Post on 13/03/2020

ไมเคิล ชูมัคเกอร์ จอมมารร้ายและเทพบุตรแห่งวงการ F1

จริงอยู่ที่วงการแข่งรถ Formula 1 (F1) เต็มไปด้วยนักซิ่งระดับพระกาฬ ไม่ว่าจะเป็น อแลง พรอสต์, นิกี้ เลาด้า, อายร์ตัน เซนน่า, ฮวน มานูเอล ฟังจิโอ, เฟอร์นันโด อลองโซ, ลูอิส แฮมิลตัน เป็นต้น แต่ชื่อของ ไมเคิล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher หรือบ้างก็เรียกว่า มิชาเอล ชูมัคเกอร์) จะได้รับการเอ่ยถึงก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ เพราะเขาคือคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ F1 ไปครองถึง 7 สมัย และนั่นคือแต้มต่อที่ทำให้เขาทิ้งห่างคนอื่นอยู่หลายช่วงตัว แม้ชูมัคเกอร์จะประสบอุบัติเหตุอาการสาหัสขณะเล่นสกีเมื่อปี 2013 และอยู่ในอาการโคม่าถึงราว 5 ปี ก่อนจะเริ่มรู้สึกตัวเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ชื่อของชูมัคเกอร์ก็ยังประทับแน่นในความทรงจำของบรรดาแฟน ๆ อย่างยากจะเลือนหาย

หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2019 พร้อมกับการคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ของ ลูอิส แฮมิลตัน หลายคนเชื่อว่าอีกไม่นาน ยอดนักขับชาวอังกฤษจะขึ้นไปเทียบชั้นเทพแห่งเยอรมนีแน่นอน และในเมื่อแฮมิลตันดูจะยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไฟง่าย ๆ โอกาสที่เขาจะแซงชูมัคเกอร์ กลายเป็นหนึ่งเดียวที่ครองแชมป์ F1 มากที่สุดก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และถ้าทำได้จริงล่ะก็…จะยิ่งทำให้เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นสุดยอดตลอดกาลเหนือกว่าชูมัคเกอร์ด้วย

จริง ๆ แล้ว ถึงทุกวันนี้แฮมิลตันจะยังแซงไม่ได้ แต่ก็มีการถกเถียงกันมาพักใหญ่แล้วว่า ระหว่างแฮมิลตันกับ “ชูมี่” ใครคือสุดยอดตัวจริง กองเชียร์แต่ละฝ่ายต่างยกเหตุผลมาบลัฟกันอย่างสนุกสนาน แม้กระทั่งในหมู่นักขับ F1 ยังร่วมแสดงความเห็นกับเขาด้วย ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มาร์ค เว็บเบอร์ อดีตนักแข่งสังกัดทีม Red Bull ให้สัมภาษณ์ว่า เขายกให้แฮมิลตันเป็นนักแข่งที่ครบเครื่องกว่าชูมัคเกอร์ ไม่เพียงแค่นั้น เว็บเบอร์ยังยกย่องแฮมิลตันอีกว่า เป็นนักขับที่ขาวสะอาดกว่าด้วย

ประเด็นดังกล่าวของเว็บเบอร์ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวงการรถสูตรหนึ่ง เพราะชูมัคเกอร์มีชื่อเสียงในฐานะนักซิ่งที่สกปรกที่สุดอันดับต้น ๆ ของวงการ นับตั้งแต่เริ่มแข่งโกคาร์ทจนกระทั่งบั้นปลายอาชีพ เขามีกรณีพิพาทบนสนามเป็นประจำ ทั้งความพยายามวางยาคู่แข่งด้วยกลอุบายอันแยบยล และสไตล์การขับอันดุ เดือด เร็ว แรง อันตราย จนหลายครั้งเหมือนว่าเขาจงใจทำให้เพื่อนร่วมอาชีพได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม มีหลายคนแย้งว่า สไตล์การขับของแฮมิลตันเองก็ไม่ได้ขาวสะอาดขนาดนั้น แต่หากเทียบกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ก็ยังถือว่าน้อยกว่าชูมัคเกอร์อยู่ดี 

จากซ้าย: ไมเคิล ชูมัคเกอร์, เฟอร์นันโด อลองโซ และ มาร์ค เว็บเบอร์ สามยอดนักแข่งแห่งวงการ F1

หนึ่งในดราม่าโลกไม่ลืมของชูมัคเกอร์ เกิดขึ้นใน Monaco Grand Prix ปี 2006 ปีสุดท้ายของเขาในฐานะนักแข่งประจำทีม Ferrari ก่อนเลิกเล่นครั้งแรก (และกลับมาแข่งใหม่อีกครั้งในปี 2010) ขณะกำลังแข่งรอบ Qualifying หรือการซิ่งทำเวลา เพื่อจัดอันดับว่าใครจะได้ตำแหน่งออกสตาร์ทที่ดีที่สุดตอนแข่งจริง ช่วงท้ายของการแข่ง ชูมัคเกอร์สามารถทำเวลาได้เร็วกว่าใคร และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเขาจะคว้า Pole Position หรือได้สตาร์ทแถวหน้าสุดของสนาม เพียงแต่ยังต้องรอดูว่าตัวเต็งแชมป์ในฤดูกาลนั้นอย่าง เฟอร์นันโด อลองโซ ว่าจะออกมาแข่งจับเวลารอบสุดท้าย แล้วทำเวลาได้เร็วแค่ไหน

ช่วงที่เวลาเหลือน้อยลงไปทุกที ขณะที่อลองโซเร่งเครื่องมาแรง และทำท่าจะทำลายสถิติของชูมัคเกอร์ จู่ ๆ รถของชูมัคเกอร์ดันมีปัญหาจนต้องจอดบนสนาม มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหากเขาไม่จอดตรงทางโค้งพอดี และเป็นมุมที่กีดขวางทางผู้อื่น ทำให้อลองโซที่กำลังไล่หลังมาด้วยความเร็วต้องเสียจังหวะ

โชคดีว่าฟ้ายังมีตา จากเหตุดังกล่าวไม่ว่าชูมัคเกอร์จะอ้างอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น เขาถูกปรับโทษให้ออกสตาร์ทเป็นลำดับสุดท้าย แถมต้องไปสตาร์ทจากพิทเลน (เส้นทางวิ่งเข้าออกระหว่างสนามกับจุดซ่อมแซม เป็นทางตรง และจำกัดความเร็วการเข้าออกตามแต่ละสนามจะกำหนด) และเมื่อผลการแข่งขันจริงออกมา อลองโซกลายเป็นผู้ชนะการแข่งครั้งนั้น ส่วนชูมัคเกอร์ ต่อให้เร่งเครื่องมาได้ก็เข้าเส้นชัยเพียงแค่ลำดับที่ 5 

อีกเหตุการณ์ระดับตำนาน ต้องย้อนขึ้นไปอีกใน Australian Grand Prix ปี 1994 สนามแข่งสุดท้ายของฤดูกาล สถานการณ์ก่อนแข่งเหลือนักแข่งที่มีลุ้นแชมป์อยู่ 2 คนคือ ชูมัคเกอร์ ซึ่งตอนนั้นลงแข่งให้ทีม Benetton และ เดมอน ฮิลล์ จากทีม Williams โดยชูมัคเกอร์มีคะแนนมากกว่า 1 แต้ม แต่ใครที่เข้าเส้นชัยก่อนจะกลายเป็นแชมป์ 

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ชูมัคเกอร์ขึ้นนำฮิลล์แต่ไม่ได้ทิ้งห่างมาก จนกระทั่งในรอบที่ 35 รถของชูมัคเกอร์เสียการควบคุมและขับชนกำแพงจนสูญเสียความเร็ว ฮิลล์เห็นดังนั้นจึงสบโอกาสหาช่องแซง แต่ในจังหวะนั้นรถของชูมัคเกอร์กลับเป๋เข้ามาชนรถของฮิลล์จนเสียหาย ผลคือทั้งคู่ต้องออกจากการแข่งขัน และในเมื่อพวกเขาต่างไปไม่ถึงเส้นชัย นั่นหมายความว่าไม่มีใครเก็บแต้มเพิ่มได้ ทำให้ชูมัคเกอร์ที่คะแนนสะสมมากกว่าคว้าแชมป์ไปครอง

เนื่องจากการตัดสินแชมป์จบลงแบบน่ากังขา หลายคนพุ่งเป้าไปที่ชูมัคเกอร์ว่าต้องการเล่นตุกติกหรือเปล่า ภายหลัง สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (Federation Internationale de l’Automobile หรือ FIA) เข้ามาสอบสวน และตัดสินว่าชูมัคเกอร์ไม่มีความผิด แม้จะค้านสายตาหลาย ๆ คน โดยเฉพาะทีม Williams แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถของเขามีปัญหาจริง ๆ ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนกับฮิลล์ได้

ถึงครั้งนั้นจะรอดตัว แต่อีก 3 ปีให้หลัง เขาหนีข้อครหาไม่ได้แล้ว ในการแข่ง European Grand Prix สนามสุดท้ายของปี 1997 เป็นการตัดสินแชมป์ระหว่าง ชูมัคเกอร์ กับ ฌาคส์ วิลเนิฟ จากทีม Williams สถานการณ์ก่อนแข่ง ชูมัคเกอร์มีคะแนนนำวิลเนิฟ 1 แต้ม และเช่นเคย หากใครเข้าเส้นชัยก่อนจะได้แชมป์ไปครอง

ในรอบแข่งจริง ชูมัคเกอร์เบียดบี้กับวิลเนิฟอย่างสนุกตลอดการแข่ง แต่แล้วจู่ ๆ ชูมัคเกอร์ก็เพลี่ยงพล้ำโดน วิลเนิฟหาช่องแซง ชูมัคเกอร์เห็นท่าไม่ดี จึงบังคับรถตัวเองให้ชนรถของวิลเนิฟเพื่อหวังให้รถเสียหายและออกจากการแข่ง แต่นอกจากรถของวิลเนิฟจะไม่เป็นอะไร และประคองตัวจนเข้าเส้นชัยในอันดับ 3 รถของ ชูมัคเกอร์กลับเสียหายและต้องออกจากการแข่งเสียเอง 

เหตุการณ์ดังกล่าวมีหลักฐานเต็มตาคนทั้งโลกว่า ชูมัคเกอร์พุ่งชนรถของวิลเนิฟตรง ๆ การจงใจทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพบ่งชี้ว่าเขาไม่มีน้ำใจนักกีฬาขั้นรุนแรง หลังการแข่ง FIA เข้ามาสอบสวน แล้วตัดสินว่า ชูมัคเกอร์ผิดจริง และลงดาบเขาด้วยการ disqualify หรือไม่นับแต้มของเขาในฤดูกาลนั้น แม้จะมีคะแนนสะสมเป็นอันดับ 2 กลายเป็นนักแข่งคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่โดนโทษนี้ ซึ่งชูมัคเกอร์เองยอมรับว่าเขาทำผิดจริง ๆ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าโทษแค่นี้ยังถือว่าน้อยไป เพราะเขาไม่โดนแบนห้ามแข่งในฤดูกาลต่อมา หรือว่าโดนปรับเงินสักแดงเดียว ทั้งที่จงใจเก็บคู่แข่งแบบจะ ๆ 

ด้านวิลเนิฟซึ่งกลายเป็นแชมป์โลกอย่างเป็นทางการ ในฐานะที่เคยมีกรณีกันตรง ๆ ทำให้เขาเหม็นขี้หน้าชูมัคเกอร์ไปเลย และเป็นอีกคนที่ถือหางแฮมิลตันว่าเป็นสุดยอดนักแข่งที่เหนือกว่าชูมัคเกอร์ในทุกทาง

3 กรณีที่ว่า เป็นเพียงตัวอย่างจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่แสดงให้เห็นว่า ชูมัคเกอร์เป็นนักแข่งที่ต้องการชนะโดยไม่สนวิธีการว่าจะเป็นอย่างไร หลายคนเสียดายว่าทำไมสุดยอดนักแข่งแบบเขาต้องพึ่งพาการเล่น “สกปรก” แบบนี้ด้วย แถมบางคนยังค่อนขอดด้วยว่า ถ้าเกิดแข่งกันอย่างแฟร์ ๆ ขาวสะอาดตลอดชีพล่ะก็ เขาคงไม่มีทางประสบความสำเร็จขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม คำวิจารณ์นั้นก็ดูจะรุนแรงเกินไปหน่อย จริงอยู่ว่าชูมัคเกอร์ชอบเล่นตุกติก แต่ไม่ได้หมายความว่าแชมป์ทุกสมัย ถ้วยทุกใบ และทุกชัยชนะ จะมาจากการเล่นไม่ซื่อไปเสียหมด

ชูมัคเกอร์แสดงให้เห็นบ่อย ๆ ว่า เขามีฝีมือเหลือร้ายเพียงใด นอกจากจะคว้าชัยชนะแบบนำขาดนับครั้งไม่ถ้วน เขายังฝ่าฟันการแข่งขันยาก ๆ สุดท้าทายอยู่บ่อย ๆ ทำให้ผู้คนจำนวนมากชื่นชมว่าการแข่งรถของเขาไม่ต่างกับงานศิลปะ และความสามารถในการขับรถห่วย ๆ ให้เหมือนเป็นรถชั้นนำ ยังเป็นหลักฐานประการสำคัญที่หลายคนยกย่องเขาว่าเป็น “เทพนักซิ่ง” เป็นความสามารถที่ไม่ใช่ทุกคนจะมี แม้กระทั่งแฮมิลตันเองก็ตาม

ย้อนกลับไปในปี 1996 หลังจากชูมัคเกอร์ได้แชมป์ 2 สมัยแรกกับทีม Benetton เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่ทีม Ferrari ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ เป็นการลดเกรดตัวเองจากการอยู่ทีมระดับแชมป์ มีรถชั้นดี มาอยู่กับทีมระดับกลางตาราง จริงอยู่ว่า Ferrari คือทีมที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาไม่ได้แชมป์มาตั้งแต่ปี 1979 และไม่มีทีท่าจะพ้นจากยุคมืดไปได้ง่าย ๆ ยังไม่หมดแค่นั้น ปีนั้นรถของทีมยังมีสมรรถนะน่าผิดหวัง วิ่งช้า เครื่องอืด จนหลายคนขนานนามว่าดีกว่ารถซาเล้งนิดเดียว เป็นไปไม่ได้เลยที่เศษเหล็กแบบนี้จะเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ได้

แต่เมื่อคุณมีนักขับตีนผีอย่างชูมัคเกอร์ ต่อให้รถจะแย่แค่ไหนก็บ่ยั่น โดยการแข่งที่ได้รับการจารึกว่าเป็นการแข่งสุดคลาสสิกของชูมัคเกอร์ เกิดขึ้นใน Spanish Grand Prix เมื่อปี 1996 เขาในฐานะม้ามืดสามารถพา Ferrari เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 1 ในสภาพที่สนามเปียกแฉะไปด้วยฝน แถมยังขับเร็วกว่าอันดับ 2 ถึง 45 วินาที ไม่เพียงแค่นั้น ในปีดังกล่าวเขายังพาซาเล้งคันเดิมเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ได้อีก 2 สนาม คือใน Belgian Grand Prix และ Italian Grand Prix ลบคำปรามาสของใครต่อใครลงอย่างราบคาบ และเป็นจุดเริ่มต้นให้ทีมม้าลำพองกลับมาครองความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

อีกสนามที่ชูมัคเกอร์มอบการซิ่งสุดคลาสสิก เกิดขึ้นใน Spanish Grand Prix อีกเช่นกัน แต่เป็นในปี 1994 ชูมัคเกอร์ขับรถทีม Benetton ขึ้นนำคู่แข่งตลอด 22 รอบแรก แต่หลังจากเข้าพิทเลนไปเปลี่ยนยาง รถของ ชูมัคเกอร์กลับประสบปัญหาเปลี่ยนเกียร์ไม่ได้ ต้องใช้เกียร์ 5 อย่างเดียวตลอดการแข่ง 

หากเป็นนักแข่งคนอื่น สภาพรถแบบนี้หากไม่ออกจากการแข่งไปเลย ก็คงเข้าเส้นชัยเป็นอันดับท้ายตาราง แต่แทนที่รถจะช้าลง ชูมัคเกอร์กลับใช้เกียร์ 5 แล้วสามารถคงความเร็วของรถได้ราวกับไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น และลงเอยด้วยการเข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 2 แม้จะไม่ชนะก็จริง แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า ต่อให้รถสภาพไม่พร้อม เขาก็ยังเหนือกว่านักแข่งที่รถดีกว่าแบบเทียบไม่ติด 

ยังไม่หมดแค่นั้น ในศึก Brazillian Grand Prix ปี 2006 ซึ่งเป็นการลงแข่งครั้งสุดท้ายให้กับทีม Ferrari ก่อนเขาจะแขวนพวงมาลัย ยังเป็นอีกเรซที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ สถานการณ์ก่อนแข่ง ชูมัคเกอร์มีคะแนนสะสมเป็นอันดับ 2 เป็นรอง เฟอร์นันโด อลองโซ แม้จะยังมีลุ้นแชมป์สมัยที่ 8 แต่เขาต้องเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก และต้องหวังให้อลองโซเก็บแต้มไม่ได้แม้แต่แต้มเดียวเท่านั้น 

เมื่อเป็นการแข่งครั้งสุดท้าย แฟน ๆ จึงคาดหวังว่าจะได้ดูชูมัคเกอร์ทิ้งทวนอย่างยิ่งใหญ่ แต่รถของเขามีปัญหาที่เครื่องยนต์มาตั้งแต่รอบ qualifying ทำให้เขาได้ออกสตาร์ทอันดับที่ 10 และหลังแข่งไปได้ไม่นาน ยางก็ดันรั่ว จนอันดับร่วงไปอยู่ที่ 19 

อย่างไรก็ตาม หลังเปลี่ยนยางเรียบร้อย เขาก็เริ่มต้นร่ายมนต์อันน่าตื่นตะลึง ชูมัคเกอร์ไล่แซงนักแข่งเกือบทั้งสนาม เขาเร่งความเร็วสุดฤทธิ์จนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 4 เขาไม่ชนะ ไม่อาจคว้าแชมป์สมัยที่ 8 แต่การเร่งสปีดไล่กวดจากท้ายตาราง กลายเป็นไฮไลท์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในการแข่งครั้งนั้น ถือเป็นการส่งท้ายอาชีพของเขาอย่างยิ่งใหญ่ 

หลังรีไทร์ไป 4 ปี ชูมัคเกอร์ตัดสินใจกลับมาแข่ง F1 อีกครั้งกับทีม Mercedes ในปี 2010-2012 น่าเสียดายที่การกลับมางวดนี้เขาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ 3 ปีนั้นก็ไม่สามารถลบเกียรติยศที่ว่า เขาคือสุดยอดนักแข่งตลอดกาลไปได้

การถกเถียงว่า ระหว่างแฮมิลตันกับชูมัคเกอร์ ใครกันแน่คือนักแข่งเบอร์ 1 ตัวจริง จะเป็นหัวข้อที่คนในแวดวงรถซิ่งพูดถึงไปอีกหลายปี และไม่มีทางหาข้อสรุปได้โดยง่ายด้วย จริงอยู่ว่าชูมัคเกอร์ไม่ได้ขาวสะอาดอย่างสมบูรณ์ ชื่อเสียงจากการเล่นตุกติกจะอยู่ติดตัวเขาไปตลอดกาล แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกันว่าฝีมือของเขาอยู่ในระดับพระกาฬของจริง และต่อให้ในภายภาคหน้า แฮมิลตันจะคว้าแชมป์เพิ่มอีกกี่ครั้ง แต่ก็จะยังมีคนอีกมากที่เชื่อว่า อย่างไรเสียตำแหน่งนั้นก็จะเป็นของ “ชูมี่” อยู่ดี

แล้วคุณล่ะ คิดว่าใครคือสุดยอดตลอดกาล?

 

ที่มา

https://www.motorsportweek.com/2020/03/10/hamilton-more-complete-than-schumacher-webber/

https://www.racefans.net/2017/10/26/1997-european-grand-prix/

https://www.nytimes.com/2015/03/14/sports/autoracing/a-lingering-controversy-since-1994.html

https://www.nytimes.com/1997/11/12/sports/plus-auto-racing-formula-one-schumacher-draws-light-penalty.html

https://www.youtube.com/watch?v=JbeDuAWFibw

https://www.youtube.com/watch?v=0AhNs_W5OQU

https://www.youtube.com/watch?v=91JoW4mSiZo

https://wtf1.com/post/spain-1994-when-schumacher-scored-a-podium-despite-only-having-fifth-gear/

https://wwos.nine.com.au/motorsport/michael-schumacher-slammed-by-former-rival-jacques-villeneuve/af27b100-9528-42b6-a2ec-7e88f53386ce

https://www.vice.com/en_au/article/z4a3z4/collision-and-collusion-the-story-of-the-1997-formula-1-title-decider

 

เรื่อง: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

แกเร็ธ เบล โปรกอล์ฟในคราบนักฟุตบอลพันล้าน ชายผู้โดนแฟนบอลด่าเพราะไปออกรอบ

เคธี เองเกิลเบิร์ต ซีอีโอบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ สู่ผู้บริหารสูงสุดลีกบาสเกตบอลหญิง WNBA

ทอม เคอร์ริดจ์ เชฟมิชลินสตาร์คนใหม่ของแมนฯยูฯ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้เป็น รีสอร์ท แอนด์ สปา ของจริง

ถอดรหัส เมสัน กรีนวูด แห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าที่ผู้กอบกู้ผีแดง?

ไบรอัน ร็อบสัน กัปตันมาร์เวล แห่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ลาซิโอ ทีมรักของเหล่าขวาจัดฟาสซิสต์ นิยมมุสโสลินี

พอล สโคลส์ ตำนานกองกลาง ที่เกือบไม่ได้แจ้งเกิดเพราะคนมองว่า “เตี้ย”

บิลลี บีน แห่งทีมเบสบอล Oakland Athletics วิเคราะห์สถิติตัวเลขเกมกีฬา ที่มาความเจ๋งของลิเวอร์พูล