Post on 18/10/2019

เจมส์ คาเมรอน เลิกขับรถบรรทุกมาสร้างหนัง เพื่อเติมเต็มความฝันวัยเด็ก

เด็กทุกคนมีความฝัน แต่ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะทำความฝันได้สำเร็จ หากเด็กคนนั้นมิได้มุ่งมั่นไขว่คว้ามันมากพอ

เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) เป็นเด็กคนหนึ่งในครอบครัวแคนาดาที่ย้ายมาสหรัฐฯ คุณแม่เป็นศิลปินและนางพยาบาล คุณพ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า ทำให้เขาคลั่งไคล้วิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก หลงใหลธรรมชาติ ชอบออกไปจับแมลง งู และผีเสื้อมาเก็บไว้ 

ความฝันแรกของเขาคือการเป็นนักสำรวจ ไม่ใช่ผู้กำกับภาพยนตร์

“ผมจะเอาตัวอย่างพวกนั้นกลับมาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ อย่างที่รู้กัน ผมเป็นพวกบ้าวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ผมทำทั้งหมดนั้น ก็คือความพยายามที่จะทำความเข้าใจโลก และขอบเขตความเป็นไปได้”

เจมส์ คาเมรอน หลงใหลนวนิยายแฟนตาซีไซไฟเป็นอย่างมาก เขาชอบอ่านหนังสืออยู่ในห้อง และออกเที่ยวเล่นในโลกแห่งจินตนาการของตัวเอง เวลาว่างมักจดบันทึกวาดรูปไอเดียต่าง ๆ ลงในสมุดส่วนตัว กระทั่งวันหนึ่งเขามีความคิดว่าอยากนำภาพในจินตนาการเหล่านั้นมาถ่ายทอดออกมาเป็นภาพจริง ๆ 

“พวกเราทุกคนตอนเด็ก ๆ คงเคยอ่านหนังสือ แล้วก็จินตนาการจากคำบรรยายของผู้เขียน วาดภาพอะไรบางอย่างในจอภาพยนตร์ที่อยู่ในหัวของเรา ผมจึงวาดรูปต่าง ๆ ทั้งสัตว์ประหลาดนอกโลก โลกของมนุษย์ต่างดาว หุ่นยนต์ ยานอวกาศ นั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการหาทางปลดปล่อย”

เช่นเดียวกับการชมภาพยนตร์ที่ชวนหลุดเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ เขามองว่ามันเป็นการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง และเริ่มมีความคิดเล็ก ๆ ว่า สักวันหนึ่งอยากจะพาคนอื่นเข้าไปอยู่ในโรงภาพยนตร์ เพื่อรับความรู้สึกเช่นเดียวกับตัวเอง 

ความบ้าคลั่งวิทยาศาสตร์ไซไฟทำให้คาเมรอนเลือกเรียนมหาวิทยาลัย เอกฟิสิกส์ ก่อนจะเปลี่ยนเอกเป็นภาษาอังกฤษแล้วดร็อปกลางเทอม เพื่อผันตัวเป็นคนขับรถบรรทุกอยู่สักพักหนึ่ง และหลังจากที่คาเมรอนได้ชมภาพยนตร์ Star Wars (1977) เขาก็ทิ้งพวกมาลัยแล้วเลี้ยวเข้าทำงานในสายภาพยนตร์แทน

“ตอนที่ผมเลือกหน้าที่การงาน ผมเลือกการสร้างภาพยนตร์ มันเป็นวิธีดีที่สุดที่สอดคล้องระหว่างความอยากเล่าเรื่องกับความอยากสร้างสรรค์” เขากล่าว “ตอนเด็กผมวาดรูปการ์ตูนอยู่เสมอ ดังนั้นการสร้างภาพยนตร์จึงเป็นกkรเอาภาพและเรื่องราวมารวมกันให้มีความหมาย”

และแน่นอนว่า เรื่องราวที่เขาเล่าก็คือเรื่องราววิทยาศาสตร์

ผลงานเรื่องแรกของเขาเป็นภาพยนตร์ขนาดสั้นประมาณ 12 นาที Xenogenesis (1978) ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของโลกไซไฟล้ำยุค กับเรื่องราวคู่หนุ่มสาวที่หลุดเข้ามาในยานอวกาศแล้วต้องหลบหนีเอาตัวรอดจากหุ่นยนต์ขนาดยักษ์ ผลงานนี้สร้างชื่อให้เขาได้งานสายเทคนิคพิเศษ จนถูกว่าจ้างให้กำกับงานศิลป์ใน Piranha II: The Spawning (1982) แต่แล้วทีมงานก็เกิดปัญหาภายในจนผู้กำกับถอนตัว คาเมรอนจึงส้มหล่นรับหน้าที่กำกับภาพยนตร์แทน

แม้หนังยาวเรื่องแรกอาจไม่ได้หวือหวานักเพราะมิได้เป็นไอเดียจากมันสมองของเขา แต่ภาพยนตร์เรื่องสองก็เป็นจินตนาการของเขาโดยตรงที่ดัดแปลงมาจากการฝันร้าย ก่อเกิดเป็น The Terminator (1984) เรื่องราวของหุ่นยนต์สังหารจากอนาคตที่เดินทางมาจัดการ ซารา คอนเนอร์ 

“วันนั้นผมป่วย มีไข้สูงมาก ผมแค่กำลังนอนอยู่บนเตียงและก็มีภาพความฝันแปลกประหลาดโผล่ขึ้นมา ผมว่าไอเดียนี้เกิดขึ้นเพราะผมอยู่ต่างประเทศ (เขาเป็นคนแคนาดาในสหรัฐฯ) และรู้สึกแปลกแยกจากมนุษย์ทั่วไป”

คาเมรอนได้สร้างลายเซ็นตัวเองด้วยเนื้อเรื่องไซไฟที่น่าตื่นเต้น กับเทคนิคการถ่ายทำที่จัดเต็มความทะเยอทะยาน ทั้งใช้คนเชิดหุ่นยนต์ในการถ่ายทำ ใช้เทคนิค Stop Motion เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ภายใต้ทุนสร้างเพียง 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่กลับทำรายได้มหาศาล 78 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

หลังประสบความสำเร็จ เจมส์ คาเมรอน ฝึกฝีมือการกำกับต่อในแฟรนไชส์เอเลี่ยนภาค 2 Aliens (1986) ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาวิชวลเอฟเฟกต์มาครอง และยังเล่นใหญ่ด้วยการสร้างตัวละครที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก 100% ตัวแรกใน The Abyss (1989) เขาทำงานร่วมมือกับบริษัทวิชวลเอฟเฟกต์ Industrial Light & Magic (ILM) ที่ใช้เวลาทำงานกว่า 6 เดือน และใช้จริงในภาพยนตร์เพียง 3 นาที

และ 3 นาทีนั้นกลายเป็นเวทย์มนตร์ที่ปฏิวัติวงการวิชวลเอฟเฟกต์ตลอดกาล

The Abyss (1989)

 

คาเมรอนสานต่อความสำเร็จในการสร้างตัวละครจากคอมพิวเตอร์กราฟิกใน Terminator 2: Judgment Day (1991) กับหุ่น T-1000 หรือที่เรารู้จักในนาม “มนุษย์เหล็กไหล” ยกระดับคุณภาพด้วยการโชว์กราฟิกโลหะเหลวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจไปทั่วโลก คุณภาพของหุ่น T-1000 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในวงการฮอลลีวูดที่ทำให้หลายคนลงทุนและพัฒนาคอมพิวเตอร์กราฟิกในการสร้างภาพยนตร์มาถึงทุกวันนี้

Titanic (1997) เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพที่อาจไม่ได้มีเรื่องราวสุดล้ำ แต่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในการถ่ายทำ เขาระเบิดพื้นที่บริเวณชายหาดในประเทศเม็กซิโกเป็นแอ่งบรรจุน้ำ และใช้เรือจำลองขนาดเท่าของจริงมาถ่ายทำ ทั้งยังโชว์ศักยภาพการกำกับเรื่องราวชู้รักเรือล่มได้ยิ่งใหญ่สมจริง ทำให้หนังเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 14 สาขา ได้กลับมามากถึง 11 รางวัล และขึ้นแท่นหนังทำเงินมากสูงสุด (ณ เวลานั้น) ด้วยจำนวน 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก่อนจะถูกโค่นล้มด้วยผลงานของ เจมส์ คาเมรอน เองในปี 2009

ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ Avatar (2009) ที่ยังเล่นใหญ่พลิกประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้อง 3 มิติเรื่องแรกของโลก เป็นหนังทุนสร้างมหาศาล 280 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ลงทุนกับงานวิชวลเอฟเฟกต์แบบที่ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาอธิบาย เพราะการออกแบบดาวแพนโดราช่างวิจิตรตระการตา เวอร์วังอลังการ และเก็บรายละเอียดได้ทุกกระเบียดนิ้ว พร้อมการถ่ายทำด้วยเทคนิคพิเศษ Motion Capture (แบบที่ใช้สร้างตัว กอลลัม ในเรื่อง The Lord of the Rings) ที่พัฒนามานานกว่า 10 ปี ทำให้เกิดตัวละครชาวนาวีสมจริง 

“ผมเขียนเรื่อง Avatar ขึ้นในปี 1995 โดยสร้างขึ้นจากไอเดียที่ผมมีช่วงเรียนมหาวิทยาลัยตอนอายุ 19 ปี เมื่อราว ๆ 20 ปีที่แล้ว หรืออาจนานกว่านั้น และต้องใช้เวลาอีกกว่า 10 ปีก่อนที่จะได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นจริง”

ปัจจุบัน คาเมรอนยังประกาศสร้างภาคต่อถึง 4 ภาครวด กำหนดฉายไกลสุด Avatar 5 ในปี 2027 โดยกองถ่าย Avatar 2 มีการเสิร์ฟอาหารสไตล์วีแกนหรือไม่มีผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ใด ๆ ด้วยเหตุผลว่า อยากให้ทุกคนเริ่มหันมารับประทานอาหารจากพืชผักเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางสุขภาพอย่างเดียวเท่านั้น แต่เพื่อประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมด้วย

Avatar (2009)

 

ไม่เฉพาะภาพยนตร์ เขายังเคยสร้างสารคดีเพื่อตอบสนองความชอบตัวเองอย่างการดำน้ำกับ Ghosts of the Abyss (2003) สำรวจเรือไททานิค และ Aliens of the Deep (2005) สำรวจสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดใต้ทะเล พร้อมยกกล้อง IMAX และ IMAX 3D ลงไปในถ่ายทำ

“มันเป็นความฝันอยากเป็นนักดำน้ำตั้งแต่อายุ 15 ปี ผมอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในแคนาดา ทะเลใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไป 600 ไมล์ จนกระทั่งพ่อเจอโรงเรียนสอนดำน้ำในบัฟฟาโล นิวยอร์ก และผมได้ใบอนุญาตดำน้ำในสระน้ำ ก่อนจะลงทะเลจริง ๆ ในอีกสองปีต่อมา”

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี เจมส์ คาเมรอน ดำน้ำนานกว่า 3,000 ชั่วโมง อยู่ในเรือดำน้ำกว่า 500 ชั่วโมง เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับนิเวศของท้องทะเลลึก 

“ช่างอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่น่าตื่นตาตื่นใจ เหนือจินตนาการของเรา จินตนาการของธรรมชาติช่างไร้ขอบเขตกว่ามาก เมื่อเทียบกับจินตนาการที่คับแคบของมนุษย์ ทุกวันนี้ ผมยังคงยืนตะลึงกับสิ่งที่ผมเห็นเวลาดำน้ำเสมอ”

Aliens of the Deep (2005)

 

หากนับกันตามจริงแล้ว เจมส์ คาเมรอน สร้างภาพยนตร์เพียง 10 เรื่องเท่านั้น แต่ความยิ่งใหญ่ของเขาคือการสร้างประวัติศาสตร์หลายต่อหลายครั้ง หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จที่เขาเคยพูดบนเวที TED Talks คือความสงสัยใคร่รู้ที่เป็นแรงผลักดันให้เขามีจินตนาการ ไม่สร้างข้อจำกัดให้ตัวเอง และกล้าที่จะทำ

“สิ่งที่ผมจะบอกกับพวกคุณ ไม่ว่าพวกคุณจะทำอะไร หรือกำลังทำอะไรอยู่ ความล้มเหลวเป็นหนึ่งในทางเลือกของเรา และความกลัวเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญ”

ในทางกลับกัน ข้อเสียอย่างเดียวที่ทีมงาน นักวิจารณ์ หรือแม้กระทั่งเว็บบอร์ดต่าง ๆ กล่าวถึงเขาคือตัวตนที่เต็มไปด้วยอีโก้ เขาเชื่อมั่นในความคิดตัวเองอย่างมาก แต่นั่นก็เป็นความต้องการให้ผลงานเพอร์เฟกต์ที่สุด ยกตัวอย่าง เหตุการณ์การดัดแปลงบท Spider-Man โดยไม่เคารพต้นฉบับเกี่ยวกับการสร้างเครื่องยิงใย โดยคิดว่า ปีเตอร์ พาร์กเกอร์ ควรยิงใยจากข้อมือตัวเอง ทำให้แฟนคลับรู้สึกผิดหวัง 

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกการสัมภาษณ์ของเขามักจะบอกว่า “คนเดียวที่คุณจำเป็นต้องทำให้พอใจมากที่สุดไม่ใช่เหล่านักวิจารณ์ ไม่ใช่กองเชียร์ และไม่ใช่สตูดิโอ แต่คือตัวคุณเอง”

เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในวันที่เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Titanic เจมส์ คาเมรอน จะตะโกนแบบตัวละคร แจ็ก ดอว์สัน “I’m the king of the world!” 

เป็นผู้กำกับ The King ใน World ของตัวเอง

Titanic (1997)

 

ที่มา

https://www.biography.com/filmmaker/james-cameron

https://www.businessinsider.com/james-cameron-came-up-terminator-during-dream-2015-6

https://www.ted.com/talks/james_cameron_before_avatar_a_curious_boy/transcript

https://indianexpress.com/article/entertainment/hollywood/avatar-director-james-cameron-dreams-inspire-his-films-4799269/

https://thestandard.co/james-cameron/


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สามหมีจอมป่วน เพราะหมีก็มีหัวใจ กับการเป็นตัวเเทน “คนนอก” ในสังคม

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ฟ้าหลังฝนอันสดใส และการหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง

รวมสถานที่ผีสิงวงการเพลง เรื่องจากบ้านสุดหลอนของ ริก รูบิน ที่ทำเอา ทอม ยอร์ก, แอนโทนี คีดิส และคอรีย์ เทย์เลอร์ หัวฟูมาแล้ว

ทอม ฮิดเดิลสตัน อยากเกิดเป็นตัวพระ แต่เขาลิขิตให้เป็นตัวร้าย

As It Was – เลียมเหลือทนแล้วนั่น บันทึก (วีร) กรรมเดือดดาลของเลียม กัลลาเกอร์

คานเย เวสต์ จากแรปเปอร์ตัวพ่อสู่การเป็น Yeezus เส้นทางแฟชันที่มี Yeezy เป็นเดิมพัน

“กูลิโกะแมน” คือใคร ทำไมวิ่งแค่ 300 เมตร ถึงเข้าเส้นชัย

ทาเคชิ บีต คิตาโนะ: ชายผู้มี “จังหวะ” ชีวิต จากดาวตลก สู่ ผู้กำกับหนังยากูซ่าชั้นครู