Post on 18/03/2019

โดนัลด์ ทรัมป์ การใช้ Blind Trust แบบ “ตาบอดข้างเดียว”

“ผลประโยชน์ทับซ้อน” เป็นปัญหาสำคัญเมื่อประชาชนคนใดก็ตามจะก้าวเข้าสู่สังเวียนการเมือง (โดยเฉพาะนักธุรกิจ) และกลายเป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งแม้นโยบายนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนอื่น ๆ แต่หากมันส่งผลดีต่อธุรกิจของผู้มีอำนาจโดยตรง ก็อาจกลายเป็นปัญหาว่า นักการเมืองรายนี้จงใจเข้ามาแสวงประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่? ถ้าบริษัทที่เขามีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้เป็นคู่สัญญากับรัฐ ประชาชนจะได้ประโยชน์โดยรวมมากกว่าเดิมหรือเปล่า?

(ส่วนนโยบายหรือการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้ของมา หรือดำเนินโครงการไปแล้ว ไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลยกับบ้านเมืองยิ่งไม่ต้องพูดถึง)

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ (ในรัฐที่ความโปร่งใสคือ “ศีล”) ที่มีอำนาจตัดสินใจใด ๆ ที่อาจนำไปสู่ปัญหานี้ได้ก็จะเลือกใช้บริการ “blind trust” (เหมือนเช่น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เพิ่งออกตัวว่าเขาก็จะใช้วิธีการนี้เช่นกัน หากได้รับตำแหน่งทางการเมือง)

ที่สหรัฐฯ การใช้ blind trust จึงถือเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐที่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งบริหาร แต่ blind trust สำหรับนักการเมืองบางคนก็ไม่ได้ blind หรือ “บอด” สนิท เหมือนเช่นกรณี ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นประธานาธิบดีที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ (แม้จะประเมินได้ยาก เพราะเขาไม่ยอมเผยตัวเลขการเสียภาษี)

“[ที่เป็นอย่างนี้เพราะ] เขาแค่ไม่อยากให้ประธานาธิบดีต้องมาวุ่นวายกับเรื่องเล็กน้อย อยากให้ประธานาธิบดีมุ่งให้ความสำคัญกับการนำพาประเทศ ซึ่งจริง ๆ ผมยังทำธุรกิจได้ ผมสามารถทำธุรกิจพร้อมกับกุมบังเหียนรัฐบาลได้พร้อมกัน ผมก็ไม่ได้ชอบที่เป็นอย่างนี้หรอกนะ แต่ถ้าผมอยากทำมันก็ทำได้” โดนัลด์ ทรัมป์ อธิบายคอนเซปต์การใช้ blind trust ช่วงก่อนรับตำแหน่งประธานาธิบดี (Forbes)

แต่ธรรมเนียมการใช้ blind trust ไม่ใช่แค่เรื่องของการทุ่มเทเวลาไม่ให้นักธุรกิจเห็นงานการเมืองเป็นเรื่อง “ไซด์ไลน์” ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องของความโปร่งใสไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ลักษณะสำคัญของการใช้ blind trust ก็คือ เจ้าหน้าที่รัฐคนดังกล่าวจะต้องมอบอำนาจโดยไม่จำกัดขอบเขตในการบริหารจัดการทรัพย์สินให้กับผู้ดูแลที่เป็นอิสระ ซึ่งจะไม่มอบข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์สินใน trust ให้กับผู้เป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่รัฐที่โอนทรัพย์สินให้อยู่ในการจัดการของผู้ดูแลอิสระจึงเหมือน “ตาบอด” เพราะไม่รู้ว่ามีการขายทรัพย์สินเก่าออก แล้วซื้อทรัพย์สินใหม่หรือไม่? และอย่างไร?

การกำหนดนโยบายของเจ้าหน้าที่รัฐรายดังกล่าว เพื่อให้ผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเองงอกงามขึ้นเป็นการเฉพาะจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี trust ที่ทรัมป์ใช้บริการนั้น ยังห่างไกลจากมาตรฐาน blind trust โดยทั่วไป เพราะตามสัญญาก่อตั้งกอง trust ของเขาตั้งให้ โดนัลด์ จูเนียร์ ลูกชายของเขาเองเป็นหนึ่งในผู้ดูแล โดยที่เขายังคงสามารถเรียกรับรายงานเกี่ยวกับผลประกอบการกำไร-ขาดทุนของบริษัท และเขาก็ยังมีอำนาจที่จะยกเลิกอำนาจของผู้จัดการ trust เมื่อใดก็ได้  (The New York Times)   

Trust ในแบบของทรัมป์ จึงไม่ใช่ blind trust จะเรียกว่า “บอดข้างเดียว” ก็ยังลำบาก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะการใช้ blind trust ไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องอย่างอื้ออึงขอให้เขาขายกิจการ หรือโอนทรัพย์สินเข้า blind trust เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา แต่เขาเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามเสียงเรียกร้อง เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้

“ว่ากันด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แม้ว่าผมจะรู้ดีจากจุดนี้ว่ากฎหมายอยู่ข้างผม ซึ่งก็คือ คนเป็นประธานาธิบดีไม่มีทางเผชิญกับข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้ อันนี้มีรายงานให้เห็นอยู่ทั่วไป ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากให้มันเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ แล้วกฎหมายก็บอกว่า ประธานาธิบดีไม่อาจโดนข้อหานี้ได้ ซึ่งตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมประธานาธิบดีถึงไม่อาจต้องข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้ นั่นก็เพราะว่าทุกอย่างที่ประธานาธิบดีทำมันต้องไปทับไปซ้อนกับผลประโยชน์อะไรสักอย่างเสมอ แล้วผมก็สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่มาก มันเป็นบริษัทใหญ่ที่แผ่อาณาเขตไปทั่วโลก” ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times หลังชนะการเลือกตั้ง

ที่ทรัมป์อธิบายมาก็ถูก เนื่องจากประมวลกฎหมายสหรัฐฯ ที่ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นได้ยกเว้นไม่ให้บังคับใช้กับประธานาธิบดีซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้ระบุชัด แต่ตอนปี 1974 เมื่อ ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด เสนอชื่อ เนลสัน รอกกีเฟลเลอร์ ให้เป็นรองประธานาธิบดี ทางกระทรวงยุติธรรมได้ให้คำปรึกษากับทางสภาคองเกรสว่า กฎหมายในข้อนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะร่างขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กับประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีเพราะการใช้มาตราดังกล่าวอาจไปขัดขวางการทำงานบางอย่างตามหน้าที่ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญเข้า ด้วยอำนาจของประธานาธิบดีมันกว้างขวางจนอาจต้องเจอผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าสักทางซึ่งทางสภาฯ ก็รับฟัง ในปี 1989 ทางสภาคองเกรสจึงได้เขียนข้อยกเว้นเพิ่มเติมให้ชัดเจน (Emory Law)

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถ้าไม่ขายกิจการก็โอนอำนาจการบริหารจัดการให้กับ blind trust จนกลายเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ และ “เลี่ยง” ปัญหาที่จะตามมา ประชาชนก็คาดหมายว่าประธานาธิบดีทุกคนจะถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่กฎหมาย โดนัลด์ ทรัมป์ จึงเลือกที่จะโอนอำนาจบริหารให้กับ trust ที่ไม่ได้ blind แทน

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

แกรี โบลตัน เจ้าของสตาร์ตอัพเครื่องตรวจจับระเบิดเก๊ GT200

แอนดรูว์ แยง คนเอเชียผู้สมัคร ปธน. ที่จะแจกเงินชาวบ้านเดือนละ 1,000 ดอลลาร์

พัลพาทีน แห่ง Star Wars วุฒิสภาผู้แทรกแซงการเมืองเพื่อเปลี่ยนระบอบปกครอง

พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ นายทหาร “ตำนานจ๊อด” แห่งประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เกาหลีเหนือระเบิดสำนักงานประสานงานเกาหลีใต้ โต้ตอบนักเคลื่อนไหวร่อนใบปลิวข้ามแดน

ดี-แอนน์ เคนติช-โรเจอร์ส นางงามเกาะอังกฤษ สู่ รมต.หญิงผิวสีคนแรกของอังกิลล่า

โจโค วิโดโด ผู้ใช้ดนตรีปลุกเร้าตัวเองเพื่อต่อสู้กับคอร์รัปชันในประเทศอินโดนีเซีย

จุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ เด็กปั้นทางการเมือง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ?