านท่าเรือกันตัง จึงทำให้เมืองกันตังเป็นศูนย์รวมกุลีรับจ้างชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน สาขาประเทศไทย ที่อำพรางตัวเป็นกุลีรับจ้าง ได้นำความคิดปฏิวัติมาเผยแพร่และหาทุนสนับสนุนการปฏิวัติจีน

ความคิดการเมืองที่ก้าวหน้าได้แพร่กระจายจากท่าเรือกันตังไปทั่วภาคใต้ ปี 2485 มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และคนตรังได้เลือก “นักลัทธิมาร์กซ-เลนิน” เป็นผู้แทนราษฎรมาแล้วคนหนึ่งคือ ประภาส คงสมัย ทนายความหนุ่มสมัยโน้น

ปี 2503 สงครามประชาชนได้เริ่มก่อตัวขึ้นบนเทือกเขาบรรทัด (รอยต่อจังหวัดตรัง-พัทลุง-นครศรีธรรมราช-กระบี่-สตูล) และการสู้รบในเขตป่าเขารุนแรงขึ้น หลัง 6 ตุลาคม 2519

ตัวละครในวรรณกรรม “เย็นลมป่า” ก็คือผู้คนที่อยู่ตรงกลาง ฟากหนึ่งคือคนป่า อีกฟากหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

 

คนใต้และไฟเย็น

เมื่อคณะทหารนำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ชวน หลีกภัย จึงหลบร้อนมายังบ้านเกิด ครั้งนั้นเขามีโอกาสรับรู้เรื่องของผู้คนที่รู้จัก คุ้นเคย และไม่เคยพบพานมาก่อน ทั้งหมดล้วนประสบชะตากรรมเดียวกัน

นักการเมืองชื่อดังเมืองตรัง ได้ถ่ายทอดเรื่องจริงผ่านบทบันทึกชุด “เย็นลมป่า” เรื่องราวของชาวบ้านในป่ายางที่พยายามดำเนินชีวิตอย่าง “ไม่เลือกข้าง” ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐกับ “พวกป่า” (ชาวบ้านมักเรียกสหายแห่งกองทัพปลดแอกฯ ว่า พวกป่า)  

“ความเป็นกลาง เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่รักตัวเองและครอบครัว ใครไม่รักตัวเอง ใครไม่รักครอบครัว มิใช่เพราะพวกเขาไม่รักชาติ มิใช่เพราะเขาเอาใจฝักใฝ่ศัตรู…เขาเชื่อว่าความเป็นกลางคุ้มครองเขาได้ดีกว่าอำเภอหรือโรงพัก” ชวนสรุปจากการไปพบปะชาวบ้านเหล่านั้น

ตอนแรก อดีต ส.ส.ตรัง เขียนเรื่องเล่าจากป่ายางเป็นตอน ๆ ส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารพาที ตามคำชักชวนของ ขรรค์ชัย บุนปาน บรรณาธิการ

ลองกลับมาอ่าน “เย็นลมป่า” วรรณกรรมที่สะท้อนภาพความขัดแย้งในชนบทภาคใต้ยุคสงครามเย็น และได้เห็นร่องรอยความคิดของชวน หลีกภัย ช่วงเวลาหนึ่ง

13 มีนาคม 2521 “ผู้ใหญ่ช่วง” บ้านหน้าเขา ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ถูกลอบยิงที่หน้าบ้านของตัวเอง นัยว่าเป็นการล้างแค้นของพวกป่า เพราะปลายปี 2520 มีนักศึกษา 2 คนที่เข้าป่า ถูกยิงตายตรงปากทางบ้านหน้าเขา จึงทำให้พวกป่าปักใจว่าผู้ใหญ่ช่วงเป็นสายลับให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง

หลังสามี-ผู้ใหญ่ช่วงเสียชีวิต ชวน หลีกภัย เดินทางไปเยี่ยมป้าช่วน ภรรยาผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นที่มาของบทที่ 6 ของบันทึกเย็นลมป่า ที่อดีตนายกฯ ชวน เปิดเรื่องด้วยฉากบรรยายสภาพหมู่บ้านสมัยโน้น

“..ด้านหน้าของหมู่บ้านเป็นหน้าผาหินสีเทา สูงชันตั้งฉากกับตีนเขา หน้าผาเป็นแผ่นกว้างเหมือนฉาก หรือจอหนังขนาดใหญ่ ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านจะสามารถแหงนหน้ามองเห็นหน้าผาสูงใหญ่นี้ได้เกือบทุกหลังคาเรือน”

16 ธันวาคม 2520 เกิดเหตุชายนิรนาม 11 คน พร้อมอาวุธครบมือ ปล้นตลาดสถานีรถไฟคลองมวน พวกป่าก็ปฏิเสธ เจ้าหน้าที่รัฐก็บอกไม่มี อส.หรือตำรวจเกี่ยวข้อง ชวน หลีกภัย ได้นำเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทที่ 4 และตอนท้ายได้เขียนว่า “ประชาชนคลองมวนก็ยังมีความหวังว่า พวกป่าจะจัดการหาตัวคนร้ายมาให้พวกเขา และพวกป่าจะช่วยจัดการลงโทษโจรแทนชาวบ้านต่อไป”

หลังเรื่องของชวนตีพิมพ์ในนิตยสารพาที ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2522 พวกป่าได้นำชายคนหนึ่งมาบริเวณใต้ต้นมะขาม หลังสถานีรถไฟคลองมวน แล้วลั่นกระสุนใส่ชายคนนั้นเสียชีวิต พร้อมประกาศว่า เป็นการลงโทษพวกที่ปล้นตลาดคลองมวน แต่ชาวบ้านไม่พอใจพวกป่า เพราะเชื่อว่าชายที่ถูกยิงตายน่าจะเป็นแพะ และพวกป่าจัดฉากลงโทษ หวังคะแนนนิยมจากชาวบ้านมากกว่า

19 ตุลาคม 2521 เกิดเหตุทหารป่าซุ่มโจมตีรถตำรวจ สภ.ต.ปากแจ่ม ระหว่างจะนำตัวผู้ต้องหาไปส่งที่ สภ.ห้วยยอด ปรากฏว่า ตำรวจ ผู้ต้องหาและนักเรียนที่อาศัยรถมาด้วยเสียชีวิตรวม 14 ศพ แต่มีคนรอดตาย 1 คนคือ “ดาบดำรง”

สาเหตุที่ดาบดำรงรอดตาย เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยไปช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของช้างในป่า ซึ่งคาดเดาว่า เจ้าของช้างน่าจะเป็นแนวร่วมกับพวกป่า หลังจากเหตุโจมตีรถตำรวจ หัวหน้าพวกป่าเคยติดต่อให้ดาบดำรงไปพบในค่ายใหญ่ เขาเลยได้ฉายาว่า “ตำรวจคอมฯ”

เรื่องราวของดาบดำรง ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเย็นลมป่าตอนที่ตีพิมพ์ในนิตยสารพาที หากแต่อดีตนายกฯ ชวน ได้เขียนเพิ่มในช่วงที่มีพิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 2

ชวน หลีกภัย เขียนไว้ในหน้า 81 “วันปีใหม่ได้จบลงเพียง 1 มกราคม 2521 อนาคตไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงวันพรุ่งนี้ ใครจะบอกได้ว่า เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 มิใช่หลุมศพอันลึกใหญ่ที่เขาช่วยกันขุดฝังตัวเอง อนาคตเท่านั้นที่จะบอกเรา”

“เย็นลมป่า” อาจเป็นเพื่อนทางใจของชวน ในยามที่ต้องเจอพายุการเมือง ธรรมชาติของกาลเวลา ทำให้สรรพสิ่งในโลกใบนี้เปลี่ยน ชวนอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน แต่ที่แน่ ๆ ตัวหนังสือไม่เคยเปลี่ยน

 

ชน บทจร เรียบเรียง

ภาพประกอบคือภาพสมัยที่ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ถ่ายเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2535

 

อ้างอิง

นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19-25 ต.ค. 2535

นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ 30 พ.ย.-6 ธ.ค. 2535

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ