Post on 03/05/2019

เควิน ไฟกี จากเนิร์ดผู้เกือบไม่ได้เรียนหนัง สู่โปรดิวเซอร์หนังซูเปอร์ฮีโรผู้ทรงอิทธิพล

“ธานอส” อาจมีอิทธิฤทธิ์สามารถลบสิ่งมีชีวิตออกไปได้ถึงครึ่งจักรวาลเพียงแค่ดีดนิ้ว แต่พลังของเขาไม่อาจเทียบได้เลยกับชายผู้กุมชะตากรรมของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโรมาร์เวลไว้ในกำมือ ต่อให้ธานอสดีดนิ้วเป็นร้อยครั้งก็ลบเขาออกไปไม่ได้ ชื่อของเขาคือ เควิน ไฟกี ผู้อำนวยการสร้างใหญ่แห่ง Marvel Studios ผู้ทำให้หนังซูเปอร์ฮีโรในจักรวาล Marvel Cinematic Universe หรือ MCU กอบโกยเงินทองทั่วโลกไปไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทุกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ย่อมเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ไฟกีก็เช่นกัน เขาเกิดที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาซูเซ็ตต์ สหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายไปอยู่รัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาใช้เวลาวัยเด็กเหมือนเด็กคนอื่น ๆ คือสนใจและชื่นชอบการอ่านหนังสือการ์ตูน ทุกวันพุธเขาจะไปร้านหนังสือการ์ตูนซึ่งจะมีหนังสือเล่มใหม่ ๆ วางขาย และเป็นแฟนตัวยงของ X-Men การ์ตูนยอดฮิตสมัยนั้น

แม้ในสายตาใครต่อใครอาจมองว่าเขาเป็นแฟนหนังสือการ์ตูน แต่ไฟกีมักบอกว่าตัวเองเป็นแฟนหนังมากกว่า โดยเฉพาะหนังที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนหรือมีความเป็นหนังสือการ์ตูน เพราะไม่เพียงการเดินเข้าร้านหนังสือแล้ว ในวัยเด็กเขาแทบจะสิงอยู่ในโรงภาพยนตร์ทุกวันศุกร์

หนังโปรดของเขาประกอบด้วย Superman (1978) ของผู้กำกับ ริชาร์ด ดอนเนอร์, Batman (1989) ของ ทิม เบอร์ตัน, Star Trek (1979-ปัจจุบัน), Indiana Jones (1981-2008), ไตรภาค Back to the Future (1985-1990) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Star Wars (1977-ปัจจุบัน) ซึ่งไฟกีรักมาก เขาไม่เคยเหยียดหยามหนังภาคต่อว่าด้อยค่าหรือไม่มีความเป็นต้นตำรับ เพราะเขา “ตื่นเต้นเสมอเวลาเห็นตัวละครที่ผมรักเติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป”

เมื่อไฟกีดูหนังจบ เขาจะจดรายละเอียดเกี่ยวกับหนังลงในสมุดบันทึกตามประสาเด็กเนิร์ด เรื่องนี้ดูที่ไหน เรื่องนั้นดูไปกี่รอบ ระบบเสียงเป็นอย่างไร ฯลฯ ถ้าหนังเรื่องไหนทำให้เขามีความสุขก็รู้สึกดี แต่ถ้าเรื่องไหนมีปัญหาน่าขัดใจเต็มไปหมด เขาจะชอบคิดไอเดียที่เจ๋งกว่า และสร้างหนังเรื่องใหม่ขึ้นมาในหัวตัวเอง พฤติกรรมดังกล่าวหล่อหลอมให้ไฟกีอยากเป็นนักทำหนัง เขามุ่งมั่นกับเส้นทางสายนี้อย่างเต็มตัว

เมื่อถึงเวลาเลือกเรียนมหาวิทยาลัย เขาส่งใบสมัครเข้าเรียนคณะศิลปะภาพยนตร์ (Cinematic Arts) มหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย (University of Southern California) ที่ยอดนักทำหนังอย่าง จอร์จ ลูคัส (เจ้าพ่อ Star Wars) และ โรเบิร์ต เซเม็กคิส (ผู้กำกับ Back to the Future) เป็นศิษย์เก่า แต่กว่าจะได้เรียนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเขาโดนคณะตอบปฏิเสธ

ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่โดนปฏิเสธมากถึง 5 ครั้ง! มีบางช่วงที่ผมคิดว่าเราคงไม่ได้เรียนแล้วมั้ง คงต้องหาเอกอื่นเรียนแล้วสินะ คงต้องหาเส้นทางอาชีพใหม่แล้วล่ะ”

 

แม้จะโดนมองข้ามบ่อยจนถ้าเป็นคนอื่นคงหมดใจไปแล้ว ถึงอย่างนั้น ความมุ่งมั่นของเขาก็หาได้ลดน้อยลงไม่ และหลังจากส่งใบสมัครเข้าคณะเดิมเป็นครั้งที่ 6 ในที่สุดโชคก็เข้าข้างเสียที เขาได้จดหมายตอบรับเข้าเรียนในสถาบันอันทรงเกียรติ ที่เหลือจากนั้นคือประวัติศาสตร์ที่เข้าเป็นผู้สร้าง

ปี 1994 ไฟกียื่นใบสมัครขอฝึกงานในสตูดิโอทำหนังของ ริชาร์ด และ ลอเรน ชูเลอร์ ดอนเนอร์ ซึ่งรายแรกเป็นผู้กำกับ Superman เวอร์ชันที่ไฟกีชื่นชอบ แต่ตอนฝึกงานเขาไม่ได้รับโอกาสให้ทำอะไรมากเท่าที่ควร อย่าว่าแต่เข้าไปมีส่วนร่วมในเบื้องหลังงานสร้างเลย หน้าที่ของเขามีเพียงแค่พาหมาไปเดินเล่น ไปซื้อข้าว และเอารถไปล้างแค่นั้น

อย่างไรก็ตาม ไฟกีก็ไม่เคยดูแคลนงานดังกล่าว และผลจากการตั้งใจทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เข้าตาดอนเนอร์ เขาได้ทำงานในบริษัทอย่างเต็มตัวตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เขาสนุกกับการทำงานถึงขนาดไม่ได้ไปงานรับปริญญาของตัวเองด้วยซ้ำ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นข้ออ้างไม่เข้ารับปริญญาที่เข้าท่าไม่น้อย

เมื่อกลายเป็นนักทำหนังมืออาชีพ หนัง 2 เรื่องแรกที่เขามีส่วนร่วมอย่างจริงจังคือ Volcano (1997) หนังหายนะภูเขาไฟระเบิด และ You’ve Got Mail (1999) หนังรักโรแมนติกของ ทอม แฮงค์ส และ เม็ก ไรอัน คู่ขวัญแห่งยุค 90s โดยทำหน้าที่ผู้ช่วยประจำตัวของ ชูเลอร์ ดอนเนอร์ ซึ่งเขาภาคภูมิใจไม่น้อยและได้เรียนรู้อะไรมากมาย

ไฟกียังไม่ได้ก้าวเข้าสู่โลกของหนังซูเปอร์ฮีโรจนกระทั่งค่าย Fox ประกาศว่าจะทำหนังซูเปอร์ฮีโรที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง X-Men และเขาก็ตบเท้าเข้าสู่โปรเจกต์ในฐานะผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ (Associate Producer)

หากมองย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 1990s หนังซูเปอร์ฮีโรมักถูกดูแคลนว่าเป็นหนังหลอกเด็ก เป็นความบันเทิงฉาบฉวย ไฟกีและดอนเนอร์พยายามสุดความสามารถเพื่อให้หนังออกมาดีตามที่ควรจะเป็น ไบรอัน ซิงเกอร์ ซึ่งเป็นแฟนหนังสือการ์ตูนตัวยง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Superman) ถูกเลือกมาทำหน้าที่ผู้กำกับ ได้รับเครดิตชิ้นสำคัญว่าทำให้ X-Men ประสบความสำเร็จ แต่หากปราศจากความรู้ ความเนิร์ดของ ไฟกี ที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเบื้องหลังหลายอย่าง ก็เป็นไปได้สูงว่าหนังคงล่มไม่เป็นท่า

X-Men (2000)

X-Men เข้าฉายในช่วงฤดูร้อนปี 2000 ได้รับเสียงวิจารณ์ด้านบวกและกวาดรายรับไปมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด พิสูจน์ให้เห็นว่าหนังซูเปอร์ฮีโรโทนขึงขังจริงจังนั้นสามารถทำออกมาให้ดีได้อย่างไร งานดังกล่าวคือจุดเปลี่ยนของฮอลลีวูด และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งให้ไฟกีเตะตาผู้คนทั่วฮอลลีวูด

เขาเอาความรู้และความรักในสมัยเด็กมาใช้สร้างชื่อจนได้เข้าไปมีบทบาทด้านเบื้องหลังในหนังซูเปอร์ฮีโร โดยเฉพาะของ Marvel อีกยาวเหยียด ไม่ว่าจะเป็น Spider-Man (2002), Daredevil (2003), The Punisher (2004) และ Fantastic Four (2005) เป็นต้น หนังหลายเรื่องประสบความสำเร็จ แต่หลายเรื่องก็หัวทิ่มอย่างน่าเสียดาย แม้ความสามารถของไฟกีจะไม่มีใครกังขา แต่ ณ จุดนั้นอำนาจของเขายังไม่มากพอที่จะแสดงความคิดเห็นหรือออกคำสั่งได้อย่างเต็มที่

กระทั่งในปี 2007 Marvel ตัดสินใจกลับมาทำหนังด้วยตัวเอง ไฟกีถูกเลือกให้รับตำแหน่งประธานของ Marvel Studios มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดเพื่อสร้างหนังให้ออกมาดีที่สุด แม้จะมีปัญหาว่าลิขสิทธิ์ในการทำหนังซูเปอร์ฮีโรรายเด่น ๆ จะไปอยู่ในมือค่ายอื่นกันหมด

ท่ามกลางตัวเลือกที่เหลืออยู่ ไฟกีตัดสินใจเลือก Iron Man ฮีโร่ในชุดเกราะซึ่งในความคิดของใครหลาย ๆ คน (ยกเว้นตัวเขาเอง) อาจไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่นิยมมากเมื่อเทียบกับเรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาปั้นเป็นเรื่องแรก วางรากฐานเป็นหนังซูเปอร์ฮีโรที่ดีในตัวมันเอง ก่อนจะคิดถึงจักรวาลขยายอันยิ่งใหญ่

ผลที่ออกมาถือว่าเกินคาดไปไกล Iron Man (2008) ประสบความสำเร็จอย่างสูง นอกจากจะเปลี่ยนชีวิต โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นักแสดงมือดีแต่มีปัญหาชีวิตบ่อย ๆ ให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ การติดกระดุมเม็ดแรกอย่างถูกต้องยังส่งผลให้จักรวาล MCU เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามมา

ในแวดวงการทำหนัง การเป็นผู้อำนวยการสร้างอาจไม่ใช่งานที่เซ็กซีเมื่อเทียบกับการเป็นผู้กำกับ แต่นี่คืองานสำคัญและจะขาดไปไม่ได้เลย มันคือการทั้งไม่ทำอะไรเลย และทำมันหมดทุกอย่างเพื่อให้หนังออกมาดี

ผมไม่ได้เขียนบท ไม่ได้กำกับ ไม่ได้เข้าไปนั่งหน้าเครื่องตัดต่อ แต่ผมทำงานร่วมกับผู้คนเหล่านี้ และช่วยเหลือพวกเขาทั้งหมด ผมเชื่อว่างานของผมคือการมองโปรเจกต์ให้ทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ไอเดียตั้งต้นของมัน”

และเพื่อให้เป็นเช่นนั้นได้ ไฟกีจึงตั้งใจเฟ้นหาคนที่เขาเลือกมาให้ทำหน้าที่ในการสร้างสรรค์ภาพขึ้นมาเพื่อควบคุมดูแล เขามักจ้างผู้กำกับเบอร์เล็กที่หลาย ๆ คนมองว่ามีชื่อชั้นไม่มากเท่าไหร่ ทั้งที่จริงแล้วผลงานของพวกเขาถือว่าน้ำดีมีคุณภาพมาก เขาไม่ได้มาที่กองถ่ายบ่อย ๆ เพื่อคุมงานด้วยตัวเอง เพราะเขาไว้ใจคนที่เขาเลือกมา และพอจะรู้ว่าถ้าเขาปรากฏตัวบรรยากาศในกองจะเปลี่ยนไป ถึงอย่างนั้นทุกคนที่ร่วมงานกับเขารู้ดีว่านี่คนที่ทำงานทุ่มเทสุดตัวอยู่เบื้องหลัง คอยคิดคอนเซ็ปต์ใหม่ ๆ และหาไอเดียเพื่อสร้างหนังให้ออกมาดีที่สุด

หนึ่งในคติที่ไฟกียึดถือมาโดยตลอดเมื่อทำหนังซูเปอร์ฮีโรคือการยึดมั่นคติว่า “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้”

พวกเราทุกคนในมาร์เวลมองตัวเองในฐานะของแฟนก่อน เพราะเราเป็นแฟนการ์ตูนก่อนจะเป็นคนทำหนังเสียอีก” ซึ่งจริงดังที่เขาว่า หากไม่ใช่แฟนในสิ่งเดียวกันย่อมไม่มีวันเข้าใจว่าแฟนต้องการอะไร ไฟกีเข้าใจจุดนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ที่เขาหว่านไว้เบ่งบานในใจแฟน ๆ อย่างงดงาม

อีกหนึ่งคติของ ไฟกีคือการทุ่มเททำงานจนสุดตัว เขาได้มาจากการร่วมงานกับ แซม ไรมี ผู้กำกับ Spider-Man 2 (2004) หลังจาก Spider-Man 2 เสร็จสมบูรณ์แล้วกลายเป็นหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโรที่ดีที่สุดตลอดกาล ผมถามว่าเขารู้สึกยังไงกับผลตอบรับดังกล่าว เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนลูกโป่งที่แห้งเหี่ยว ผมเลยบอกกับตัวเองว่า เราเองก็ต้องรู้สึกแบบนั้นกับทุกครั้งที่ทำหนังเสร็จเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นแสดงว่ายังไม่ได้ทุ่มเทสุดตัวจริง ๆ”

นับถึงปัจจุบัน มีหนังในจักรวาล MCU ออกฉายแล้ว 22 เรื่อง กวาดรายได้สะพัดทั่วโลก และยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวให้สานต่ออย่างไม่รู้จบ มีผู้กำกับเข้าสู่โปรเจ็กต์ไม่ซ้ำหน้า หลายคนมากำกับไม่กี่เรื่องแล้วก็จากไป นักแสดงที่มารับบทนำในหนัง ต่อให้ชื่อเสียงมากแค่ไหนเมื่อถึงจุดหนึ่งยังต้องโบกมือลา แต่ไฟกียังยืนหนึ่งดูแลงานเบื้องหลังอย่างตั้งใจและไม่คิดจะไปไหนง่าย ๆ

บางส่วนของการเดินทางนี้อาจจบลงแล้วใน The Avengers: Endgame (2019) แต่สำหรับ เควิน ไฟกี นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และตราบใดที่เขายังอยู่คู่ Marvel Studios รับประกันได้ว่าหนังซูเปอร์ฮีโรค่ายนี้จะยังทรงอิทธิพลต่อไปอีกนานแสนนาน

บ็อบ ไอเกอร์ ประธานบริหารดิสนีย์ และ เควิน ไฟกี

 

ข้อมูลจาก

 

เรื่องโดย: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ