Post on 25/09/2019

สัมภาษณ์ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล รสชาติสมดุลของอาหารจานชีวิต

หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล หรือ เชฟป้อม เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในกรรมการรายการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ แต่อีกด้านหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือเธอทำงานในวงการบันเทิงด้วย กับการแสดงละครเวทีมาแล้วหลายเรื่อง โดยมีผลงานล่าสุดอย่าง สูตรเสน่หา เดอะมิวสิคัล จากนวนิยายขายดีของ กิ่งฉัตร ที่เคยเป็นละครดัง โดยนำมาเสนอในรูปแบบของมิวสิคัลเป็นครั้งแรกจาก Be Musical 

The People จึงชวนเชฟป้อมคุยถึงเรื่องราวรสชาติความสุขของชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวาน เผ็ด เปรี้ยว มัน นำมาซึ่งความสมดุลของชีวิต 

“เตือนแล้วนะ” อย่าลืมอ่านบทสัมภาษณ์นี้

หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล

 

The People: จริงไหมที่คุณเข้าครัวเพราะถูกครอบครัวบังคับ

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: จริง ๆ แล้วที่บ้านเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ ตอนเกิดมาก็ไม่รู้ว่ามันเป็นแผนการของครอบครัวหรือยังไง ที่จะต้องให้ลูกผู้หญิงทำอะไรต่ออะไรเป็น เด็กในบ้านก็จะมีหน้าที่ ชีวิตไม่ใช่มีแต่กินกับเล่น ต้องมีงานรับผิดชอบคือการเข้าครัว แต่งานก็ตามอายุนะคะ เด็กก็ปอกหอมปอกกระเทียมไป แล้วพี่ไม่ใช่เด็กเรียบร้อยไง ทำไมจะต้องมาทำอะไรกันมากมาย การโดนบังคับไปนั่งทำนู่นทำนี่มันน่ารำคาญ น่าเบื่อ 

 

The People: ถ้าให้เปรียบชีวิตวัยเด็กเป็นอาหารสักจานหนึ่ง จะมีรสชาติแบบไหน

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ถ้าจะให้เป็นจานอาหาร จะป็นจานอาหารมากกว่ารสชาติเดียวกัน เป็นจานอาหารของความสดใส น่าจะเป็นขนมไทยที่มีสีสัน แล้วตอนนั้นชีวิตของเด็กมันเป็นความสุข เช่น สีสันของขนมเรไร ขนมน้ำดอกไม้ เป็นอะไรที่ง่าย ๆ เพราะขนมเหล่านี้เป็นขนมที่กินง่าย ช่วงนั้นชีวิตยังไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไร แค่หงุดหงิดกับการโดนบังคับเข้าครัวแค่นั้นเอง

 

The People: ช่วงไหนที่รู้สึกว่าสดใสที่สุดในชีวิต

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: สดใสมาตั้งแต่เกิดแล้วค่ะ (หัวเราะ) ข้อแรกคือเราเติบโตในวังเทวะเวสม์ คำว่า “วัง” คือบ้านธรรมดานี่แหละ แต่เป็นบ้านที่มีเจ้าอยู่ เขาก็เรียกเป็นราชาศัพท์ เจ้าที่ว่าคือท่านปู่ (หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล) ซึ่งเรามีความสุขเพราะเป็นหลานคนเล็กที่สุด จึงมักจะได้อภิสิทธิ์ในการไม่โดนโทษ เช่น เวลาอยู่ในบ้านคือห้ามเสียงดังเวลาท่านปู่จะบรรทมหรือจะนอน แต่หลาน ๆ เยอะนี่ เพื่อนบ้านก็ญาติกันหมด เราก็จะเล่นเสียงดังจนท่านปู่เรียกขึ้นไปตี ลงโทษตามลำดับมาเลย พอมาถึงเราท่านปู่บอกว่าเหนื่อย เราก็รอดสิ กลายเป็นว่าเป็นคนเดียวที่ไม่ค่อยโดนทำโทษ แล้วก็เป็นที่หมั่นไส้ของพี่ ๆ 

ตอนเด็ก ๆ เราตัวอ้วนปุ๊กเลย ช่างกิน คุณย่าก็ช่างทำอาหาร แล้วท่านปู่เคยเป็นทูตทหารที่เยอรมัน ท่านก็ชอบไปดูหนังเยอรมันที่ (สถาบัน) เกอเธ่เก่าตรงถนนพระอาทิตย์ ดูไม่รู้เรื่องหรอก แต่ที่สำคัญคือพอดูหนังเสร็จแล้ว ท่านปู่จะพาไปกินข้าวข้างนอก ซึ่งสมัยก่อนร้านอาหารก็มีไม่มากนะคะ อย่างร้านอาหารญี่ปุ่นมีร้านเดียวเลย Hanaya สี่พระยา โอ้โห เมื่อไหร่ไป Hanaya จะดีใจมาก ตั้งตารอแค่ดูหนังจบแล้วไปกินข้าวที่ไหนเลย ทำให้เรากลายเป็นคนช่างชิมโน่นชิมนี่

 

The People: จำอาหารจานแรกที่ลงมือทำได้ไหมว่าเป็นเมนูอะไร

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ตอนเด็ก ๆ จะโดนปอกหอมกระเทียม เราอยากลงมือทำแต่ไม่ได้ทำหรอก ชะเง้อดูผู้ใหญ่เขาทำ เขายังไม่ให้เราไปเล่นไฟ แต่จำได้ว่าครั้งแรกที่เคยทำคือหมูทอด เป็นหมูสับแล้วใส่พิมพ์วงกลม โอ้โห ดีใจมาก ได้เล่นน้ำมัน ได้เล่นกระทะ ได้เล่นไฟ ตักหมูสับหยอดลงไปในพิมพ์เท่ากัน ๆ ทอดแล้วเอาขึ้นมา และเลาะออกจากพิมพ์ 

นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้ทำ แต่ก่อนไม่เคยได้เล่นไฟ ได้เล่นน้ำมัน  ทำให้รู้ว่าเราคงชอบทำอาหารแหละ แต่ไม่ชอบปอกหอมปอกกระเทียม ไม่ชอบทำงานที่ดูเป็นงานเด็ก อยากทำอย่างที่ผู้ใหญ่ทำ

คราวนี้พออยู่ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย พี่ ๆ ไปเรียนเมืองนอกหมด เหลือคนเดียวอยู่กับพ่อแม่ ก่อนไปเรียนหนังสือเราต้องจดทุกวันว่าเย็นนี้จะกินอะไร โดยมีโจทย์เป็นพ่อกับแม่ พ่อชอบกินอะไร แม่ชอบกินอะไร เย็นกลับมาต้องลงกระทะทุกอย่างภายใน 15 นาที แต่เราอาจจะเป็นคนมีพรสวรรค์ และคิดว่าถ้าไม่โดนบังคับคงชอบการทำอาหารไปตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ซึ่งพอทำอาหารเป็น สิ่งที่ได้คือวันไหนที่แม่บอก เฮ้ย อร่อย พ่อบอกอร่อย หน้าบานเชียวแหละ นั่นคือรางวัลของคนทำอาหารที่ได้

 

The People: ทราบมาว่าจริง ๆ แล้วเคยอยากเข้ามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับดนตรีหรือการร้องเพลง?

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: มันเป็นสิ่งที่เรารักและไม่โดนบังคับ นั่นคือการร้องเพลง การเล่นดนตรี จริง ๆ แล้วช่วงมหาวิทยาลัยอยากเรียนทางดนตรี เรียนร้องเพลงจริง ๆ จัง ๆ แต่พ่อบอกไม่ได้ ไม่ชอบให้เต้นกินรำกิน ใช้ภาษานี้เลย สุดท้ายก็มาจบลงที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตอนเรียนเราก็แอบเอาเงินค่าหน่วยกิตที่เหลือจากพ่อแม่ไปเรียนร้องเพลง แต่ตอนหลังพ่อแม่ห้ามไม่อยู่แล้ว พอเขารู้ว่ามีคอนเสิร์ตขึ้นเวที เราก็บอกให้เขาไปดู ซึ่งเขาก็ปลื้มนะ พ่อแม่เนี่ย ลูกทำอะไรก็ปลื้มไปหมด 

 

The People: ถ้าเปรียบชีวิตวัยรุ่นเป็นอาหาร คราวนี้จะเป็นอาหารรสชาติแบบไหน

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ตอนนั้นเป็นคนค่อนข้างกล้าทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ค้นหาตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ต่อให้เป็นคนกล้าขนาดไหนก็ยังอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณี น่าจะเป็นอาหารหลากรสชาติเลย เราว่าตัวเองเป็นยำมากกว่า มีเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด

หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล

 

The People: ทำไมถึงตัดสินใจมาประกอบอาชีพเกี่ยวกับอาหาร

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ไม่เคยคิดเลยจนกระทั่งวันหนึ่งมีญาติมาชวนเปิดร้านอาหาร เขาคงมองเห็นว่าเราได้อะไรจากแม่มาเยอะ ซึ่งตอนแม่สอน คุณย่าสอน เราก็แอบจดตลอดเวลา เราก็เอาสิ่งที่ตัวเองโน้ตไว้มาเขียนเป็นหนังสือ พอเปิดร้านก็เพิ่งรู้สึกว่ามีความสุขกับการทำอาหาร

เราต้องแยกการทำอาหารกับการทำร้านอาหารก่อนนะ เรามีความสุขกับการทำอาหาร แต่ปัญหาอยู่ที่การทำร้านอาหารไม่ใช่เรื่องสนุกเลย คุณต้องรับผิดชอบต้นทุน กำไร รายรับ รายจ่าย ดูแลคน ดูแลสารพัดเลย เราก็เริ่มเครียด พอเครียดมันก็ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำอะไรใหม่ ๆ เราเครียดจนไม่มีความรู้สึกอยากจะแตะเลย ซึ่งมันไม่ดีแล้ว เราก็เลยก้าวออกมา ขายร้านอาหารเลย

หลังจากนั้นเราก็เปิดสอนทำอาหาร ทำบริษัทจัดเลี้ยงซึ่งสบายกว่าเยอะ แล้ววันหนึ่งก็มีโทรศัพท์จากทีมงานมาบอกว่าโทรจากรายการมาสเตอร์เชฟฯ นะคะ เรากำลังจะทำรายการมาสเตอร์เชฟฯ เราก็ตอบทันทีเลย “ไม่แข่ง แก่แล้ว” เขาก็บอกไม่ใช่ค่ะ จะเชิญมาคุย เผื่อมาเป็นกรรมการ สุดท้ายก็เข้ามาเป็นกรรมการในรายการนี้

 

The People: แล้วตัวตนของ “หม่อมป้า” ในรายการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ เป็นรสชาติแบบไหน

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: อื้อหือ อาจจะเผ็ดสำหรับคนอื่นนะ แต่ในรายการเราไม่ใช่อาหารรสเดียว มันเป็นสำรับอาหารเลย มีจานเปรี้ยว จานเค็ม จานหวาน จานเผ็ด จานจืด มีหมดเลย ซึ่งเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ และเป็นตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็นในรายการทั้งหมดคือตัวจริงของเรา มันถึงได้เสมอต้นเสมอปลาย พูดแบบไม่มีสคริปต์ 

 

The People: การเป็นกรรมการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ มาถึง 3 ซีซัน คุณมองเด็กรุ่นใหม่กับการทำอาหารอย่างไรบ้าง

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ตอนนี้มันอยู่ในความนิยมมากนะ แต่บางครั้งคุณแค่ไปเรียนจบมา คุณอย่าเพิ่งเข้ามาในสายอาหาร คุณต้องหาประสบการณ์ เราอยากให้ทุกคนหาประสบการณ์ก่อน สมมติว่าถ้าสัก 15 ปีที่แล้วมีคนชวนมาเป็นกรรมการมาสเตอร์เชฟฯ เราก็อาจจะไม่แข็งแรงขนาดนี้ เราให้ค่ากับประสบการณ์นะ เพราะประสบการณ์ทำให้เรามีวันนี้

 

The People: กรรมการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ตัดสินผู้ชนะอย่างไร ในเมื่อ “ความอร่อยของคนไม่เหมือนกัน” 

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ถึงได้มี 3 คนไง ความอร่อยของคนไม่เหมือนกัน แต่มันก็ต้องมีความอร่อยของคนส่วนมากใช่ไหม การที่คุณทำอาหาร 1 จาน แล้วมีคนอร่อยอาหารของคุณ 90 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าอร่อย อีก 10 เปอร์เซ็นต์เขาคิดต่างได้ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะให้ทุกคนทำอะไรที่ค่อนข้างกลาง เพราะถ้าเราใส่เค็มไป เผ็ดไป หวานไป มันเอาออกไม่ได้ แต่ถ้ามันมีความสมดุลของรสชาติ มันเติมได้

 

The People: ถ้าเปรียบความสมดุลของรสชาติอาหารกับชีวิตคน รสชาติชีวิตคนคนหนึ่งควรเป็นอย่างไร

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ต้องมีความกลมกล่อม ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ อยากจะเปรี้ยวก็เปรี้ยวอย่างเดียว หวานก็หวานเจื้อยแจ้วอย่างเดียว หวานนี่ชีวิตมันคงอยู่ในโลกแห่งความฝันมาก แล้วก็ไม่ใช่ขมอย่างเดียว คนเรามีปัญหาได้บ้าง แต่ไม่จำเป็นจะต้องว่าชีวิตนี้รันทดอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเลือกเกิดไม่ได้ แต่หมายความว่าคุณต้องมีวิธีจัดการกับปัญหาของตัวเอง

 

The People: จากหม่อมป้ารสชาติเผ็ดในมาสเตอร์เชฟฯ ปกติ ทำไมเปลี่ยนมาสู่รสชาติหวานใน มาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ไทยแลนด์

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ในมาสเตอร์เชฟจูเนียร์ฯ ได้คุยไว้ว่า เราต้องคงความเป็นตัวของเรา แต่ที่สำคัญเราต้องพูดกับเขาดี ๆ จะไปบอกว่า “ไม่!” “อย่า!” (เสียงแข็ง) ไม่ได้ เราจะบอกว่า “ลูกคะ ป้าว่าถ้าหนูลองอย่างนี้จะดีกว่าไหม” “เข้าใจไหมคะ” (เสียงนุ่ม) มันต้องรู้จักเลือกใช้คำพูด อีกอย่างหนึ่งที่ทางรายการคิดมาดีคือ การคัดออกจะออก 2 คน ไม่ค่อยออกคนเดียว นั่นหมายความว่าเด็กจะไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นผู้แพ้ อย่างน้อยเขาก็มีเพื่อน และตอนท้ายแข่งกัน 3 คน เพื่ออย่างน้อยคุณก็มีเพื่อนที่มีรองแชมป์ 2 คน  แต่แชมป์ต้องมีคนเดียว เราทำอะไรในหลักสากลที่จะต้องดูแลจิตใจเด็ก แต่เราก็ยังเป็นเรานะ อยู่บนกฎเกณฑ์ อยู่บนเหตุผลอยู่เสมอ 

ในรายการจะเห็นว่าเราจะรับมือเด็กผู้ชายได้ค่อนข้างดี เหมือนอย่างรอบไฟนอล ซีซัน 1 ที่น้องมาร์คเขาทำอาหารกระจาย เรารู้เลยว่าเด็กสติแตกนะ เราก็ต้องให้ความมั่นใจว่ายังทำได้ เราก็จับตะแกรงที่ออกจากเตาอบใหม่ ๆ เขาก็กระซิบ “ป้าป้อมครับมันร้อน” เราบอก “ป้าไม่ร้อน” เพื่อให้เด็กมั่นใจว่าเขาจะต้องไปต่อ พอเสร็จเราเดินออกมาหาพยาบาล มือแดงแจ๋เลย แต่ต่อหน้าเด็กเราต้องเรียกความมั่นใจเขาค่ะ ไม่งั้นใจเขาเสียแน่ เด็กจะยังคุมอารมณ์ไม่ได้เท่าผู้ใหญ่ จะเห็นว่าเรากดหัว กดเพื่อให้นิ่ง ให้หลับตาจากทุกอย่าง นิ่งแล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมา ช้า ๆ พอเขาผ่านสเต็ปนี้ เราก็บอกเขาว่าทำได้ เขาก็จะเดินต่อได้แล้ว

 

รายการมาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ไทยแลนด์

 

The People: ในฐานะคุณแม่ คุณสอนลูกชายทั้ง 3 คนแบบเดียวกันไหม

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: แบบนี้แหละ เราไม่ใช่แม่สายหวาน ลูกเราต้องได้บทเรียนเหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็ก ๆ เราไม่ได้เลี้ยงให้เป็นคุณหนู ต้องทำอะไรต่ออะไรเอง แล้วเวลามีปัญหาลูก 3 คนห้ามโกหก จะดีจะชั่วยังไงก็ห้ามโกหก แม่ฟังแล้วเสียใจหรือโกรธก็ต้องยอม แต่เสร็จแล้วแม่นี่แหละจะเป็นคนแรกที่ช่วย แต่ถ้าโกหกแม่จะช่วยไม่ได้ เราจะแก้ปัญหาไปด้วยกันไม่ได้  

เราบอกลูกเสมอว่าต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง เพราะฉะนั้นจะทำอะไรคิดให้ดี ๆ แต่เมื่อมันผิด ลูกต้องรับผิดชอบกับผลมัน แม่จะไม่ช่วยให้ผิดเป็นถูก แม่จะช่วยรับมือไปด้วยกัน

 

The People: คิดว่าตัวเองเป็นคุณแม่ที่มีรสชาติแบบไหน

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: น่าจะเป็นเนื้อเหนียว ๆ คือ tough เคี้ยวยาก แต่ถ้าคุณเคี้ยวได้แล้วอร่อย ไม่ใช่ว่าไม่ใจเสียกับการลงโทษลูกนะ แต่เราต้องให้ลูกผ่านอะไรต่ออะไรด้วย

 

The People: คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่า “โต๊ะกินข้าวเป็นพื้นที่ที่อบอุ่นที่สุดในบ้าน”

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: เห็นด้วย นั่นคือสิ่งที่บ้านเราเป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาคุณภาพของครอบครัวคืออาหารเย็น ตอนเช้าทุกคนก็จะรีบออกไปเรียนหนังสือ ออกไปทำงาน อาจกินข้าวไม่พร้อมกัน กลางวันต่างคนต่างอยู่ แต่เย็นควรจะอยู่ด้วยกัน อย่างน้อย 15 ปีแรกของชีวิตลูก นั่นหมายความว่าเราจะค่อนข้าง strict กับลูกจนอายุ 15 แต่หลังจากนั้นคุณรับผิดชอบตัวเอง แต่ไม่ได้แปลว่าแม่ไปไหน แม่ยังอยู่ แต่แม่จะไม่จุ้นจ้านกับลูกมากแล้ว 

แต่บ้านเรามีสิ่งหนึ่งที่ลูกทั้ง 3 คนรู้กัน คือไม่ว่าจะไปไหนมา ถ้าหิวกลับมาดึกแค่ไหน เปิดตู้เย็นจะมีของกินเสมอ เรายังทำอาหารเหมือนเวลาที่ลูกอยู่บ้านทุกวัน อุ่นเอาเอง ลูกจะมีความรู้สึกว่านี่คือบ้าน กลับมาเมื่อไหร่ลูกยังมีกิน ไม่ใช่แค่ลูกด้วยนะ เพื่อนลูกก็เช่นกัน เพื่อนมาเมื่อไหร่ก็จะมีกิน จะกินเหล้าตั้งวงที่บ้านก็ไม่ห้าม เพราะถ้าห้ามลูกจะไปไหนก็ไม่รู้ แล้วจะได้ดูด้วยว่าเพื่อนลูกเป็นยังไง ลูกคบเพื่อนอย่างไร ลูกเราเมาเหล้าเกเรไหม เรื่องนี้อยากให้มาทำในบ้าน สูบบุหรี่เหรอ ก็ไม่ห้ามนะ แต่อย่ามาทำบ้านเลอะเทอะหรือบ้านไฟไหม้ เอากระถางใส่ทรายไว้ข้างนอก ไปทิ้งตรงนี้เท่านั้น ห้ามมาสูบบุหรี่ในบ้าน 

 

The People: อีกมุมหนึ่งที่หลายคนไม่ทราบคือคุณแสดงละครเวทีด้วย ซึ่งล่าสุดกำลังจะมีผลงาน สูตรเสน่หา เดอะมิวสิคัล

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: เมื่อก่อนเราเป็นคนทำกิจกรรมเยอะตั้งแต่อยู่โรงเรียนจิตรลดาแล้ว ความที่นักเรียนน้อย ก็จะได้แสดงอะไรแบบนี้ เมื่อก่อนตัวอ้วน ๆ ดำ ๆ ก็ได้เป็นนางเอก เพราะเราร้องเพลงได้ ขณะเดียวกันโรงเรียนก็สอนการใช้เสียงและภาษาไทยที่ดี เหมือนอยู่ในรายการมาสเตอร์เชฟฯ เราไม่มีสคริปต์ พูดเองจากเหตุการณ์จริง แม้กระทั่งจะเอาคนออกจะเป็นหน้าที่เราทุกที เพราะเราใช้น้ำเสียงได้ เรียบเรียงคำพูดได้ค่อนข้างเร็ว พูดไทยชัด น้ำหนักในการให้ความรู้สึกแต่ละอย่าง

เราผ่านเวทีมาเยอะ รวมไปถึงงานพิธีกร เวทีที่ผ่านแรกเลยก็คือจากโรงเรียน ออกมาสู่เวทีใหญ่โรงละครแห่งชาติ เป็นเหมือน narrator ที่ไม่ใช่ผู้บรรยายเฉย ๆ เป็นผู้บรรยายที่จะต้องวาดภาพให้คนดูเห็นภาพตาม วาดภาพในอากาศให้ได้ บอกเลยว่าบทเรียนนี้ได้จากพี่ หนูเล็ก – บุรณี รัชไชยบุญ แกเคี่ยวเราทุก 6 โมงเช้า 

หลังจากนั้นแกเป็นคนให้งานพิธีกร แกก็เลือกงานพรีเมียมให้ แล้วเราก็ได้งานสายพิธีกร พิธีกรเวที งานเจ้านายเสด็จ ซึ่งทำให้เราใช้เสียงเป็น เราจะมีเลเวลของคำคำเดียวตลอดตั้งแต่นุ่มยันแข็ง เช่น ทุกคนชอบคำว่า “เตือนแล้วนะ” ในรายการถูกไหมคะ ถ้าเป็นเลเวลของเด็ก ๆ ก็จะ “เตือนแล้วนะ” (เสียงนุ่มนวล) เตือนขึ้นมานิดหนึ่งก็จะ “เตือนแล้วนะ” (เสียงนิ่ง) แต่ถ้าเจอเฮี้ยน ๆ พูดไม่ฟัง “เตือน-แล้ว-นะ” เห็นไหมคะ ในคำคำเดียวเราสามารถจัดเลเวลของอารมณ์ได้

หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล

 

The People: ละครเวทีสูตรสเน่หา เดอะ มิวสิคัล คุณรับบท “นงพะงา” ที่ประกอบอาชีพเชฟ ซึ่งคล้ายคลึงกับชีวิตจริงของคุณ กลัวไหมว่าการแสดงครั้งนี้จะเป็นตัวเองเกินไป

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ในสูตรเสน่หาฯ แสดงเป็น “นงพะงา” หรือ “แม่นง” ของพระเอก เป็นคนที่ชอบทำอาหาร ซึ่งไม่ได้กังวลเนื่องจากเป็นคาแรกเตอร์คุณแม่ที่มีลูกชาย ซึ่งในชีวิตเราก็มีลูกชายตั้ง 3 คน นี่คนเดียวจิ๊บ ๆ (หัวเราะ) แล้วก็ทำอาหารด้วย ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ใช่การแสดง อาจจะเผลอเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติไปนิดหนึ่ง แต่มันก็ต้องอยู่ที่ผู้กำกับด้วย ซึ่งบอกเลยว่า ในทุกงานทุกกิจกรรมที่ทำ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เสมอ ผู้กำกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาก็จะมีการสอนให้เรารู้อะไรมากขึ้น

 

The People: การแสดงละครเวทีช่วยเติมเต็มความรักด้านดนตรีและการร้องเพลงด้วยไหม

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ด้วย (ทันที) มันเป็นการเติมเต็ม เพราะตอนนี้เราทำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความสุข และแน่ใจว่างานทุกอย่างที่ทำ จะต้องทำให้ตัวเองมีความสุข เราจะเลิกตัดอะไรที่ไม่มีความสุขออกไป แล้วเราโชคดีมาก ๆ ที่ทีมงานทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเราเคยทำอะไรมา อย่างละครเวทีเรื่องที่แล้ว นางฟ้า เดอะ มิวสิคัล ทีมงานนั้นก็เคยเห็นเล่น นางพญางูขาว เดอะ มิวสิคัล กับเขาแล้ว เป็นหลายสิบปีมาแล้ว เขาก็ยังจำได้ เพียงแต่ว่า ณ วันนี้บทในสูตรเสน่หาฯ มันน่าจะเป็นเรา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเล่นทุกบทได้นะคะ คุณจะต้องมีคาแรกเตอร์ของตัวละครตัวนั้น ๆ ซึ่งใกล้ที่สุดแล้วมันถึงจะออกมาดี

 

The People: อาหารจานไหนที่บ่งบอกความเป็น สูตรสเน่หา เดอะ มิวสิคัล

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: อันนี้ไม่เป็นจานไหนเลย อันนี้มีหลายรสชาติมาก แต่บอกเลยสูตรเสน่หาฯ เป็นอาหารไทย นั่นคือสำรับ มีจานเผ็ด จานผัก จานมัน เปรี้ยว เค็ม แล้วคุณเอามารวมกัน มันถึงจะเป็นสำรับอาหารที่อร่อย

 

The People: คุณใช้คำว่า “เตือนแล้วนะ” เตือนคนอื่นบ่อยมาก ถ้ากลับมาเตือนตัวเอง คุณอยากเตือนอะไร

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: เวลามันคงกลับไปไม่ได้แล้วล่ะ แต่ถ้าเป็นตอนนี้ ในอายุขนาดนี้ บางอย่างที่เราจะไม่ทำ แต่ตอนนั้นทำไปเพราะอายุน้อย ประสบการณ์มันน้อย คือ การแต่งงาน

เราไม่โทษว่าการที่ต้องหย่าหรือต้องแยกทางกันเป็นความผิดของใคร อย่าหาคนผิด แต่ตอนนั้นเราตัดสินใจได้ดีที่สุดตอนอายุ 23 เราก็เลยแต่งงาน แล้วเราก็มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน เราจึงคิดว่าเขาจะดูแลเราไปได้จนตาย แต่เด็กอายุ 23 ลืมคิดไปว่า ในบางครั้งการเข้ากันได้เล็ก ๆ น้อย ๆ มันมีผลใหญ่กับชีวิตเหมือนกัน

เราจะไม่เตือนด้วย ไม่กลับไปเตือนด้วย ไม่ต้องแก้ไขอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อก้าวมาถึงปัญหา คุณต้องออกจากปัญหานั้นให้ได้ อย่าจมตัวเองอยู่กับปัญหานั้น แล้วคุณจะไม่มีอะไรดีขึ้น เราเป็นมนุษย์ เสียใจได้ ร้องไห้ได้ มีอารมณ์กับมันได้ แต่อย่าจมอยู่กับมันนาน

 

The People: ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไร

หม่อมหลวงขวัญทิพย์: ทำตัวให้มีความสุข ความสุขคือตัดความทุกข์ออกจากตัวเองให้หมด คน สิ่งไม่ดี หรืออะไรที่ทำให้เราเกิดทุกข์ นั่นคือคุณรู้เอง คุณไม่ต้องถามว่าทุกข์คืออะไร คุณรู้เองแน่นอนตอนที่คุณทุกข์ แล้วเชื่อไหมคำว่า “วันนี้ฉันมีความสุข” มันจะขึ้นมาเอง มันคือความรู้สึกจากข้างในที่คุณจะบอกตัวเอง 

คุณต้องมีความสุขจากข้างใน แล้วคุณจะบอกกับตัวคุณเองว่า “เรามีความสุขมาก” ชีวิตเราผ่านอะไรแย่ ๆ มาก็เยอะนะ เมื่อมีปัญหา เราเสียใจ แล้วเราต้องมีเวลาหยุดและนั่งคิดว่า เราจะไปยังไงต่อ แล้วตอบได้เลยนะว่าทุกคนไม่มีทางตัน ไม่มีใครทำร้ายคุณ หรือไม่มีใครฆ่าคุณได้ นอกจากคุณฆ่าตัวเอง

 

ภาพโดย: นพพร ยรรยง


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สัมภาษณ์ อาภาพัชร์ ใจอินทร์ กลินน์ ภัณฑารักษ์ผู้เปลี่ยนความเสียดายเป็นงานศิลปะ

“ผมไม่ใช่ผู้ชุบชีวิตลิโด้ แต่คือพวกคุณทุกคน” สัมภาษณ์ เทพอาจ กวินอนันต์ กับแนวคิดการบริหารธุรกิจเฉพาะตัว

สัมภาษณ์ โอ – อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงผู้ถูกหล่อหลอมด้วยความเป็นเหตุเป็นผล

สัมภาษณ์ Two Door Cinema Club มิตรภาพจากกีตาร์ร็อค, Nirvana และเกาะสมุย

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ การช่วยเหลือคนอื่นคือความสุขแบบธรรมชาติ

สัมภาษณ์ “ฟองเบียร์” ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม นักเล่าเรื่องที่เขียน “ชีวิต” ลงในเพลง

สัมภาษณ์ ธนา ต่อสหะกุล ปั้น ‘พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น’ บริการหลังการขายอสังหาฯ ครบวงจร

สัมภาษณ์แบบเจาะเวลาหาอดีต กับ POLYCAT วงที่ขุดดนตรียุค 80s ให้กลับมา “ดูดี” อีกครั้ง