Post on 22/02/2019

จัสติน ทิมเบอร์เลค ชายที่เคยถูกตราหน้าว่า “ดังแล้วแยกวง” สมัยที่อยู่วง *NSYNC

เวลามีข่าววงดัง ๆ แยกวง คนที่แยกตัวออกมาก็อาจจะตกเป็นแพะอยู่แป๊บหนึ่ง แต่เมื่อมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ไมเคิล แจ็กสัน ยังออกจาก The Jackson 5 เลย ร็อบบี้ วิลเลียมส์ ก็ดังมากเมื่อออกจากวง Take That นี่ยังไม่พูดถึง บียอนเซ่ ที่ออกจาก Destiny’s Child แล้วคว้าแกรมมีชนิดถล่มทลาย มีใครอีกนะ…สติง, เฟอร์กี้, ไลโอเนล ริชชี (The Commodores) และอีกเพียบ ร่วมถึงชื่อของ จัสติน ทิมเบอร์เลค และวง *NSYNC ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 *NSYNC ถือเป็นวงบอยแบนด์ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จอย่างมาก ตอนนั้นพวกเขามีผลงานทั้งหมดสามชุดไล่ตั้งแต่อัลบั้ม ’N Sync (1997) และอัลบั้มที่พาพวกเขาขึ้นไปอยู่บนยอดภูเขาอย่าง No Strings Attached (2000) และ Celebrity (2001)

ความดังสุดขีดของพวกเขาถูกการันตีความสำเร็จด้วยการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี อวอร์ดส รวมถึงได้ขึ้นโชว์บนเวทีใหญ่ ๆ ระดับโลก เริ่มตั้งแต่งานประกาศรางวัลออสการ์, การแข่งขันเวิลด์ ซีรีส์, ซูเปอร์ โบว์ล และโอลิมปิก ในตอนนั้นเพลงอย่าง ‘Bye Bye Bye’, ‘It’s Gonna Be Me’, ‘This I Promise You’, ‘Girlfriend’ และ ‘Pop’ ถูกเปิดไปทั่วโลก และไม่มีท่าทีว่าจะมีอะไรมาหยุดพวกเขาจากความสำเร็จนี้ได้ แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน

หลังจากที่วงได้กลับมาจากการทัวร์อัลบั้มชุดที่สาม “Celebrity” ในตอนนั้นมีข่าวว่าทางวงตัดสินใจจะหยุดพักชั่วคราว และให้เวลาทุกคนกลับไปพักเพื่อหาแรงบันดาลใจ แต่หลังจากที่หยุดพักไปหกเดือนก็มีข่าวลือทำนองว่า *NSYNC กำลังจะวงแตก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หนุ่มจัสติน ทิมเบอร์เลค หันมาทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง ซึ่งนั่นกลายเป็นรอยร้าวเล็ก ๆ ที่ขยายตัว จนกระทั่งวันหนึ่งมันแตกจนได้!

(เริ่มจากซ้ายบน) เบสส์, ฟาโทน ทิมเบอร์เลค (ล่างซ้าย) ชาเซส และเคิร์กแพทริก

หลังความสำเร็จในอัลบั้ม “Justified” ทำให้ทิมเบอร์เลคตัดสินใจลาออกจากวงในปี 2004 เขาเดินหน้าทำเพลงของตัวเองและไม่มองย้อนกลับมาอีกเลย กราฟความสำเร็จของเขาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ กลับกัน เพื่อนของเขาอีกสี่คนค่อย ๆ มีชีวิตที่ตกลงอย่างน่าใจหาย แต่แน่นอนตอนนั้นทุกคนในวงต่างออกมาให้สัมภาษณ์ว่านี่คือการตัดสินใจร่วมกันของทุกคน

“ไม่มีเหตุผลอะไรที่งานเดี่ยวของผมกับ *NSYNC จะไม่สามารถอยู่ในโลกเดียวกันได้” ทิมเบอร์เลค ให้สัมภาษณ์ในช่วงออกมาทำผลงานเดี่ยว “*NSYNC ไม่เคยเป็นภัยสำหรับผม การพักเบรกของวงเป็นอะไรที่เข้าใจได้ เป็นสิ่งทั้งวงต้องการ และพร้อมที่จะทำมัน การได้เล่นที่สเตเดียมทุกคืนต่อหน้าแฟนเพลงกว่าห้าหมื่นคนมันก็เริ่มจะอิ่มตัวขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงเวลานั้นเป็นจังหวะที่ใช่ เราทั้งหมดก็คิดเหมือนกัน”

แน่นอน ทิมเบอร์เลคโดดเด่นและดูมีแววจะรุ่งที่สุดในวง แต่ เจซี ชาเซส พระรองของวงก็ออกมาปกป้องการตัดสินใจของเพื่อนคนนี้เสมอ “สำหรับพวกเราเรื่องนี้มันเกิดขึ้นของมันเอง” ชาเซส ให้สัมภาษณ์ช่วงก่อนงาน Hollywood Walk of Fame “หลังจากทำอะไรสักอย่างมาสักพักใหญ่ มันก็เริ่มอิ่มตัวแหละ เราทุกคนอยากลองอะไรใหม่ ๆ เรื่องนี้มันช่วยจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น มันเป็นการให้อาหารสมองด้วยไอเดียใหม่ ๆ ในตอนนั้นเราแค่รู้สึกเหนื่อยกับสิ่งที่เคยทำกันมา เราเลยตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่าง นั่นคือสิ่งที่พวกเราทำ”

ตอนนั้นหลายคนกล่าวหาว่าทิมเบอร์เลคทิ้งเพื่อนเอย ดังแล้วแยกวงเอย แต่น้อยคนนักจะรู้ว่านอกจากการตัดสินใจของตัวทิมเบอร์เลคแล้ว ค่ายเพลงก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่างเช่นกัน ด้าน โจอี้ ฟาโทน หนึ่งในสมาชิกก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงแรกเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าทิมเบอร์เลคจะไปแล้วไปเลยแบบนี้

“เราทุกคนนึกว่าจะได้กลับมารวมกันอีกครั้ง หลังจากที่จัสตินได้ไปทำสิ่งที่เขาอยากทำแล้วโน่นนี่นั่น ตอนนั้นเรากำลังจะกลับมาเดินหน้ากันต่อและจากนั้นทุกอย่างก็ลงเอยด้วยคำว่า ‘ไม่’ ผมเดาว่าทางค่ายอยากดันจัสตินให้สุด ๆ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น เขาโตขึ้นและโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ด้วยความสัตย์จริงเลยนะ มันเป็นสิ่งที่ดีกับเขา และผมก็มีความสุขกับเขาด้วย แต่มันก็มีความประหลาดอยู่ประมาณหนึ่ง เพราะไม่มีการชี้แจงอะไรเลยว่าเราจะไม่ได้ทำอีกแล้ว ทุกอย่างแค่ถูกพักไว้ก่อน และพวกเราอยู่ในจุดว่า ‘จะทำอะไรก็ทำ ต้องเลือกเอาสักอย่าง’”

       

ในความเป็นจริงแล้ว *NSYNC ไม่เคยออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า “วงแตก” แต่อย่างใด ย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 แลนซ์ เบสส์ หนึ่งในสมาชิก ออกมาพูดถึงประเด็นนี้ผ่านหนังสือส่วนตัวที่ชื่อ Out of Sync โดยเล่าว่าทิมเบอร์เลคเป็นคนที่ทำให้เรื่องทุกอย่างชัดเจนขึ้น และนั่นหมายถึงจุดจบของวง *NSYNC

“แน่นอนมันชัดเจนมากว่าพวกเราวงแตก แต่ก็เป็นการจากกันด้วยดีนะ จัสตินเป็นคนที่ทำให้ทุกอย่างชัดเจน จะอีกสองปีหรือสิบปี เขาก็ไม่สนใจเรื่องการทำอัลบั้มใหม่ของวงอีกต่อไปแล้ว เราทั้งวงล้วนตัดสินใจร่วมกัน โอเค พักหกเดือน เราต้องการสิ่งนี้ เราต้องการเวลาพักผ่อน เราต้องการหยุดทำงานก่อน แต่ผ่านไปหกเดือนพอเราจะกลับมาลุยอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปแล้ว”

คำว่า “วงแตก” อาจเป็นคำที่ดูฟังแล้วเป็นแง่ลบ และใครก็ตามที่เป็นตัวการ หรือหมายถึงคนที่แยกออกมาทำเดี่ยว ก็มักจะตกเป็นจำเลยสังคมทุกที เวลาเราเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์คำว่า Hiatus, Splitting up หรือ Break up จะถูกหยิบมาใช้อย่างระวัง แม้คำเหล่านี้จะมีความหมายที่ใกล้เคียงกัน แต่มันบอกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของวงได้ดีในระดับหนึ่งว่าวงแตกที่ว่าเป็นแบบไหน ทะเลาะกันไหม หรือแค่พัก พัก พักเอาไว้ก่อน

“เวลาผ่านไปมันทำให้เรากล้าพูดออกมาดัง ๆ ว่า ‘คุณรู้ไหมผมคิดอะไรอยู่… พวกเราจบแล้ว’” บสส์ ให้สัมภาษณ์แบบขำเจื่อน ๆ “และสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรรู้ไหม มันไม่เคยเกิดเรื่องบ้า ๆ เลย เราไม่เคยทะเลาะกันจนวงแตก ทุกวันนี้พวกเรายังสนิทกัน ยังคุยกันทุกวัน แต่ผมเดาว่ามันถึงเวลาที่ต้องวิ่งแล้ว น่าเศร้านะเพราะตอนนั้นผมค่อนข้างตื่นเต้นที่จะได้ทำอัลบั้มใหม่ ฟาโทนกับเคิร์กแพทริก ก็รู้สึกเหมือนผมนี่แหละ”

ช่วงแรก ฟาโทนเคยออกมาเผยถึงความรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก “ผมรู้สึกอารมณ์เสียมากในตอนแรกกับคำว่า ‘ทำไม’ เมื่อคุณเข้าใจตรรกะทุกอย่างดี ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะพร้อมเลิกทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ในตอนที่ผมอายุยี่สิบถึงสามสิบต้น ๆ ผมอยู่ในวงที่ทัวร์รอบโลกทุกวัน เราตื่นมาพร้อมกับตารางที่วางอยู่ที่พื้น ที่คอยบอกเราว่าวันนี้มีถ่ายรูปนะ วันนี้มีมีทแอนด์กรี๊ด วันนี้มีให้สัมภาษณ์คลื่นวิทยุ วันนี้ต้องไปถ่ายรายการทีวีช่องไหน และต้องไปแสดงที่ไหน แต่วันหนึ่งจากนั้นคุณตื่นขึ้นมาและทุกอย่างที่เคยทำมันหายไปหมด คุณจะรู้สึกว่า ‘ไม่นะ ฉันจะไปที่ไหนดีล่ะตอนนี้’”

     

ในตอนนั้นแฟน ๆ หลายคนต่างช็อก และไม่คิดว่าวงที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และมียอดขายรวมมากกว่าห้าสิบล้านแผ่นทั่วโลกจะวงแตกเร็วขนาดนี้ คำถามต่าง ๆ นานาผุดขึ้นมาในหัวของแฟนเพลงทุกคน…แต่ลึก ๆ แล้ว ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าทำไม เพราะอะไร ใช่แล้วมันแค่เป็นเรื่องของหนึ่งในสมาชิกที่อยากออกมาทำผลงานส่วนตัว และสุดท้ายมันดัน “ปัง” กว่าเดิมเท่านั้นเอง ! ซึ่งไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทิมเบอร์เลคก็ได้ออกมายอมรับว่าสาเหตุที่วงแตกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเองจริง ๆ

“ทุกอย่างเริ่มขึ้นเหมือนความสนุกที่ได้เล่นปาหิมะที่วันหนึ่งมันจะละลายและหายไป และตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกอิ่มตัวแล้ว ผมรู้สึกใส่ใจกับดนตรีมากกว่าเพื่อนร่วมวงคนอื่น และผมรู้สึกอยากทำเพลงแนวอื่นที่ตัวเองอยากทำ ผมจึงทำตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง (ออกมาทำเดี่ยว)”

ชาเซส เคยออกมาพูดว่าการได้ทำเพลงในห้องอัดยังคงเป็นเหมือน “หลุมหลบภัย” ในชีวิตของเขา เช่นเดียวกับ เบสส์ ที่ออกมาเสริมว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้ทำผลงานเพลงต่อ เพราะเขามองว่าวงมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ “ผมคิดว่าดนตรีของพวกเรามีพัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ จากอัลบั้มแรกจนมาถึงอัลบั้มล่าสุด คุณจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของมัน มันน่าสนใจนะถ้าวงยังอยู่ ดนตรีของพวกเราในตอนนี้จะเป็นอย่างไร” เบสส์เสริม

ปัจจุบัน ทิมเบอร์เลค โด่งดังและประสบความสำเร็จอย่างมากบนเส้นทางสายดนตรีและวงการหนัง เขามีสตูดิโออัลบั้มชุดที่ห้าไปเมื่อปี 2018 ส่วน ชาเซส ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เขาเคยมีผลงานเดี่ยวหนึ่งชุดเมื่อปี 2004 ซึ่งก็แป้กเลยทีเดียว ซึ่งเขาก็หันมารับงานแสดงหนังบ้างแต่ก็ไม่กี่เรื่อง และได้เป็นกรรมการในรายการเต้นอย่าง America’s Best Dance Crew ส่วนสมาชิกที่เหลืออีกสามคน ทั้ง ฟาโทน, เบสส์ และคริส เคิร์กแพทริก หันมาทำธุรกิจส่วนตัว และทำงานอยู่ในกระบวนการเบื้องหลัง รวมถึงแสดงหนังบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น

แน่นอนว่า ทิมเบอร์เลคคือหัวใจสำคัญของวงและโดดเด่นที่สุด แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้า คริส เคิร์กแพทริก หนึ่งในสมาชิกวงไม่รู้จักกับ ลู เพิร์ลแมน ผู้จัดการจอมหน้าเลือด และชวนเพื่อน ๆ รวมถึงทิมเบอร์เลคมาตั้งวงกัน ชื่อของ จัสติน ทิมเบอร์เลค คงจะไม่กลายเป็นที่รู้จักมากขนาดนี้ ถ้าในอดีตเขาไม่เคยได้ก้าวผ่านขั้นหนึ่งของบันไดที่ชื่อว่า “*NSYNC”

จะว่าไปอะไรแบบนี้มันก็เป็นสัจธรรมของโลกดนตรีอยู่แล้ว… Bye Bye Bye!

 

ที่มา : https://www.huffingtonpost.com/entry/nsync-interview-walk-of-fame_us_5ade1b2be4b0df502a4e64d0

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว