Post on 07/05/2020

ฮิโรชิ มิยาอุจิ: คาเมนไรเดอร์ วี 3 ฮีโร่ผู้สอนเด็กให้รู้จักความยุติธรรม

การ์ตูนหลายเรื่องมักมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็ก ซีรีส์ไลฟ์แอ็คชันแนว ‘โทคุซัทสึ’ (Tokusatsu) จากประเทศญี่ปุ่น หรือที่หลายคนชอบเรียกว่า ‘หนังแปลงร่าง’ ก็เช่นกัน แก่นสำคัญของหนังเหล่านี้คือการเผชิญหน้าของตัวละครฝ่ายธรรมะกับอธรรม ที่ต่อให้การต่อสู้จะทำให้ฝ่ายธรรมะมีสภาพยับเยินแค่ไหน แต่ท้ายสุด ความดีก็เอาชนะความชั่วได้อยู่ดี เป็นการกล่อมเกลาเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ในใจเปี่ยมด้วยความดี

สำหรับ ฮิโรชิ มิยาอุจิ (Hiroshi Miyauchi) นักแสดงชาวญี่ปุ่น รู้สึกว่ามันคือหน้าสำคัญของเขาที่จะต้องถ่ายทอดให้เด็ก ๆ ซึมซับและเรียนรู้ว่า สิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ เขาไม่เพียงแสดงออกผ่านการกระทำของตัวละคร แต่ยังแสดงออกผ่านบทพูด ซึ่งหลายครั้งเหมือนว่าเขากำลังพูดกับเด็ก ๆ ที่ดูอยู่หน้าจอโดยตรง เขาทำเช่นนั้นเสมอมาตั้งแต่เข้าสู่วงการ และจะไม่หยุดจนกว่าจะหมดเรี่ยวแรง

หลายคนอาจงง ๆ ว่า ฮิโรชิ มิยาอุจิ คือใคร? แต่หากบอกว่า เขาคือเจ้าของบท คาเมนไรเดอร์ วี 3 (Kamen Rider V3) หลายคนน่าจะร้องอ๋อทันที เพราะนี่ถือเป็นบทบาทอันยิ่งใหญ่จากการสร้างสรรค์ของ อิชิโนโมริ โชทาโร ปรมาจารย์แห่งแวดวงโทคุซัทสึ ผู้ปลุกปั้นและสร้างสรรค์ซีรีส์แปลงร่างให้กลายเป็นของฮิตทั่วโลก โดยมี คาเมนไรเดอร์ (Kamen Rider) เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงเรื่องแรก ๆ ที่บรรดาเด็ก ๆ รู้จักกันดี

คาเมนไรเดอร์ วี 3 เป็นภาคต่อของคาเมนไรเดอร์ เล่าเรื่องของ ฮอนโก ทาเคชิ และ อิจิมอนจิ ฮายาโตะ (รับบทโดย ฮิโรชิ ฟูจิโอกะ และ ซาซากิ ทาเคชิ) หรือดับเบิ้ลคาเมนไรเดอร์หมายเลข 1 และ 2 ยอดฮีโร่ที่ปกปักรักษาความสงบสุขของโลกจากองค์กรช็อคเกอร์ เดิมทีพวกเขาเป็นมนุษย์ที่ถูกช็อคเกอร์จับไปผ่าตัดเป็นไซบอร์ก เพื่อหวังให้กลายมาเป็นปีศาจ และใช้เป็นเครื่องมือในการยึดครองโลก แต่คาเมนไรเดอร์กลับลุกขึ้นมาเล่นงานองค์กรวายร้ายเสียเอง จนท้ายที่สุดพวกนั้นก็พ่ายแพ้ไป

คาเมนไรเดอร์ออกอากาศในญี่ปุ่นตอนแรกเมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1971 ก่อนสิ้นสุดตอนสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1973 ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ออกฉาย คาเมนไรเดอร์สร้างความสนุกให้คนดู และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง ไม่เพียงแค่ทำเรตติ้งเป็นกอบเป็นกำ แต่สินค้าและของที่ระลึกก็ทำยอดขายสูง ในเมื่อนี่คือขุมทรัพย์ก้อนสำคัญ มีศักยภาพจะต่อยอดความสำเร็จได้อีกยาวไกล ทำให้ทีมงานรีบตีเหล็กที่กำลังร้อน สร้างคาเมนไรเดอร์ วี 3 เพื่อออกฉายต่อกันในทันที

เมื่อสร้างเรื่องใหม่ ก็จำเป็นต้องหานักแสดงใหม่มาเล่น และเป็นมิยาอุจิ ที่หน่วยก้านเตะตาอาจารย์อิชิโนโมริและชาวคณะอย่างจัง จนถูกเลือกให้รับบทพระเอกของคาเมนไรเดอร์ วี 3 แม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งมีผลงานการแสดงไม่กี่เรื่อง แต่หนึ่งในนั้นคือ Key Hunter (ล่าพยัคฆ์) ละครแนวแอ็คชันสืบสวนสอบสวนเรื่องยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ซึ่งถือว่ามากพอจะทำให้ทีมงานเชื่อมั่นว่า มิยาอุจิคือตัวเลือกที่เหมาะสมทุกประการ

มิยาอุจิรับบทเป็น คาซามิ ชิโร่ ชายหนุ่มที่ดันไปรู้เห็นปฏิบัติการลับขององค์กรเดสตรอน องค์กรจอมวายร้ายรายใหม่ ที่มาสานต่อภารกิจยึดครองโลกแทนช็อคเกอร์ ที่โดนคาเมนไรเดอร์หมายเลข 1 และ 2 ปราบไปก่อนหน้า ชิโร่จึงตกเป็นเป้าไล่ล่าจนเกือบโดนฆ่าตายหลายครั้ง แม้จะรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ แต่กลายเป็นครอบครัวของเขาที่โดนลูกหลงจนเสียชีวิตทั้งครัวเรือน

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ทำให้ชิโร่ต้องการแก้แค้นให้พ่อแม่และน้องสาว เขาขอร้องให้รุ่นพี่ทั้ง 2 คนอย่าง ฮอนโกและอิจิมอนจิ ดัดแปลงร่างกายเขาให้กลายเป็นคาเมนไรเดอร์เช่นเดียวกับทั้งคู่ แต่ไรเดอร์รุ่นพี่ไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าพวกเขาสามารถรับมือกับเดสตรอนได้ โดยที่ชิโร่ไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตแบบพวกเขา เพราะถึงแม้การเป็นยอดมนุษย์จะมีกำลังมหาศาล แต่มันเปรียบได้กับคำสาปที่พวกเขาจะไม่อาจกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดาได้อีก

อย่างไรก็ตาม หลังจากรุ่นพี่เพลี่ยงพล้ำเกือบโดนเดสตรอนสังหาร ชิโร่เป็นฝ่ายเสี่ยงชีวิตช่วยพวกเขาเอาไว้จนบาดเจ็บสาหัสเสียเอง ดับเบิ้ลไรเดอร์จึงช่วยชีวิตเขาด้วยการดัดแปลงร่างกายให้กลายเป็น คาเมนไรเดอร์ วี 3 จากฮีโร่ยามจำเป็น กลายมาเป็นกำลังหลักในการต่อสู้กับเดสตรอน เขาทุ่มเททุกอย่าง และใช้ความสามารถพิเศษ/ความลับ 26 ประการที่มีอยู่ในร่างกาย กำจัดศัตรูตัวแล้วตัวเล่า โดยมีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือเพื่อปกป้องญี่ปุ่นจากหายนะ

คาเมนไรเดอร์ วี 3 สานต่อความสำเร็จจากคาเมนไรเดอร์ได้อย่างงดงาม จากการอากาศตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1973 ถึง 9 กุมภาพันธ์ปีถัดมา บทนี้กลายเป็นภาพจำของมิยาอุจิ ผู้มีท่วงท่าและใบหน้าอันหล่อเหลา และชอบเล่นฉากแอ็คชันด้วยตัวเองได้อย่างคล่องแคล่ว จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนจดจำได้ทั่วโลก

ความโด่งดังของมิยาอุจิ ทำให้เขากลายเป็นหนุ่มคิวทอง ออกเดินสายพบปะและแจกลายเซ็นแฟน ๆ เป็นประจำ และทุกครั้งจะมีคนมาเข้าแถวรอลายเซ็นของเขายาวเหยียด โดยเฉพาะที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาพบว่า คาเมนไรเดอร์ วี 3 ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษทีเดียว

มิยาอุจิ กับ 4 บทบาทเด่นของเขา จากซ้าย: อาโอะเรนเจอร์, คาเมนไรเดอร์ วี 3, บิ๊กวัน และ ซูแบท (ภาพจาก https://ssentaiw.fandom.com/wiki/Hiroshi_Miyauchi)

แต่ตลอดอาชีพการทำงานของมิยาอุจิ เขาไม่ได้มีบทเด่นแค่เพียงเรื่องนี้ สิ่งที่ทำให้เขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นตำนาน เพราะเขาคนเดียวเคยรับบทเป็นยอดฮีโร่ถึง 4 บทบาทจาก 4 เรื่องที่โดดเด่นไม่แพ้กันเลย

ผลงานถัดจากคาเมนไรเดอร์ วี 3 มิยาอุจิตกลงนำแสดงในขบวนการ 5 สี Himitsu Sentai Goranger หรือขบวนการ 5 จอมพิฆาตโกเรนเจอร์ ผลงานเปลี่ยนโลกอีกเรื่องของอาจารย์อิชิโนโมริ โชทาโร ที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมาทำซีรีส์ฮีโร่ที่ปกป้องโลกเป็นทีมดูบ้าง หลังจากสร้างสรรค์แต่ซีรีส์ฮีโร่ฉายเดี่ยวมาตลอด

เช่นเดียวกับเรื่องก่อน ๆ โกเรนเจอร์ได้รับความนิยมสูงอย่างทันทีหลังออกอากาศตอนแรกในวันที่ 5 เมษายน 1975 ก่อนอวสานในวันที่ 26 มีนาคม 1977 รวมทั้งสิ้น 84 ตอน เล่าเรื่องราวของขบวนการโกเรนเจอร์ ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจากหน่วยอีเกิล 5 คน ที่รอดตายจากการลอบโจมตีขององค์กรวายร้ายแบล็คครอส เมื่อฮีโร่ทั้ง 5 คนแปลงร่าง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการต่อกรกับศัตรูได้มากโข แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าพละกำลังในการต่อสู้กับศัตรูคือทีมเวิร์ค และนั่นต่างหากคือปัจจัยที่ช่วยให้พวกเขาฝ่าฟันศึกยาก ๆ มาได้นักต่อนัก

เรื่องนี้ มิยาอุจิรับบทเป็น อากิระ ชินเมย์ ไอ้หนุ่มยอดนักยิงธนู ผู้สามารถแปลงร่างเป็น อาโอะเรนเจอร์ หรือ อัศวินสีน้ำเงินแห่งโกเรนเจอร์ เขาถนัดขับเครื่องบิน มีอาวุธประจำตัวคือธนูบลูเชอร์รี ที่สามารถยิงได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นกำลังสำคัญของหน่วยที่ทุกคนสามารถฝากผีฝากไข้ไว้ได้

ขบวนการ 5 จอมพิฆาตโกเรนเจอร์

อาโอะเรนเจอร์ กลายเป็นอีกหนึ่งบทเด่นของมิยาอุจิ แต่ตอนแรกเขาเกือบไม่ได้แสดงในโกเรนเจอร์แล้วเนื่องจากคิวงานที่ค่อนข้างแน่น จนเขารู้ว่าอาจทุ่มเวลามาเล่นบทนักรบสีแดง อากะเรนเจอร์ หรือ สึโยชิ ไคโจ ตัวเด่นสุดของทีมไม่ได้แน่ ๆ (บทนั้นตกเป็นของ นาโอยะ มาโกโตะ) ขณะเดียวกัน อีกใจหนึ่งเขาก็ไม่อยากรับบทเป็นเพียงลูกน้อง เอาแต่ทำตามคำสั่งอย่างเดียว ทำเอาอาจารย์โชทาโรต้องคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาลงตัว

ท้ายที่สุด มิยาอุจิตกลงรับบทเป็นอาโอะเรนเจอร์ ถึงจะไม่ใช่หัวหน้าทีม แต่ความโดดเด่นถือว่าสูสีไม่แพ้สีแดงแต่อย่างใด เราอาจนิยามตัวละครทั้งคู่นี้ว่า เปรียบเหมือน 2 ซามูไรผู้ยิ่งใหญ่อย่าง มิยาโมโต มุซาชิ และ ซาซากิ โคจิโร ที่เก่งกาจ และความสามารถของแต่ละฝ่ายต่างกินกันไม่ลง

โกเรนเจอร์ยังสอดแทรกเรื่องของคุณธรรมเอาไว้เช่นเคย โดยสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการนำเสนอให้เห็นผลจากความสามัคคีและทีมเวิร์ค แต่ความสามัคคีในการจัดการกับศัตรูก็นำมาสู่คำถามว่า ภาพที่ออกมาของขบวนการนี้จะเหมือนพวกเขาแท็กทีมรุมใส่ฝ่ายตรงข้ามหรือเปล่า หากเป็นอย่างนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งที่น่ายกย่อง และสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชนได้แน่ ๆ

ถึงกระนั้น มิยาอุจิยืนยันว่าพวกเขาและทีมงานทุกคนคิดและวางแผนถ่ายทำทุกอย่างเป็นอย่างดี และพยายามอย่างมากเพื่อทำให้ภาพการแสดงพลัง และการแสดงความสามัคคีปราบปรามเหล่าร้ายไม่ออกมาในเชิงนั้น และจากความสำเร็จของขบวนการโกเรนเจอร์ ทำให้ซีรีส์ขบวนการ 5 สีถูกสร้างขึ้นมาเป็นประจำทุกปีไม่เคยหยุด จนปัจจุบันดำเนินมาถึงขบวนการที่ 44 อย่าง คิราเมเจอร์ (Mashin Sentai Kiramager) บ่งบอกได้อย่างดีว่าการนำเสนอให้เห็นการรวมพลังนั้นได้ผลดีเพียงใด

มิยาอุจิกับบทพระเอกใน ซูแบท เจ้าเวหา (ภาพ https://mydramalist.com/photos/PxRnz)

หลังเสร็จสิ้นจากโกเรนเจอร์ มิยาอุจิก็รับบทนำใน Kaiketsu Zubat หรือ ซูแบท เจ้าเวหา ต่อทันที ซีรีส์ออกอากาศตอนแรกในวันที่ 2 เมษายน ปี 1977 ก่อนสิ้นสุดตอนสุดท้าย (ตอนที่ 35) วันที่ 28 กันยายนปีเดียวกัน เขารับบทเป็น ฮายาคาว่า เคน ยอดนักแม่นปืน ยอดนักสู้ผู้พเนจรไปทั่วพร้อมชุดคาวบอยและกีตาร์โปร่ง หากเผชิญหน้ากับศัตรูเมื่อไหร่ เขาจะเอาเครื่องแบบที่อยู่ในกีตาร์มาสวมทันที โดยศัตรูตัวฉกาจของเขาคือองค์กรมาเฟียแดกเกอร์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการตายของรุ่นพี่ที่เขาเคารพ และเขาจะไม่มีวันหยุดจนกว่าจะถอนรากถอนโคนองค์กรนี้จนสิ้นซาก

บท ฮายาคาว่า เคน ของมิยาอุจิแตกต่างจากเรื่องก่อน ๆ หลายประการ ตัวละครนี้อาจไม่มีพลังพิเศษ แต่เขาอาศัยเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ในการปราบปรามวายร้าย อาทิ รถสุดไฮเทคที่ขับเหินเวหาได้ รวมทั้งชุดปฏิบัติการสีแดงแสบจี๊ด ที่จะช่วยเพิ่มพลังในการต่อสู้ แต่มันสามารถใช้ได้แค่ 5 นาทีเท่านั้น

นอกจากนำแสดง มิยาอุจิยังมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นเบื้องหลังงานสร้างเป็นประจำ มันอาจไม่ใช่หน้าที่หลักของนักแสดง แต่จริง ๆ แล้วเขาทำอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เล่นคาเมนไรเดอร์ วี 3 แล้ว เขาชอบเสนอว่า บทพูดบรรทัดไหน ที่เขาคิดว่าตัวละครไม่น่าพูดแบบนั้น หรือบทพูดแบบนี้ ควรพูดด้วยอารมณ์ไหนดี เพื่อสื่อไปถึงคนดูที่เป็นเด็กให้มากที่สุด บ่อยครั้งที่เขาคิดละเอียดถึงขั้นว่า บทพูดนี้เขาควรพูดในฐานะคาเมนไรเดอร์ หรือพูดในฐานะ คาซามิ ชิโร่ คนธรรมดาจะดีกว่ากัน

เท่านั้นไม่พอ หากมีสิ่งใดที่ช่วยให้ซีรีส์อลังการงานสร้างกว่าเดิมได้ เขาก็พร้อมจะทำ แม้กระทั่งการเจรจากับฝ่ายโปรดักชันเพื่อของบมากขึ้น “ถ้าผมขอระเบิดมาใช้ในเรื่องสัก 10 ลูก แล้วทีมงานบอกว่าไม่มีงบ ผมจะบุกไปออฟฟิศของฝ่ายโปรดักชันแล้วต่อรองด้วยตัวเอง… หากเป็นนักแสดงคนอื่นคงโดนดุไปแล้ว และโดนด่าว่าคิดว่าตัวเองเป็นใครงั้นเหรอ แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็ยอมจัดงบใหม่ เพื่อให้ได้ตามสิ่งที่ผมขอครับ”

บิ๊กวัน (ตรงกลาง)

อีกบทบาทที่ถือว่าเด่นไม่แพ้กันของ มิยาอุจิ คือ โซคิจิ บัมบะ หรือ บิ๊กวัน นักสู้คนที่ 5 ของ J.A.K.Q. Dengekitai ขบวนการเซนไตลำดับที่ 2 ที่ออกอากาศต่อจากโกเรนเจอร์ ในวันที่ 9 เมษายน 1977 โดยมิยาอุจิโดนดึงตัวมาเล่น หลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำซูแบท เจ้าเวหา พอดี เขาปรากฏตัวช่วงตอนที่ 23 จนถึงตอนที่ 35 และโดดเด่นจนอาจเรียกได้ว่า เด่นกว่านักรบสีแดงของเรื่องอย่าง โกโร่ ซากุราอิ หรือ สเปด เอซ (Spade Ace) ที่รับบทโดย โยชิทากะ ทัมบะ เสียอีก

มิยาอุจิเล่าถึงเบื้องหลังที่เขามารับบทนี้ไว้ว่า “ผู้อำนวยการสร้างได้ยินว่าผมกำลังจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำซูแบท เลยบอกให้ผมมาแสดงด้วย เขาบอกว่าผมจะได้รับบทเป็นหัวหน้าหน่วย ตอนแรกผมนึกว่าเป็นบทง่าย ๆ แค่นั่งออกคำสั่งเฉย ๆ ปรากฏว่ามันเป็นบทหัวหน้าหน่วยภาคสนามต่างหาก”

ทั้งหมดนี้คือ 4 บทบาทขึ้นหิ้งของมิยาอุจิ ที่ทำให้เขากลายเป็นปูชนียบุคคลรายสำคัญของแวดวงโทคุซัทสึ แม้หลังจากนั้น เขาจะเลิกรับบทตัวละครเอกที่ต้องแปลงร่างเองแล้ว แต่ก็ยังได้บทเด่นอีกเช่นเคย โดยในซีรีส์แนวตำรวจเหล็ก เรื่อง Tokkei Winspector (1990-1991) Tokkyuu Shirei Solbrain (1991-1992) และ Tokusou Exceedraft (1992-1993) 3 เรื่องฮิตประจำยุค 1990s เขาได้รับบทเป็นหัวหน้าหน่วยนาม ชุนสุเกะ มาซากิ คอยบัญชาการเหล่าตำรวจเหล็กอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

แต่ตามสไตล์บทของมิยาอุจิ ต่อให้เป็นถึงผู้บัญชาการ เขาก็จะไม่นั่งเฉย ๆ เก๊กหล่ออยู่ในห้องเป็นแน่ และเราสามารถพบเห็นเขาในภาคสนามบ่อยไม่แพ้บรรดาตำรวจเหล็ก ซึ่งเป็นตัวละครเอกของเรื่องเลยทีเดียว

หลังจากนั้น มิยาอุจิกลับสู่แวดวง Super Sentai อีกครั้งในรอบนับสิบปี ด้วยการรับบทผู้บัญชาการ มิอุระ นาโอะยูกิ ใน Chouriki Sentai Ohranger (1995-1996) หรือขบวนการพลังโอเรนเจอร์ ถือเป็นผลงานเรื่องท้าย ๆ ที่มิยาอุจิได้รับบทเด่นระดับนี้ จากนั้นหากมีเวลาและมีเรี่ยวแรงพอ เขาก็พร้อมกลับมาปรากฏตัวให้ทั่วทั้งแผ่นดินสั่นสะเทือนอีกครั้งในหนังแปลงร่างเรื่องต่าง ๆ ซึ่งไม่ว่าจะปรากฏตัวเพียงแค่นิดเดียว หรือมาแค่เสียงก็ตาม แค่นั้นก็ทำให้แฟน ๆ ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ใจเต้นระรัวทุกครั้งไป

ตลอดหลายสิบปีในแวดวงหนังแปลงร่าง มิยาอุจิอุทิศตนเองในฐานะฮีโร่ทั้งในจอและนอกจอ เขาตั้งใจเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังแนวนี้เสมอ ตัวละครของเขาต่างมีจุดร่วมกันนั่นคือการทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์และพิทักษ์คุณธรรม เพราะเขาเชื่อว่า นั่นคือสิ่งสำคัญต่อเด็กและเยาวชน เพื่อจะได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

อย่างไรก็ตามหนังแปลงร่างก็ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน เพราะไม่เพียงแค่ความสนุกที่แฝงอยู่ แต่หนังแปลงร่างยังสอดแทรกคุณค่าอีกมากมายที่มีประโยชน์ในการใช้ชีวิต

ทั้งเนื้อหาของหนังแปลงร่าง บางครั้งยังเป็นการถามหรือย้ำเตือนเรากลาย ๆ ด้วยว่า แนวคิดดี ๆ ที่เราซึมซับมาตั้งแต่เด็ก มาถึงวันนี้ เรายังคงรักษามันไว้อยู่ไหม หรือทำหล่นทิ้งไว้กลางทางไปแล้วหรือยัง  

 

ที่มา

https://tokusatsunetwork.com/2014/02/hyper-hobby-interview-with-hiroshi-miyauchi/

https://www.youtube.com/watch?v=R_Z6pyLaE9c

https://powerrangers.fandom.com/wiki/Akira_Shinmei

https://powerrangers.fandom.com/wiki/Sokichi_Banba

https://kamenrider.fandom.com/wiki/Hiroshi_Miyauchi

https://kaiketsuzubat.fandom.com/wiki/Ken_Hayakawa

https://metalheroes.fandom.com/wiki/Shunsuke_Masaki

 

เรื่อง: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ