Post on 19/03/2020

สัมภาษณ์ กวาง AB Normal เปิดตัวตนร็อกเกอร์กับอดีตที่หยิ่งหนัก ไม่เคยชอบ ‘พูดไม่ค่อยเก่ง’

       ย้อนกลับไปเมื่อปี 2545 AB Normal วงร็อกสัญชาติไทยที่ประกอบไปด้วย 4 สมาชิกคือ กวางศิริศิลป์ โชติวิจิตร (ร้องนำ) โอ่งวิสารท กุลศิริ (กีตาร์) เก่งนที แสนทวี (เบส) และ หนีดสิทธิพันธ์ บุญจันทร์ (กลอง) ประสบความสำเร็จอย่างมากกับเพลงพูดไม่ค่อยเก่งความสำเร็จดังกล่าวทำให้พวกเขาถูกยกให้เป็นวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกรุ่นใหม่น่าจับตามอง แต่หลังจากความสำเร็จนั้น วงเจ้าของฉายาไม่ปกติก็เดินมาถึงทางแยกสำคัญที่ทำให้ท้ายสุด AB Normal เหลือเพียงแต่ชื่อให้แฟนเพลงได้จดจำ

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะรู้จัก กวางศิริศิลป์ ในฐานะฟรอนต์แมนของวง แต่ด้วยความหลงใหลในดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อก ทำให้เขาหันมาทำเพลงอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวภายใต้ต้นสังกัด จีนี่ เรคคอร์ด The People ชวนผู้ชายคนนี้พูดคุยในหลากหลายเรื่องราว ท้ังจุดเริ่มต้นการร้องเพลง สาเหตุที่ออกจากวง อีโก้มหาศาลที่หายไปเพราะวงร็อกหน้าใหม่ที่ชื่อ Retrospect รวมถึงชีวิตรักที่ใครก็บอกว่าดูฉาบฉวยแต่วันนี้เขาพิสูจน์แล้วว่านี่คือรักที่ใช่ที่สุดและความสวยงามของท้องทะเลกับความเร็วที่สอนให้เขามีสติ

บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้คือการเปิดเผยตัวตนของเขาในเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

The People: ชีวิตที่เดินมาเจอดนตรี และชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะดนตรี?

ศิริศิลป์: คุณพ่อผมเป็นทันตแพทย์ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ตอนแรกใคร ๆ ก็คิดว่าโตมาต้องเป็นหมอเหมือนคุณพ่อ แต่โชคดีที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ไม่เคยบังคับอะไรเลยตั้งแต่เด็ก ชอบอะไรอยากทำอะไรทำเลย ตอนเด็กเลยเป็นคนที่ชอบวาดรูป วาดการ์ตูน ชอบเรื่องเกี่ยวกับศิลปะ อันนี้ไม่รู้ว่ายังไงแม่ถึงตั้งชื่อศิริศิลป์เป็นศิลปะที่ดีงาม

ผมโตมาในโรงเรียนชายล้วน ใช้ชีวิตแบบเด็กผู้ชายทั่วไป เล่นกีฬา ถามว่าตั้งใจเรียนไหม ก็ระดับกลาง บางทีก็ดี บางทีก็ไม่ดี แล้วแต่วิชา ชอบไม่ชอบแล้วแต่ช่วงนั้นสนใจเรียนหรือเปล่า ผมมาสนใจดนตรีจริง ๆ น่าจะสักประมาณ ม.1 เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่จับคือกีตาร์ คือตอนนั้นเหมือนเป็นงานรวมญาติ เหมือนลูก ๆ หลาน ๆ จะมาโชว์ความสามารถกัน ผมเห็นญาติคนหนึ่งเล่นกีตาร์โชว์ โหเท่จังวะ ฉันต้องใช้วิธีนี้ไปจีบหญิงได้แน่ ๆ ก็เลยจับกีตาร์ กลับมาก็ขอกีตาร์คุณพ่อ ตอนนั้นคุณพ่อเป็นหมอด้วยแล้วก็เป็นเจ้าของโรงจำนำด้วย พ่อก็ไปรื้อกีตาร์ในโรงจำนำมาให้ 2 ตัว เป็นกีตาร์คลาสสิก ทีแรกเอามาก็จับงง ๆ พ่อก็สอนบ้างไม่สอนบ้าง งง ๆ อยู่พักหนึ่ง เหมือนจะไม่ค่อยได้เรื่อง คุณพ่อเลยบอกว่าถ้าชอบก็ไปเรียนดูแล้วกัน

ผมไปเรียนกีตาร์คลาสสิกก่อน ก็โอเคเล่นได้ อาทิตย์เดียวเล่นเป็นเพลงได้แล้ว เลยเล่นกีตาร์มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตอนนั้น แต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองร้องเพลงได้ด้วย จนกระทั่งประมาณ ม.5 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญมีประกวด Ac Music Contest ก็ลงประกวดไป คือจริง ๆ ลงประกวดตั้งแต่ ม.4 แล้ว ในฐานะเป็นวงแล้วก็เป็นมือกีตาร์โซโล่ แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะตกตั้งแต่รอบคัดเลือก จนมา ม.5 นักร้องเดิมออก เราพยายามหานักร้องใหม่ แต่หาไม่ได้สักที เอาใครมาร้องเขาก็ไม่ค่อยอินกับเรา เราก็ไม่ค่อยอินกับเขา จนจะถึงเวลาแข่งอยู่แล้วก็เออเดี๋ยวกูร้องเองก็ได้ เลยเป็นกีตาร์ด้วยร้องด้วย ปรากฏว่าวงดนตรีได้ที่ 1 แล้วก็ได้นักร้องยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน เลยรู้ตัวว่าร้องเพลงได้นี่หว่า ถึงเริ่มมาทางร้องเพลงมากขึ้น

The People: ตอนนั้นมีคิด ไว้ว่าชีวิตจะมุ่งมาทางดนตรีเลยหรือเปล่า

ศิริศิลป์: ดนตรีไม่เคยอยู่ในหัวเลยว่าจะเป็นทางหลักของชีวิต ไม่เคยเลยตั้งแต่เด็ก ไม่เคยอยู่ในแผนเลยแม้แต่นิดเดียว ตอนแรกจับกีตาร์ก็เป็นงานอดิเรก เป็นทักษะเสริม วงดนตรีก็ไม่ได้คาดหวังว่าเราจะเก่งกาจขนาดมาเป็นศิลปิน แต่ชอบดูวิดีโอคอนเสิร์ตของฝรั่ง เคยนึกภาพแวบ ๆ ว่าอยู่บนเวทีก็คงมันดีเนอะ เท่ดี แต่ก็ไม่เคยอยู่ในแผนชีวิตอยู่ดี แผนชีวิตคือตั้งแต่ ม.4 กวางตั้งใจแล้วว่าเป็นสถาปนิกแน่นอน คือเลือกสายวิทย์ ไบโอฯ ไม่เรียน ตั้งใจเรียนที่จะมามุ่งทางสายสถาปัตย์เลย เอ็นทรานซ์ 4 อันดับก็เลือกสถาปัตย์หมดทุกอันดับ คือจะเรียนสถาปัตย์ให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เรียนแม่งเลย

สรุปได้สถาปัตย์จริง แต่ปรากฏว่าชีวิตมาหักมุมตรงตอนจบ ม.6 ปุ๊บ สอบเอนท์ติดเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนั้นไปเที่ยวกับที่บ้าน ซื้อกรุ๊ปทัวร์ไปเกาหลีกัน ปรากฏไปเจอพนักงานฝึกงานของแกรมมี่อยู่ในกรุ๊ปทัวร์เดียวกัน เขาถ่ายรูปเราแล้วเอาไปให้ที่แกรมมี่ดู ปรากฏว่าที่แกรมมี่เขาโอเคแล้วเรียกเข้าไปเทสต์ ก็โอเคผ่านเป็นศิลปินฝึกหัด แล้วถึงจะมาจับคู่กลายเป็นวง AB Normal ปรากฏว่าไอ้เนี่ยทำให้แผนทุกอย่างพังทลายหมดเลย แผนที่ตั้งใจจะไปเรียนสถาปัตย์ต่อ เรียนสถาปัตย์จบ 5 ปี (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) จะไปต่อที่เยอรมนีด้านสถาปัตย์เหมือนกัน ทั้งหมดพังตั้งแต่ยังไม่ถึงปี 1 เลย

ถึงแม้ว่าจะเป็นศิลปินที่เซ็นสัญญา 5 ปีกับแกรมมี่แล้ว ก็ยังไม่ใช่แพลนชีวิตหลักอยู่ดี เราไม่ได้คิดว่ามันจะเปรี้ยงปร้าง จะสำเร็จ จะเลี้ยงดูชีวิตได้ จะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปในสายนี้ได้ ไม่เคยอยู่ในหัว ถามว่าชอบดนตรีไหม ชอบ แต่ถามว่าจะเอามาเป็นหลักของชีวิตไหม ณ ตอนนั้นยังไม่ใช่ ก็ทำไปอย่างนั้นแหละ เราเอาสนุกอย่างเดียวเลย สนุกที่จะทำ สนุกที่จะเดินทางออกทัวร์

The People: เรียกได้ว่าตอนนั้นคุณแทบไม่เรียกตัวเองว่าศิลปินเลย?

ศิริศิลป์: คือกวางเป็นคนประเภทไม่ได้คิดวางแผนชีวิตว่าฉันจะต้องมีความมั่นคงในอนาคตฉันต้องการแค่ว่าฉันสนุกตอนนี้ฉันมีความสุขตอนนี้เพราะฉะนั้นมันก็ยังเป็นความสนุกอยู่ตอนนั้นแล้วก็ยังไม่เรียกตัวเองว่าเป็นอาชีพศิลปินด้วยเวลาเขียนในแบบฟอร์มทั้งหลายจะเขียนเป็นอาชีพอิสระจะไม่ยอมเขียนว่าตัวเองคือศิลปินตอนนั้นยังไม่เชื่อว่าตัวเองคือศิลปินแบบเต็มตัว

จนที่หยุดวงไป 6 ปี ตอนนั้นไปลองทำอย่างที่เราฝันดู เปิดบริษัทกราฟิกดีไซน์ใหญ่โต มีพนักงาน อยากลองใช้วิชา เราอยากลองดูว่าไอ้ที่เราฝันมามันใช้ได้จริงเปล่าวะ ก็ลองทำดู มันสนุกดีนะ แต่ถามว่ามันอยู่เลี้ยงชีวิตเราได้ไหม กวางว่า ณ วันนั้นมันไม่โอเคเรื่องนี้ มันสนุกแต่ไม่เวิร์กหลาย ๆ อย่าง เราพยายามทำอยู่ 6 ปี ทำจนสุดตัวจนไปต่อไม่ได้จริง ๆ ประจวบเหมาะกับมาเจอพี่ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) แล้วเพื่อนเราคือวงแคลช เขาชวนไปขึ้นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเขา เลยมีโอกาสได้เคลียร์พวกนั้นแล้วมาลองงานเพลงอีกทีหนึ่ง ซึ่ง ณ วันที่กลับมาคือรู้แล้วว่านี่แหละอาชีพกู หลังจากนั้นในแบบฟอร์มจะเขียนตัวเองว่าเป็นศิลปิน เป็น artist เชื่อมั่นในตัวเองแล้วว่านี่แหละคืออาชีพเรา

The People: ‘พูดไม่ค่อยเก่งเพลงแจ้งเกิดเพลงนี้เปลี่ยนชีวิตคุณไปขนาดไหน

ศิริศิลป์: เปลี่ยนหลายอย่าง อย่างแรกที่เปลี่ยนคือความฝันที่วางแผนมายาวนานพังทลายหมดเลย ไปเรียนต่อเมืองนอกอะไรพังทลายหมด อันนี้คือสิ่งแรกที่มีผลกระทบอย่างจริงจัง อย่างที่สองก็น่าจะเป็นเรื่องนิสัยก็มีเปลี่ยนบ้างนะ นิสัยช่วงเด็กก็จะเกรี้ยวกราดขึ้น เนื่องด้วยเราอาจเป็นอย่างที่เขาเคยพูดกันว่าพอดังชั่วข้ามคืน การรับพลังก้อนนั้นมาบางทีมันใหญ่เกินเด็กอายุแค่นั้น เพราะตอนนั้นน่าจะแค่ 17-19 แล้วคิดดูว่าเด็ก 17-19 มีคนมาเอาใจเยอะขนาดนั้น มีเงินมโหฬารขนาดนั้นมาให้เราใช้

ความเกรี้ยวกราดที่เคยมี อย่างเช่นไปเล่นคอนเสิร์ตกับวงอื่น ๆ ก็จะอีโก้สูงมาก จะไม่ยอมเล่นเป็นวงเปิด จะเล่นวงปิดเท่านั้น สมมติอันไหนจำเป็นต้องเล่นก่อน ก็จะไม่อยู่ดูใครเลย เล่นเสร็จขึ้นรถกลับบ้าน หรือฉันก็ไปปาร์ตี้ของฉันเลย คือไม่สนกับการดูวงอื่น เพราะคิดในหัวว่ากูเก่งสุด กูเบอร์หนึ่งที่สุด ซึ่งมันเป็นความแย่ ณ ตอนนั้นซึ่งเราไม่รู้ตัว เราคิดว่าร็อกเกอร์ ร็อกแอนด์โรลล์ต้องกร่าง ๆ เกรี้ยวกราด

จนกระทั่งวันหนึ่งถึงจุดเปลี่ยนเรามีโอกาสได้เล่นกับวงหนึ่งซึ่งวันนั้นนึกอะไรไม่รู้อยู่ๆก็ดูเหมือนขี้เกียจกลับก็ไปแอบดูเขาเล่นอยู่ชั้นล่างแล้วเหมือนขาตายเหมือนตกอยู่ในภวังค์ยืนน้ำตาไหลดูจนจบโชว์ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเลยติดอยู่ตรงมุมที่เราอยู่ดูแล้วก็คิดในหัวว่ากูไปทำอะไรอยู่วะไปอยู่ที่ไหนมาตั้งนานนี่เขาไปถึงไหนกันแล้วเขาเลิกเล่นแบบที่เราเล่นมาตั้งนานแล้วเขามีอะไรใหม่ๆมาให้ดูตั้งเยอะแล้ววันนั้นคือการทุบกำแพงครั้งใหญ่เลยความอีโก้ที่กวางบอกตอนแรกว่ากูต้องเป็นที่หนึ่งตลอดกูอยู่ที่สองไม่ได้ทำให้ไม่ฟังใครเลยไม่ดูใครเลยหลังจากวันนั้นคือฟังเพลงเพราะมากเลยฟังเพลงคนอื่นเปิดฟังแบบเฮ้ยวงนั้นออกเพลงใหม่มาขอฟังหน่อยยืนดูคอนเสิร์ตเขาเล่นยังไงวะคือเปิดโลกใหม่แบบสบายขึ้นเยอะจากที่เราเคยเกร็งกับความอีโก้ของเรา

The People: วงนั้นคือวงไหน

ศิริศิลป์: Retrospect ครับ

The People: มองย้อนกลับไป อีโก้ที่มีในอดีต มุมหนึ่งมันช่วยผลักดันตัวคุณหรือเปล่า

ศิริศิลป์: นิสัยกวางตั้งแต่เด็กคือเป็นคนที่ไม่ยอมอยู่ข้างหลัง ถึงแม้จะเป็นมือกีตาร์ก็ไม่อยู่ข้างหลังอยู่ดี เราจะมาข้างหน้า จะเล่นเต็มที่ จะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแถวสอง ลงมาที่สองจะเป็น break down ของชีวิตมากๆจะรู้สึกเฟลไปหมดเลยอันนี้เป็นนิสัยที่กวางคิดว่าไม่ใช่ข้อดีแต่ข้อดีของมันคือเป็นเชื้อเพลิงที่ผลักดันเราอย่างรุนแรงมากๆแต่ก็เป็นเชื้อเพลิงที่ไวไฟมากๆเผลอแป๊บเดียวทำให้ชีวิตเราวุ่นวายแย่ทำให้สุขภาพจิตเราแย่

The People: ตอนนั้นมีวิธีสร้างสรรค์งานเพลงใต้กรอบอีโก้ตัวเองอย่างไร

ศิริศิลป์: นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตอนนั้นกวางยังไม่ยอมเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน คือตอนนั้นอึดอัดมาก เพราะในยุคของกวางประมาณสักอัลบั้ม 1-2 เป็นยุคที่โดนตีกรอบด้วยคำว่าป๊อปรุนแรงมาก ไม่เหมือนยุคนี้ ยุคนั้นทุกอย่างจะต้องอิงกับว่าไอ้เพลงนี้ทำเงินแค่ไหน ไอ้เพลงนี้แมสแค่ไหน ไอ้เพลงนี้ป๊อปแค่ไหน เพลงนี้ตลาดแค่ไหน เกลียดคำนี้มากตลาดแค่ไหน (หัวเราะ) คือทุกอย่าง ณ ยุคนั้นถูกตีกรอบ กรอบมันจะเล็กและแคบมาก จะให้ใครแต่งเพลงก็ต้องเป็นนักแต่งเพลงที่มีชื่อด้านความป๊อป ด้านความตลาดอยู่แล้ว โอกาสที่เราจะแทรกแซงเข้าไปใช้ความสามารถของเรา หรือไอเดียของเราที่แหวกออกจากกรอบแทบจะเป็นไปได้ยากมาก อาจจะมีแทรกไปได้เศษ 1 ส่วน 5 คือน้อยมาก

อันนี้ก็เป็นความลับเหมือนกัน คือจะบอกว่าเพลงพูดไม่ค่อยเก่งเป็นเพลงที่ไม่มีใครในวงชอบเลย เพราะกวางเป็นพวกนูเมทัล พวก Limp Bizkit, Korn, Incubus คือเป็นอีกแบบหนึ่งเลย อย่างคนอื่นในวงก็จะชอบอีกแนว ส่วนใหญ่จะเป็นแนวร็อกจ๋า ๆ รุนแรงทั้งนั้น แต่ว่าเพลงแรกโดนกึ่ง ๆ บังคับให้ปล่อยเพลงอะคูสติก ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดทำไมวะโวยวายกันรุนแรงมาก แต่ด้วยความเด็กก็โอเค ยอมก็ได้พี่ ตามนั้นแล้วกัน เพราะเราไม่ได้เชื่อว่าเราจะทำอาชีพนี้ ได้ออกอัลบั้มก็โอเคแล้ว ปรากฏว่ามันกลายเป็น signature ของ AB Normal ตั้งแต่วันนั้นเลย ทำให้การทำเพลงหลังจากนั้นต้องอิงจาก signature เรา เพราะทำอย่างอื่นคนก็จะงง ๆ หน่อย

The People: ความอึดอัดที่ต้องทำเพลงตามกรอบมีผลต่อการก้าวออกจาก AB Normal?

ศิริศิลป์: มีผลมาก คือ 2 อัลบั้มแรกอย่างที่บอกมันอยู่ในกรอบเล็กมาก ๆ ซึ่งเราก็ยังไม่มีโอกาสเป็นโปรดิวเซอร์เอง ยังไม่มีโอกาสที่จะทำเพลงเองเยอะมากมายขนาดนั้น ได้ทำบ้างนิดหน่อย พอถึงอัลบั้มที่ 3 มีหน้าที่ทำเองแล้ว แต่ก็คิดตลอดว่าจะทำยังไงดีให้ออกจากกรอบนั้น โดยที่ผู้ใหญ่ไม่เอ๊ะ คือกวางก็พยายาม ทุกคนในวงก็พยายามแบบว่าอัลบั้มนี้ต้องใหม่นะเว้ย พูดกันก่อนทำอัลบั้มทุกครั้งเลย อัลบั้มนี้ต้องใหม่นะเว้ย ๆ แต่ว่าเราก็ยังใช้บุคลากรเดิม ๆ ยังอยู่ในโซนเดิม ๆ ยังอยู่ในการทำงานขั้นตอนแบบเดิม ออกมาอ้าวแม่งก็เหมือนเดิมนี่หว่า ยังไม่เห็นมีอะไรต่างเลย อาจจะแค่ซาวนด์เปลี่ยน ซาวนด์ทันสมัยขึ้น เพราะอุปกรณ์ดีขึ้น แต่ถามว่าเปลี่ยนหรือเปล่า ก็ไม่เปลี่ยน

จนกระทั่งไอ้ตอนที่หยุดวงนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งเหมือนกันที่แบบกูไม่รู้จะทำอะไรใหม่แล้ว ทำออกมาดีดกีตาร์ก็คอร์ดวน ๆ เหมือนเดิม กวางนั่งแต่งจากกีตาร์ส่วนใหญ่ ทำออกมาเมโลดี้ก็เหมือนเดิม อะไรก็เหมือนเดิม เนื้อหาก็วน ๆ รัก ๆ เลิก ๆ เหมือนเดิม เลยบอกว่าขอหยุดแป๊บหนึ่ง ไปหาประสบการณ์ชีวิตเพิ่มก่อน ระหว่างที่หยุดไปก็ได้อะไรใหม่ ๆ มา อย่างพวกดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่กวางไปฟัง แล้วอยากรู้ว่าเขาทำยังไง เลยไปศึกษาต่อ ไปลองเป็นดีเจเปิดแผ่น ไปลองเล่นกับคนอื่น ได้เจอน้อง ๆ ทีมใหม่ ๆ เลยกลับมาทำครั้งใหม่ ณ วันนี้ ที่กวางเรียกว่าใหม่จริง ๆ เพราะรื้อทุกอย่าง รีโนเวทครั้งใหญ่เลย ไม่มีบุคลากรเดิมเลย ถึงได้ breakthrough ตรงนั้นได้กวางว่าที่ออกมาจากคอมฟอร์ตโซนได้แท้จริงคือตอนที่มาทำเดี่ยวกับจีนี่เรคคอร์ดรอบนี้

อย่างที่บอก กวางพยายามมานานแล้ว คือพยายามดัน ไม่ใช่ตัดสินใจว่าวันนี้จะโดดออกแล้ว ไม่ใช่ คือใจเรา ตัวเรา หัวเรามันไปตั้งนานแล้ว คือพยายามดัน ๆ จนดันไม่ไหว จนหมดทางดันแล้ว ไม่รู้จะไปทางไหนเลยหยุดไป ยอมตัด พักก่อนแป๊บหนึ่ง พอกลับมาครั้งนี้ ตอนแรกสิ่งที่กลัวสิ่งเดียวเลยคือกลัวว่าเราถือผลงานเข้ามาที่จีนี่ฯ แล้วบอกว่าผมอยากทำแบบนี้เป็นแบบใหม่ กลัวว่าเขาจะไม่เอา ซึ่งถ้าไม่เอาเราก็ต้องไปทำของเราเองข้างนอก เดินไปวันแรกกะว่ากูโดนด่าแน่ เอาเพลงอิเล็กทรอนิกส์ไปให้พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) ฟัง โดนแน่ ๆ ผิดคาดครับ ปรากฏว่าพี่นิคบอกว่าโอเคทำเลย ชอบ ก็ทำเลย ยังจำคำพี่นิคได้อยู่เลยที่บอกว่าถ้าทำแล้วอย่ายอมแพ้ อย่าเดินกลับหลัง อย่ายูเทิร์นคือเหมือนเขากลัวว่าทำไปสักพักแล้วฟีดแบ็กไม่ดี แล้วจะกลับไปแบบพูดไม่ค่อยเก่งดีกว่าก็น้อมรับคำนั้นมาเป็นเหมือนตัวผลักดันเราให้ตัดสินใจทำแบบใหม่แล้วก็คือให้มันใหม่จริงๆ

The People:  นอกจากงานเพลง ชีวิตของคุณยังอยู่กับความเร็ว”?

ศิริศิลป์: มีหลายสาเหตุ อย่างแรกคือชอบรูปลักษณ์ก่อน เราเป็นดีไซเนอร์ เมื่อก่อนจะชอบรถสวย ๆ ชอบการดีไซน์สวย ๆ อยากเป็นดีไซเนอร์ออกแบบรถด้วย มีความใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะซื้อรถสปอร์ตให้ได้ ถึงวันหนึ่งก็ซื้อได้จริงจากการทำงาน วันที่ซื้อรถสปอร์ตคือทุ่มหมดบัญชีเลย เหลือศูนย์ บางคนอาจจะไม่เคยเห็นบัญชีเลขศูนย์แบบศูนย์จริง ๆ  เพราะเรารูดออกมาทั้งบัญชีเลย 4 ล้านกว่าเรียกว่าเก็บตังค์ได้ก็เทให้รถสปอร์ตหมดเลยก็ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบบัญชีศูนย์เป็นยังไงแล้วก็เข็ดไม่ทำแบบนั้นแล้ว

กลับมาเรื่องรถ เราชอบเรื่องรูปลักษณ์รถก่อน ได้รถสปอร์ตมาแล้ว รถสปอร์ตก็มาคู่กับความเร็ว ก็ลองขับ ๆ ดู รถที่กวางซื้อเป็นรถที่เหมือนสร้างมาเพื่อสนาม เขาก็เลยจัด track day บ่อย ๆ เราก็ลองไปเล่นที่สนาม เลยรู้ว่า อ๋อ รถยังขาดตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น  ทำไมถึงวิ่งเข้าโค้งไม่ได้เหมือนชาวบ้านเขา ก็เริ่มเรียนรู้เรื่องภายในรถ ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์การออกแบบแล้ว อยากเรียนรู้เรื่องเครื่องยนต์ อยากเรียนรู้ว่าช่วงล่างทำงานยังไง ทำยังไงให้รถขับดีขึ้น เร็วขึ้น เบรกดีขึ้น ผมก็เริ่มอินกับรถมากขึ้นเรื่อย ๆ สะสมจนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งมีโอกาสได้เป็นนักแข่งจริง ๆ กับทีม Toyota ซึ่งต้องขอบคุณ นาตาลี เดวิส ที่เป็นคนชวนเข้าไปในทีม เลยยิ่งอินลึกเข้าไปอีก คราวนี้ไปเรียนรู้เรื่องเกมการแข่ง เรื่องเทคนิค racing การแข่งแบบจริงจังเลยเป็นที่มาของทำไมถึงชอบความเร็ว

ส่วนมอเตอร์ไซค์ได้จับครั้งแรกเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เนื่องจากเอามาใช้แก้ปัญหารถติด บ้านเดิมอยู่พุทธมณฑลแล้วต้องไปทำงานที่อโศก ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง เลยทนไม่ไหวแล้วเว้ย ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เลยโทรไปหาเซลล์ Ducati เป็นคันแรกที่เอามา คือซื้อด้วยอารมณ์หงุดหงิดโมโห บ้าหรือเปล่าวะ 3 ชั่วโมง ก็ซื้อมา วันแรกที่ไปรับรถก็ขับไม่เป็น ต้องให้เพื่อนขับหน้าหลังประกบไปตลอดทางจนถึงบ้าน แล้วเหมือนเดิม พอจับปุ๊บก็ชอบปุ๊บ อยากรู้ว่ามันไปได้ถึงไหน เเลยไปเรียนสกิลต่าง ๆ เพิ่ม จากเรียนขับในเมือง มาเรียนเป็นขับรถแข่ง เปลี่ยนเป็นขับรถแข่งในสนาม พอขับรถแข่งในสนามรู้สึกว่ามันก็เร็วดี จากนั้นเหมือนเต็มความสามารถของถนนพื้นดำแล้ว ก็อยากรู้ว่าไปในป่าออฟโรดได้ยังไง ก็ไปเรียนออฟโรดอีก เรียนออฟโรดเสร็จก็มาเรียน Enduro ต่อ เป็นความอยากรู้ที่ไม่สุดสักที ก็จะเรียนไปเรื่อย ๆ

The People:  เรียนรู้อะไรจากความเร็วแค่เสี้ยววินาที

ศิริศิลป์: หลัก ๆ เลยจากการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ทำให้การขับบนถนนของกวางปลอดภัยขึ้น ความกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะแข่งบนท้องถนนหายไปเลย จากตอนเด็ก ๆ ที่ใครมาขับจี้ ใครมาแตะนี่โดนแน่ ซัดด้วยแน่ ไม่มีแล้ว ตอนนี้ต่อให้มาจี้ตูดแค่ไหน ชวนแข่งแค่ไหนก็ขับเท่าเดิม ไป ๆ หลบให้เพราะเราได้สนุกในสนามแล้ว เรื่องความปลอดภัยในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เวลาเกิดขึ้นบนท้องถนน เหยียบน้ำแล้วรถเสียอาการ เราจะไม่ตกใจ กวางว่าน่าจะด้วยสติและความไม่ตกใจทำให้ทุกอย่างช้าลง อาจจะด้วยความที่เราชินกับความเร็ว เลยทำให้เรามีสติมากขึ้น

The People: ชีวิตกับความสวยงามใต้ท้องทะเล?

ศิริศิลป์: กีฬาดำน้ำนี่สวนทางกับมอเตอร์สปอร์ตมาก ๆ  คือเป็นกีฬาสโลว์โคตร ๆ ยิ่งสโลว์ยิ่งเก่ง ยิ่งสโลว์ยิ่งดี ส่วนมอเตอร์สปอร์ตยิ่งเร็วยิ่งเก่ง สลับด้านกันเลย แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ชอบคือกวางเคยมีความใฝ่ฝันตอนเด็กว่าอยากเป็นยอดมนุษย์ อยากเป็นพวก X-Men คือตอนอยู่ในน้ำเหมือนเราเป็นยอดมนุษย์ บินไปไหนก็ได้ แล้วเราอยู่ในโลกที่น้อยคนมากที่จะได้เข้าไปเห็นของจริง เลยรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่พิเศษสำหรับเรา

กวางตะบี้ตะบันเรียนดำน้ำมาก จนเหลือแค่ไปทำ license ก็เป็นครูได้แล้ว อยากเป็นครู อยากชวนเพื่อน ๆ ลงไป อยากให้คนได้เห็นว่าในทะเลสวยแค่ไหน เป็นเรื่องที่กวางอยากจะรณรงค์ด้วยตอนนั้น คือก่อนหน้าที่จะไปดำน้ำ กวางไม่ได้อินกับการที่คนจะทิ้งขยะ แล้วไม่ได้รู้สึกผิดกับการทิ้งขยะลงไปในทะเล กวางว่าสิ่งหนึ่งคือเขาไม่ได้เห็นว่าใต้น้ำสวยแค่ไหน ใต้น้ำบอบบางแค่ไหน ในระยะเวลา 1 ปีสามารถโดนคนทำลายล้างไปได้แค่ไหน

เวลาไปเรียนดำน้ำ ครูจะบอกว่ารีบมาเรียนนะ เดี๋ยวอีกไม่กี่ปีจะไม่มีตรงนี้แล้ว สมมติเราจะไปดูม้าน้ำตัวหนึ่ง ม้าน้ำจะมีบ้านของเขา คือเราโดดน้ำตู้มแล้วมุ่งหน้าปรู๊ดไปตรงนี้ก็จะเจอหน้าม้าน้ำตัวนี้ตลอด จะเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ตลอด เขาอาจจะออกลูกมาก็จะเห็นอีก แต่ระยะเวลาแป๊บเดียวอย่างเรือทิ้งสมอไปโดนปะการังหักหรือขยะมา แป๊บเดียวมันพังเลย ไอ้ที่เราเห็นสวย ๆ สามารถพังได้ภายในระยะเวลาน้อยมาก ๆ ทะเลเป็นสิ่งบอบบางมาก เลยรักทะเลมากขึ้น เพราะได้เห็นและได้เรียนรู้นจริง ๆ

The People: ถึงวันนี้คุณดูสุขมขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรักด้วยหรือเปล่า

ศิริศิลป์: เพื่อน ๆ ทุกคนจะรู้เลยว่าถ้าพูดเรื่องแต่งงานกวางจะไม่เอา ไม่อยู่ในหัวเลยแล้วก็ไม่เชื่อว่าการแต่งงานจะสร้างอะไรดี ๆ ให้กับชีวิตกวาง แต่มีอยู่วันหนึ่งมีคำถามขึ้นมาในหัวว่า สรุปที่ไม่อยากแต่งเพราะไม่อยากแต่ง หรือเพราะยังไม่เจอ เป็นคำถามก้อนใหญ่อยู่ในหัว จนกระทั่งมาเจอหวาน (คนรัก) ถึงได้คำตอบว่า อ๋อ ที่ผ่านมาเราอาจจะยังไม่เจอ เวลาอาจจะยังไม่ใช่ เราต้องเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ใช่ เลยรู้สึกว่าเราเห็นภาพว่าในอนาคต ทำงานกลับมาบ้านต้องมาเจอหวานนั่งอยู่โต๊ะกินข้าวรอกินข้าวอยู่ กลางคืนเราเล่นเกมแล้วต้องขึ้นไปเจออยู่ข้างบน หรือว่าไปทำงานตัวติดกัน ไปไหนมาไหนตัวติดกัน เราเห็นภาพว่ามันจะเป็นยังไง เลยคิดว่าไม่เห็นต้องรอเวลาเลย ก็ถามหวานว่าหวานโอเคไหม คิดแบบเดียวกันไหม ถ้าคิดแบบเดียวกันงั้นก็โอเคตกลงแต่งงานกันดีกว่า

The People: ทุกอย่างในชีวิตขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช่?

ศิริศิลป์: motto ของกวางที่เขียนไว้แทบจะทุกที่เลยคือถ้าเรามีโอกาสทำอะไรเราทำอย่างมั่นใจแล้วทำให้เต็มที่จะไม่ปล่อยโอกาสอะไรให้ผ่านไปสบายๆอย่างน้อยขอลองก่อนอย่างน้อยขอได้ทำมันอย่างเต็มที่ก่อนคือไม่ว่าจะเรื่องดนตรีที่มีโอกาสได้ทำแล้วทำเต็มที่สนุกเต็มที่แล้วก็เรื่องดำน้ำที่มีโอกาสได้เรียนก็เรียนให้สุดจนไม่มีอะไรให้เรียนแล้วจนเราไม่มีแรงจะเรียนแล้ว

อย่างพวกกิจกรรมผาดโผนทั้งหลาย กวางจะบอกทุกคนตลอดว่าตอนนี้ยังมีโอกาส ยังมีแรงให้ทำก็ทำไปก่อน เดี๋ยวตอนแก่ 60 แล้วจะมาบอกว่าอยากไปวิบากเข้าป่า กลับมาหักแล้วไม่มีอะไหล่เปลี่ยน มันก็ไม่มีโอกาสทำอย่างนั้นแล้ว ตอนนี้มีโอกาสก็ทำเต็มที่ทุกอย่างเลย อย่างเรื่องความรัก เราเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ใช่ ถ้างั้นก็ลุยให้เต็มที่เลย

The People: ฝากผลงานช่วงนี้

ศิริศิลป์: เรื่องเพลงก็เป็นซิงเกิลที่ 3 แล้ว ซิงเกิลแรกจะเป็น ‘OXYGEN เป็นพิษต่อมาเป็น ‘Time Machine (เลือกได้)’ เพลงล่าสุดคือเพลงคืนวันจันทร์ก็ทะลุล้านวิวไปแล้วดีใจมาก ๆ ก็ขอบคุณมาก ๆ เลยที่ยอมเปิดใจรับฟังสิ่งใหม่ ๆ ที่กวางพยายามนำเสนอไป แล้วก็จะมีทำเอ็มวีออกมาอีกเยอะแยะมากมาย รอติดตามนะครับ


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ อิมเมจ-สุธิตา กับภาพรวมของชีวิต ดนตรี, ฟุตบอล, ความรัก และเรื่อง sexual harassment    

สัมภาษณ์ โรแม็ง กาฟรัส ผู้กำกับนิวเวฟยุคใหม่ของฝรั่งเศส ลูกแหง่ อิลลูมินาติ เสื้อบอลไทย และแฟนหนังอภิชาติพงศ์

สัมภาษณ์ แจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา เด็กหงส์ผู้อยู่กับการรอคอยมาทั้งชีวิต “ลิเวอร์พูล” เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจเติมเต็มชีวิตที่ขาด

สัมภาษณ์ Jeremyville เพราะทุกอย่างคือศิลปะ

สัมภาษณ์ ชานน สันตินธรกุล “ความฝันของผมอยู่ที่ฮอลลีวูด”

“เราอาจหลงลืมการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติไปแล้ว” สัมภาษณ์ โทโมมิ โยชิมูระ โปรดิวเซอร์ Every Day a Good Day

สัมภาษณ์ YOUNGOHM จากเด็กเรียนที่อยากเป็นแรปเปอร์ สู่วันที่ฝันเลี้ยงชีพเขาได้

สัมภาษณ์ “แด๊ก” เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด เสียงพัง แต่ ฝันไม่เคยพัง