Post on 16/02/2021

โซโลมอน แอสช์ : ทำไมมนุษย์จึงไม่กล้าแตกแถว แม้เดินบนเส้นทางที่ผิด

บางครั้งที่เราสงสัยว่า ความจริงอยู่ตรงหน้า ชัดอยู่แล้วว่าอะไรผิดถูก แต่เหตุใดโลกใบนี้กลับมีกลุ่มคนที่เลือกต่อแถวเดินบนเส้นทางที่ผิด แถมยังไม่กล้า ‘แตกแถว’ อีกต่างหาก 

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1930 โซโลมอน แอสช์ (Solomon Asch) นักจิตวิทยาสังคมชาวโปแลนด์-อเมริกัน ก็ตั้งคำถามนี้เช่นเดียวกัน 

โฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) และการปลุกใจของฮิตเลอร์ในกลุ่มชาวนาซี ทำให้แอสช์เริ่มสงสัยว่าแรงกดดันทางสังคมหรือเสียงของคนส่วนใหญ่จะทำให้มนุษย์คล้อยตามกันได้มากน้อยแค่ไหน เขาจึงเริ่มทำการทดลองจิตวิทยาแห่งการคล้อยตาม (Asch’s Conformity Experiment) ขึ้นในปี ค.ศ. 1951 ซึ่งการทดลองนี้เป็นแรงบันดาลใจให้สแตนลีย์ มิลแกรม ทำการทดลองสุดคลาสสิกเกี่ยวกับการคล้อยตามผู้มีอำนาจในเวลาต่อมา (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thepeople.co/stanley-milgram-experiment/ )

 

เริ่มต้นการทดลอง

แอสช์เริ่มจากการชวนหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย 50 คนเข้ามาร่วมทดลอง โดยบอกว่าเป็นการทดสอบการรับรู้ทางสายตา 

แต่ละห้องจะมีผู้เข้าร่วมการทดลอง 7-9 คนนั่งเรียงหน้ากระดานเตรียมตอบคำถาม โดยมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เป็น ‘ผู้เข้าร่วมการทดลองจริง’ ส่วนคนที่เหลือคือ ‘หน้าม้าที่นัดกันมาตอบผิด’ 

จากนั้นแอสช์จะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองตอบคำถามทีละคนอย่างเสียงดังฟังชัดว่า ‘เส้นตรงที่กำหนดให้ มีขนาดเท่ากับเส้นตรงไหน 3 ตัวเลือกนี้ ?’ โดยแอสช์ตั้งใจให้ผู้เข้าร่วมการทดลองได้ตอบคำถามเป็นคนท้าย ๆ และตั้งใจให้เส้นตรงแต่ละเส้นมีความยาวต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการทดลองตอบคำถามได้ และรู้สึกว่าแบบทดสอบนี้ช่างง่ายแสนง่าย

เมื่อเริ่มถาม 2 ข้อแรก หน้าม้าทุกคนหลอกให้ผู้เข้าร่วมการทดลองตายใจ ด้วยการเลือกตอบข้อที่ถูกต้องอย่างเป็นเอกฉันท์ และเมื่อมาถึงข้อที่ 3 หน้าม้าทุกคนเริ่มพร้อมใจกันเลือกตอบข้อที่ผิดอย่างเห็นได้ชัด เช่น หากคำตอบคือเส้นที่สั้นที่สุด แต่หน้าม้า ‘ทุกคน’ เลือกตอบเส้นที่ยาวที่สุด เพื่อดูว่าผู้เข้าร่วมการทดลองจะยอมตอบผิดตามไปด้วยหรือไม่

แอสช์ตกลงกับหน้าม้าว่าให้ทุกคนตอบผิดแบบนี้ติดต่อกัน 18 ครั้ง ผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตอบผิดตามหน้าม้าถึง 12 ครั้ง และเกือบ 75% ยอมตอบผิดตามหน้าม้าอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แม้กระทั่งข้อที่เส้นตรงในตัวเลือกที่ถูกกับตัวเลือกที่ผิดมีความยาวต่างกันถึง 7 นิ้ว แต่ผู้เข้าร่วมการทดลองก็ยังเลือกข้อที่ผิดตามหน้าม้า 

ส่วนกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้มีหน้าม้าอยู่ในห้องด้วยและได้โจทย์เดียวกัน ตอบผิดแค่เพียง 1% เท่านั้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของมนุษย์ มากกว่าหลักฐานที่เป็นรูปธรรม (concrete evidence) 

 

เหตุผลที่คนไม่กล้าแตกแถว

หลังจบการทดลอง พวกเขาให้สัมภาษณ์ว่า จริง ๆ แล้วตัวเองไม่ได้เชื่อคำตอบของหน้าม้าคนอื่น ๆ แต่ก็ยอมตอบผิดตามเพราะกลัวว่าถ้าตอบสิ่งที่ต่างออกไปแล้วจะกลายเป็นตัวตลก รู้สึกแปลกแยกหรือไม่ได้รับการยอมรับ มีเพียงไม่กี่คนที่เชื่อคำตอบของหน้าม้าจริง ๆ

นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำตามเสียงส่วนใหญ่ อย่างแรกคือ ‘จำนวนหน้าม้าที่ตอบผิด’ ยิ่งมีคนตอบผิดเยอะหรือคำตอบเป็นเอกฉันท์มากเท่าไร ยิ่งทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองยอมตอบผิดตามคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น 

อย่างที่สองคือ ‘ความยากและความซับซ้อนของงาน’ เช่น ถ้าทำให้เส้นตรงทั้งสามตัวเลือกมีความยาวใกล้เคียงกันมาก ๆ จนแยกไม่ออก ผู้เข้าร่วมการทดลองก็มีแนวโน้มจะตอบตามเสียงส่วนมาก เพราะเมื่อมนุษย์เกิดความไม่รู้และไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน พวกเขาจะมองหาความถูกต้องจากความคิดเห็นของคนอื่น ๆ เพื่อยืนยันว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง (ข้อนี้อาจเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมโฆษณาชวนเชื่อหรือ propaganda ต่าง ๆ จึงได้ผล เพราะเมื่อความกลัวผนวกรวมกับความไม่รู้ ผู้คนจะมองหา ‘ความถูกต้อง’ จากเสียงของคนส่วนใหญ่)

ปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลคือ ‘การเปิดเผยคำตอบ’ เมื่อผู้เข้าร่วมตอบคำถามโดยไม่ต้องเปิดเผยคำตอบของตัวเองให้คนอื่นรู้ การตอบผิดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ได้มีแรงกดดันทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ควบคุมการกระทำ แต่ไม่อาจควบคุมความคิด

แน่นอนว่าการทดลองทุกอย่างย่อมมีข้อจำกัด เช่นเดียวกับการทดลองของแอสช์ที่ผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นผู้ชายทั้งหมด แถมยังมีช่วงอายุที่ไม่หลากหลาย แต่อย่างน้อยการทดลองนี้ก็พอจะสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์มีความสามารถในการคิด ลึก ๆ แล้วรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่เมื่อคนส่วนใหญ่รอบตัวชี้ผิดเป็นถูก ก็อาจทำให้คนคนหนึ่งลงมือทำเรื่องที่ผิดได้อย่างไม่ลังเล 

แต่การคล้อยตามรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง ‘การกระทำ’ ไม่อาจควบคุมไปจนถึง ‘ความคิดหรือความเชื่อ’ ของมนุษย์ได้ ฉะนั้นแม้ว่าเสียงส่วนใหญ่จะกดดันให้พวกเขา ‘ทำ’ หรือ ‘แสดงออก’ อย่างไร แต่มนุษย์ย่อมมีความสามารถในการคิด มีอิสระในการเชื่อตามเหตุผลและหลักความเป็นจริงอยู่เช่นเดิม

นอกจากนี้แอสช์ยังพบว่าหากมีหน้าม้าตอบตัวเลือกที่ถูกเพิ่มมาเพียงหนึ่งคน ก็ช่วยลดการคล้อยตามเสียงส่วนใหญ่ลงแล้ว นั่นแสดงว่า ขณะที่ต่อแถวเดินบนเส้นทางที่ผิด บางครั้งเราอาจจะต้องการเพียงคนแรกที่กล้าพอจะ ‘แตกแถว’ เริ่มทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งหนึ่งเสียงเล็ก ๆ นั้นอาจเป็นความหวังหรือเป็นการจุดประกายความกล้าหาญให้คนอื่น ๆ อีกจำนวนมากยอมแตกแถวออกมาทำสิ่งที่ถูกต้องก็เป็นได้ 

 

ที่มา


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

‘ปาท่องโก๋’ ไม่ได้เรียกว่า ‘ปาท่องโก๋’ แต่เป็น ‘อิ้วจาก้วย’ ที่มีไว้สาปแช่งสองสามีภรรยาชาวจีนผู้ทรยศบ้านเมือง

สมาคมสุภาพบุรุษแห่งสก็อตแลนด์ กำเนิด Britannica สารานุกรมภาษาอังกฤษอายุยืนที่สุดในโลก 

วินเชนโซ เปรูจา นักชาตินิยม ผู้ลักพาตัว โมนา ลิซา 

เสียงร่ำไห้จากปลายกระบอกปืนของ ‘โรเบิร์ต อาเธอร์ เคมบริดจ์’ ชายผู้ลั่นไกใส่ภาพวาดของ เลโอนาร์โด ดา วินชี

อนาคาริกธรรมปาละ ผู้ริเริ่มชิงอำนาจดูแล “พุทธคยา” จากชาวฮินดู

ซีอุย จริยธรรมของพิพิธภัณฑ์กับการจัดแสดงศพมนุษย์

วณี เลาหเกียรติ: สวยอมตะในวัย 100 ปี นางสาวสยามคนที่ 2 กับการคัดสาวงามในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ธาราวี มหานครชุมชนแออัดแห่งอินเดีย: 124 ปีฝ่าวิกฤตโรคระบาด จากห่าลงสู่โควิด