Post on 28/03/2019

โลธาร์ เครย์ซิก ผู้พิพากษาผู้ต่อต้าน “การุณยฆาต” ของ ฮิตเลอร์

การุณยฆาต หรือการฆ่าด้วยความการุณควรจะเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายหรือไม่? เป็นสิ่งที่มีการถกเถียงกันในหลายสังคม บางสังคมก็ยอมรับว่า “สิทธิที่จะตาย” เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เลือกได้ ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่มีใครคัดค้าน การฆ่าตัวตาย หรือการพยายามฆ่าตัวตาย (คือได้ลงมือแล้วแต่ไม่สำเร็จ) จึงไม่มีกฎหมายที่ไหนเอาผิด  

(ที่อินเดียเคยมีกฎหมายที่กำหนดให้การพยายามฆ่าตัวตายให้เป็นความผิดทางอาญาด้วย ก่อนที่ศาลฎีกาจะตัดสินว่ากฎหมายเช่นนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิต ซึ่งรวมถึงสิทธิจะเลือกที่ตายด้วยตัวเอง)

แต่ความซับซ้อนมันมาจากการที่ “การุณยฆาต” มี “บุคคลอื่น” เป็นผู้ช่วยเหลือ จึงเข้าลักษณะเป็นการ “ฆ่าผู้อื่น” ซึ่งโดยหลักการทั่วไปแล้วย่อมถือเป็นความผิด

ในประเทศที่อนุญาตให้ทำได้จึงต้องมีกฎหมายกำหนดเป็นข้อยกเว้น “หลักการทั่วไป” ขึ้นมา พร้อมกับต้องมีเกราะป้องกันเพื่อมิให้มีการใช้ข้อยกเว้นนี้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคของนาซี ที่มีการฆาตกรรมหมู่โดยอ้าง “ความการุณ” ทั้งที่ผู้ตายมิได้ร้องขอ ทำให้ โลธาร์ เครย์ซิก (Lothar Kreyssig) ผู้พิพากษาในสมัยนั้นออกมาต่อต้าน

เครย์ซิกเกิดในแซกโซนี เมื่อปี 1898 ในครอบครัวชนชั้นกลางโปรแตสแตนต์ เขาเป็นนักชาตินิยมเยอรมันคนหนึ่งสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาจึงสมัครเป็นอาสาสมัครไปรบกับเขาด้วย จากนั้นจึงหันมาเรียนด้านกฎหมาย ผ่านการฝึกฝนวิชาแล้วจึงได้เป็นผู้พิพากษาในปี 1928 ไม่นานก่อนนาซีจะขึ้นมาครองอำนาจ

เขานับเป็นนักกฎหมายที่มี “กระดูกสันหลัง” กล้าที่จะยืนยันในหลักการมากกว่าที่จะโอนอ่อนตามผู้มีอำนาจ ในสมัยของรัฐบาลนาซี เครย์ซิกจึงเป็นผู้พิพากษาคนเดียวที่กล้าต่อต้านนโยบายของฮิตเลอร์ โดยในช่วงเวลาที่มีการจับตัวชาวยิวด้วยการยัดเยียดข้อหาต่าง ๆ เครย์ซิกรีบตรวจตราว่าการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเป็นไปโดยสมควรหรือไม่ และเมื่อเขาได้พิจารณาข้อกล่าวหาด้วยตนเอง เขาก็สั่งยกฟ้องปล่อยตัวผู้ต้องขังไปเกือบหมด เนื่องจากเขาเห็นว่าข้อกล่าวหาทั้งหลายต่อชาวยิวล้วนเลื่อนลอยทั้งสิ้น ขณะที่ผู้พิพากษารายอื่น ๆ ในยุคเดียวกันต่างปฏิบัติในทางตรงกันข้าม

ในหมู่ผู้พิพากษา เครย์ซิกได้รับการรับยอมรับและความชื่นชมอย่างกว้างขวาง เมื่อครั้งที่นาซีขึ้นสู่อำนาจหมาด ๆ เขาแสดงความกระด้างกระเดื่องอย่างชัดเจน ทั้งเดินออกจากห้องประชุมทันทีเมื่อมีการเผยภาพผู้นำคนใหม่ต่อคณะผู้พิพากษา และปฏิเสธที่จะตะโกน “ไฮล์ ฮิตเลอร์” สามครั้งในงานรัฐพิธีทางการ ทำให้เหล่านาซีหงุดหงิดยิ่งนัก พยายามจะเอาเขาออกจากตำแหน่ง แต่กระทรวงยุติธรรมพยายามโต้แย้งช่วยให้เขายังนั่งบัลลังก์ต่อได้ แต่ก็ไม่รับรองว่าหากเขาทำอะไรไม่ถูกใจผู้มีอำนาจซ้ำในภายหลัง ทางกระทรวงจะช่วยอะไรได้อีก

ซึ่งสุดท้ายเขาก็ไม่พ้นจะต้องออกจากตำแหน่ง เมื่อเขาไปขวางทางนโยบาย “การุณยฆาต” ของฮิตเลอร์

กรณีนี้เริ่มจากเครย์ซิกรู้สึกระแคะระคายถึงความผิดปกติของการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางจิตที่เคยอยู่ในการดูแลของเขา ถูกเคลื่อนย้ายและไป “ตาย” ที่สถานควบคุมอื่นมากอย่างผิดสังเกต ทำให้เครย์ซิกเชื่อว่าการสังหารที่เกิดขึ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เขาปฏิเสธข้ออ้างที่ถูกใช้ในเวลานั้นว่า “กฎหมายคือสิ่งที่มีไว้รับใช้ประชาชน” เพราะมันถูกเอาไปบิดเบือนเพื่อรับใช้ผู้มีอำนาจ การละเลยกฎหมายยังเป็นการละทิ้งเกราะคุ้มกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

เครย์ซิกเขียนหนังสือโต้แย้งการกระทำของรัฐบาลไปตามลำดับชั้น ทำให้เขาถูกเรียกมาปรับทัศนคติกับ “โรลันท์ ไฟรส์เลอร์ ตุลาการนาซี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงยุติธรรม แต่เมื่อทางกระทรวงไม่อาจให้เหตุผลบนพื้นฐานของกฎหมายได้ เครย์ซิกก็สั่งให้ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังที่อยู่ในความดูแลของเขาทั้งหมด

กระทรวงยุติธรรมซึ่งตอนนั้นน่าจะได้รับคำสั่งลับจากฮิตเลอร์เรื่องอนุมัติการการุณยฆาตมาแล้ว จึงสั่งให้เครย์ซิกยกเลิกคำสั่งดังกล่าวโดยพลัน เขาถูกเรียกตัวเข้ากระทรวงอีกรอบ คราวนี้ ฟรานซ์ เกิร์ตเนอร์ (Franz Gürtner) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นคนลงมาคุยเอง แต่เครย์ซิกก็ยังยืนยันคำเดิมว่าสิ่งที่นาซีเรียกว่า “การุณยฆาต” ต่อบุคคลที่นาซีเห็นว่ามีความบกพร่อง (ตามแผน Aktion T4) เป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายของรัฐ

ฝ่ายรัฐมนตรีเกิร์ตเนอร์ขี้เกียจจะหาเหตุผลอื่นใดมาอธิบาย จึงบอกว่า “ถ้าคุณไม่ยอมรับว่า เจตนารมณ์ของผู้นำสูงสุดเป็นแหล่งที่มาของกฎหมายแล้ว คุณก็ไม่อาจดำรงตำแหน่งตุลาการต่อไปได้”

(สำหรับนักกฎหมายที่เชื่อในสำนักกฎหมายบ้านเมืองถือกันว่า ใครมีอำนาจจะสั่งอะไรก็ได้ เพราะผู้มีอำนาจสูงสุดคือที่มาของกฎหมายทั้งหลายแหล่ การรัฐประหารยึดอำนาจประชาชนล้มล้างรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นสิ่งที่ชอบธรรมได้ แต่สำหรับเครย์ซิกเขาเชื่อว่า การตรากฎหมายต้องมีขีดจำกัด ขอบเขตบางอย่างต่อให้คุณมีอำนาจสูงสุดก็ไม่อาจใช้อำนาจก้าวล่วงไปกว่าขอบเขตนั้นได้)  

หลังจากได้รับฟังคำอธิบายของรัฐมนตรีฯ แล้ว เครย์ซิกกลับบ้านไปนอนพิจารณาได้สองสามวันก็ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออก โดยสงวนสิทธิ์ที่จะได้รับเงินบำนาญในช่วงปลายปี 1940 แต่เขาก็ยังถูกสอบสวนทางวินัยอยู่นาน ก่อนที่กระทรวงยุติธรรมยุติการสอบสวนและมีคำสั่งอนุมัติเงินบำนาญให้ในเดือนมีนาคม 1942 ซึ่งหลังพ้นจากหน้าที่เขาต้องไปทำสวนทำไร่จนสิ้นสุดสงคราม หลังจากนั้นเขาก็หันไปอุทิศตนให้กับการสร้างสันติภาพล้างบาปให้กับชาวเยอรมันตามความเชื่อของเขา

ทั้งนี้ การุณยฆาตในยุคของนาซีเป็นการสังหารคนโดยที่บุคคลนั้นไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อน แต่อ้างความบกพร่องทางกายหรือจิตใจในการฆ่าเพื่อให้คนเหล่านี้ “ไปสบาย” โดยไม่ได้ถามไถ่ว่าเขาพร้อมจะไปรึยัง? แล้วเรียกว่าเป็น “ความการุณ” ทำให้เครย์ซิกที่เป็นคริสเตียนต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งในยุคปัจจุบันก็อาจเกิดลักษณะคล้าย ๆ กันกับกรณีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แสดงความรู้สึกใด ๆ ไม่ได้ ลูกหลานหรือญาติจึงอาจขอให้หมอทำ “การุณยฆาต” ให้ผู้ป่วยรายนั้น ซึ่งในกรณีนี้ถือว่ามีปัญหาข้อถกเถียงทางศีลธรรมมากกว่าการที่ผู้ป่วยเป็นผู้ร้องขอให้ทำการุณยฆาตด้วยตนเอง

 

ที่มา:

https://www.researchgate.net/publication/326693176_Why_Adolf_Hitler_Spared_the_Judges_Judicial_Opposition_Against_the_Nazi_State

https://static1.squarespace.com/static/56330ad3e4b0733dcc0c8495/t/56b8eb8562cd94ec072e5111/1454959494141/GLJ_Vol_06_No_02_Legerer.pdf

https://static1.squarespace.com/static/56330ad3e4b0733dcc0c8495/t/57634558197aea955e025441/1466123622929/GLJ_Vol_06_No_02.pdf

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

โจว ต้ากวน ทูตจีนผู้อ้างว่า ช่างไม้ชาวจีนเป็นคนสร้างนครวัด

มาร์ติน แวน บูเรน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ทำให้ “โอเค” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

วินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินผู้ละทิ้งความเชื่อเรื่อง “จิตวิญญาณ” (หรือเปล่า?)

พระองค์วรรณฯ ผู้บัญญัติศัพท์ “ประชาธิปไตย” เเละ “รัฐธรรมนูญ” 

และแว นอยะธา ทหารพม่า ยกอยุธยาตีแตกยาก ดั่ง “เมืองคนบิน”

ตู้คีบฝึกทักษะ: แรงบันดาลใจเกมพนัน ที่เริ่มจากการขุดคลองปานามา

ลุดมิลา พาฟลิเชนโก จากแม่ม่ายลูกติด สู่ตำนานนักแม่นปืนแห่งกองทัพโซเวียต

“อัลฟองโซ บิอาเล็ตติ” ชายที่ได้ไอเดียเครื่องต้มกาแฟจากการเห็นเมียนั่งซักผ้า