svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม Thepeople

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด

Halloween Ends: ปิดตำนานไล่ล่า 45 ปี และบทเพลงส่งท้าย (Don’t Fear) The Reaper

Halloween Ends: ปิดตำนานไล่ล่า 45 ปี และบทเพลงส่งท้าย (Don’t Fear) The Reaper

เป็นเวลากว่า 45 ปี นับตั้งแต่ปี 1978 ที่ 'ลอรี่ สโตรด' และ ฆาตกรโรคจิตสวมหน้ากากสีขาว 'ไมเคิล ไมเยอร์ส' สลับกันไล่ สลับกันล่า เรื่อยมา พร้อมกับบทเพลงส่งท้ายอย่าง '(Don't Fear) The Reaper' ที่เป็นการแทนเรื่องราวของภาพยนตร์ชุด Halloween ได้อย่างทรงพลัง

/ บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ Halloween Ends (2022) /

 “ปีศาจไม่มีวันตาย รูปร่างของมันแค่แปรเปลี่ยนไป…” 

เส้นทางการไล่ล่าของเหยื่ออย่างหญิงสาวพี่เลี้ยงเด็กและผู้ล่าสวมหน้ากากขาว ที่อีกคนหนึ่งวิ่งหลบซ่อน อีกคนหนึ่งเดินถือมีด แต่ก็ยังไล่กันไม่จบไม่สิ้นกันมากว่า 45 ปี ณ วันนี้ ก็ได้พบกับบทสรุปที่จะทำให้เรื่องราวของ ‘ไมเคิล ไมเยอร์ส’ (Michael Myers) อสูรกายเดินดินที่ฆ่ายังไงก็ไม่ยอมตาย และ ‘ลอรี่ สโตรด’ (Laurie Strode) จบบริบูรณ์ (แบบไม่ต้องมีเซอร์ไพร์สกันอีกว่าฉันยังไม่ตาย) ในภาพยนตร์ลำดับที่สามของไตรภาคที่กำกับโดย ‘เดวิด กอร์ดอน กรีน’ (David Gordon Green) อย่าง Halloween Ends (2022) 

โดยการจบบริบูรณ์ในครั้งนี้ก็เป็นการจบของไทม์ไลน์แบบล่าสุด (Halloween ถูกสร้างมามากมายหลายภาค มีไทม์ไลน์ทั้งหมด 4 เส้น: Halloween (1978) - Halloween: The Curse of Michael Myers (1995); Halloween (1978) - Halloween Resurrection (2002); Halloween ฉบับรีบูทโดย ‘ร็อบ ซอมบี้’ (Rob Zombie); และ Halloween (1978) - Halloween Ends (2022)) นั่นก็คือเป็นการจบของไตรภาคที่ดำเนินเรื่อง 40 ปีให้หลัง นับจากเหตุการณ์ในภาคต้นฉบับ Halloween (1978) ซึ่งเป็นภาคต้นฉบับที่สรรสร้างโดย ‘จอห์น คาร์เพนเตอร์’ (John Carpenter) 

ใครที่เป็นแฟนตัวยงของแฟรนไชส์ Halloween และไมเคิล ไมเยอร์ส คงจะมีความรู้สึกหลากหลายที่ปะปนกันไปหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง ผู้เขียนเองก็ติดตามภาพยนตร์ชุดนี้มาทุกภาค มีทั้งความรู้สึกที่หวนคิดถึงและพอใจกับรายละเอียดที่ผู้สร้างใส่มา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดหวังและไม่พอใจกับช่องโหว่หลากประการที่มีอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้

แม้ว่าตลอดเรื่อง เส้นทาง Halloween Ends จะเต็มไปด้วยข้อบกพร่องและความขรุขระ แต่เมื่อทุกอย่างดำเนินไปถึงจุดจบ ผู้สร้างก็สามารถหยิบเพลงที่ถูกต้องเหมาะสมกับการส่งท้ายเรื่องราวของปีศาจแห่งวันฮาโลวีนและการเอาตัวรอดของลอรี่ได้อย่างสมบูรณ์ และถือเป็นการส่งท้ายเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างมีความหมายและสมคุณค่า บทเพลงนั้นก็คือ ‘(Don’t Fear) The Reaper’ โดยวงดนตรีร็อคแห่งทศวรรษที่ 1970s ‘Blue Öyster Cult

 

แล้วบทเพลงนี้มีความเชื่อมโยงต่อเรื่องราวของ Halloween อย่างไร?

ตลอดเส้นทางชีวิตของลอรี่ สโตรด ที่นำแสดงโดย ‘เจมี ลี เคอร์ติส’ (Jamie Lee Curtis) ไม่เพียงแต่เธอต้องเอาชีวิตรอดในคืนฮาโลวีนจากการที่พี่ชายสวมหน้ากากขาวถือมีดเดินไล่ฟันเธอ แต่เธอยังต้องทนอยู่กับความทรมานที่เกิดจากบาดแผลฝังใจในการที่ต้องตระหนักรู้อยู่เสมอว่า ไมเคิล ไมเยอร์ส ‘ยังมีชีวิตอยู่’
ข้อมูลนั้นเปรียบเสมือนดั่งแผลใจที่คอยกัดกินและบั่นทอนเธอเรื่อยมา และความกลัวเหล่านั้นมันก็เดินทางมาถึงเธอ ดังที่เราได้เห็นกันในภาคหนึ่งและภาคสองของไตรภาคล่าสุดนี้ ว่าไมเคิลกลับมารังควานเธอและครอบครัวอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปกว่า 4 ทศวรรษ แถมอสูรกายตนนั้นก็ยังได้พรากชีวิตลูกสาวไปจากเธออีกด้วย

(Don’t Fear) The Reaper เป็นบทเพลงที่มีการถกเถียงอยู่บ่อยครั้งว่ากล่าวถึงอะไร เพราะเนื้อหาของมันสามารถถูกตีความได้หลายแบบ บ้างก็ตีความว่ามันเป็นเพลงที่เชิญชวนให้คนปลิดชีพตัวเอง บ้างก็บอกว่ามันเกี่ยวกับภัยร้ายของยาเสพติด แต่แท้จริงแล้วเพลงนี้เกี่ยวกับรักนิรันดร์และธรรมชาติของความตายที่เราควร ‘โอบรับ’ มันให้ได

"เวลาของเราทุกคนเคลื่อนเข้ามาถึงแล้ว

ณ ที่นี่ แต่พวกเขาได้จากไปแล้ว

ฤดูกาลที่ผันผ่านไม่เคยหวั่นเกรงความตาย

เฉกเช่นเดียวกับสายลม แสงแดด และน้ำฝน

พวกเราก็เป็นเช่นนั้นได้"

เนื้อเพลงของ (Don’t Fear) The Reaper ล้วนเป็นการพร่ำเพ้อพรรณาถึงความรักที่จะอยู่คงนิรันดรแม้แต่ยมทูตก็ไม่สามารถพรากไปได้ มันถูกร้อยเรียงออกมาอย่างสวยงาม ผสานเข้ากับเสียงดนตรีคลาสสิคร็อคช่วงปลายทศวรรษที่ 1970s และเสียงริฟท์กีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้บทเพลงนี้มีความโดดเด่นและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

 

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้การใส่เพลงนี้เอาไว้ท้ายเรื่องมีความหมายขึ้นมา

(Don’t Fear) The Reaper ที่ปรากฎขึ้นท้ายเรื่องในช่วงเครดิตของ Halloween Ends ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันถูกหยิบขึ้นมาใช้ แต่หากย้อนกลับไปดู Halloween (1978) ภาคต้นฉบับ ในฉากที่ลอรี่กำลังขับรถและถูกสะกดรอยตาม เพลงที่ถูกเล่นในวิทยุของเธอก็คือเพลงที่กล่าวถึงยมทูตและการไม่หวั่นเกรงมัน ซึ่งก็คือเพลงนี้นั่นเอง ดังนั้นการที่มันถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งจึงสร้างความหวนคิดถึงได้ไม่น้อย

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ (Don’t Fear) The Reaper มีความหมายเมื่อมันถูกบรรเลงในตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพราะมันเปรียบเสมือนตัวแทนการยืนหยัดต่อสู้ของลอรี่ สโตรดตลอด 45 ปีที่ผ่านมา เธอยืนหยัดสู้กับอสูรกายที่ตามรังควานเธอทุกคืนฮาโลวีนและบาดแผลใจที่บาดลึกจากการที่ไมเคิลยังคงลอยนวล

แต่เธอสามารถก้าวผ่านเรื่องทั้งหมดมาได้เพราะเธอ ‘(ไม่หวั่นเกรง) ยมทูต’ ที่จ้องจะพรากเอาชีวิตเธอไปตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพร้อมสู้สุดตัว เพื่อกำจัดปีศาจร้ายให้มลายหายไปจากแฮดดอนฟิล์ด (Haddonfield) และตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เธอยืนหยัดสู้ 

ใน Halloween Ends เมื่อร่างของไมเคิลไหลลงเครื่องบดจนไม่เหลือเค้าโครงที่จะฟื้นคืนชีพไปทำหน้าที่ยมทูตพรากชีวิตคนได้อีกต่อไป ความสงบสุขที่แท้จริงในชีวิตของลอรี่จึงบังเกิดขึ้น 

ภาพที่ผู้ชมจะได้เห็นก่อนภาพยนตร์จะจบลงคือบ้านของลอรี่ที่เงียบสงบ แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาเป็นความอบอุ่นปลอดภัย ไร้สายตาดำมืดจากใบหน้าสีขาวจ้องมองเธออีกต่อไป เรื่องราวของไมเคิล ไมเยอร์ส ได้เดินมาถึงตอนจบบริบูรณ์ ไร้ซึ่งปมต่อ ไม่มีการฟื้นคืนชีพแบบเซอร์ไพร์ส (เหมือนภาคอื่น ๆ) อีกต่อไป 

หลังจากนั้นภาพก็ตัดเข้าฉากสีดำพร้อมกับเสียงริฟท์กีตาร์จากบทเพลง (Don’t Fear) The Reaper มันก็เป็นการย้ำชัดโดยไม่ต้องเอ่ยแม้แต่คำเดียวว่า

“และนั่นคือเรื่องราวของวีรสตรีนักสู้ผู้ไม่หวั่นเกรงให้กับเคียวของยมทูต…"