Post on 20/12/2021

The Classic: จากจดหมายรักฉบับคลาสสิก สู่รักของคนยุคใหม่ที่ชนชั้นยังต้องพ่ายแพ้

/ ***บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง The Classic (2003) /

“เมื่อพระอาทิตย์สาดส่องบนท้องทะเล

เมื่อนั้นผมคิดถึงคุณ

เมื่อพระจันทร์สาดแสงในฤดูใบไม้ผลิ

เมื่อนั้นผมคิดถึงคุณ”

สำนวนจีบหญิงฉบับคลาสสิกยังคง ‘คลาสสิก’ สมชื่อ ซึ่งนั่นก็คือเสน่ห์ของภาพยนตร์เกาหลีใต้เรื่อง ‘The Classic – คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต’ (2003) อันโด่งดัง ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนเสมอมา

หลังจาก Netflix นำเรื่องราวของสองคู่รักที่อยู่คนละช่วงเวลา แต่มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งกลับมาฉาย ผู้ชมก็ได้พบกับ ‘ซนเยจิน’ (Son Ye-jin) ในวัยสาวสะพรั่ง ‘โจซึงอู’ (Cho Seung-woo) หนุ่มน้อยแสนน่ารัก และ ‘โจอินซอง’ (Jo In-Sung) ชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์อีกครั้ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม

การได้กลับมาชมภาพยนตร์เรื่อง The Classic อีกครั้งในวัยที่เติบโตขึ้น ทำให้หวนนึกถึงความทรงจำหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนจดหมายและการเขียนอีเมลส่งถึงเพื่อนหรือคนรัก ไม่แปลกใจเลยที่ยิ่งสิ่งเหล่านี้ห่างหายจากยุคที่เคยรุ่งเรืองไปมากเท่าไร คุณค่าของมันกลับเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ซึ่งบัดนี้ผลงานฝีมือกำกับของ ‘กวักแจยอง’ (Kwak Jae-young) ก็ถือเป็นภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่สะท้อนสังคมในยุคนั้น รวมไปถึงรักข้ามชนชั้นให้คนยุคใหม่ได้ย้อนมอง

สำหรับผู้กำกับกวักแจยอง เขาเคยฝากผลงานเอาไว้ในภาพยนตร์แห่งความทรงจำอีกเรื่องคือ ‘My Sassy Girl’ (2001) ที่พายัยตัวร้าย ‘จอนจีฮยอน’ (Jun Ji-hyun) โด่งดังเป็นพลุแตกไปพร้อมกระแสเกาหลีฟีเวอร์ (Korean Wave) ที่ยังไม่มอดลงจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนตัวภาพยนตร์ The Classic เองก็ไม่น้อยหน้า พาตัวเอกอย่าง ซนเยจิน คว้ารางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก ‘Grand Bell Awards’ และ ‘Baeksang Arts Awards’ ไปถึง 2 รางวัล ส่วนนักแสดงคู่ทั้งซนเยจินและโจซึงอูก็คว้ารางวัล Best Couple จากเวที ‘Moscow International Love Movie Awards’ ไปครองด้วย

นอกจากรางวัลการันตีความดีของภาพยนตร์แล้ว เรื่องราวของตัวละครสองรุ่นอย่าง ‘จีฮเย’ (รุ่นลูก) และ ‘จูฮี’ (รุ่นแม่) นำแสดงโดยซนเยจินคนเดียวก็มีความน่าสนใจและซึ้งใจมากพอให้ติดตามตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อจีฮเยผู้เป็นลูกได้มาเปิดจดหมายของผู้เป็นแม่อ่าน

จดหมายรักฉบับคลาสสิก

“ถือว่าเป็นจดหมายรักฉบับคลาสสิกละกัน”

เพราะข้อความที่ชายหนุ่มนามว่า ‘จุนโฮ’ (รับบทโดย โจซึงอู) เขียนไว้บนจดหมายนั้นช่างหวานเลี่ยนสมกับเป็นการจีบกันของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ จีฮเยจึงนิยามจดหมายของพ่อ แม่ และชายที่ชื่อว่าจุนโฮว่าเป็น ‘จดหมายรักฉบับคลาสสิก’ แต่เบื้องหลังน้ำหมึกที่อัดแน่นไปด้วยความรักอันรุ่มร้อนของวัยรุ่นยุค 60’s จีฮเยกลับค้นพบน้ำตาและความเจ็บปวดของจูฮีผู้เป็นแม่ รวมถึงชายคนรักที่ไม่อาจสมหวังในอดีต

เรื่องราวในภาพยนตร์ตัดสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ในปัจจุบัน จีฮเยเป็นนักศึกษาที่มีใจให้กับ ‘ซังมิน’ (รับบทโดย โจอินซอง) แต่เธอเลือกจะหลีกทางให้กับเพื่อนสาวที่มุ่งมั่นจีบซังมินอย่างออกหน้าออกตา จีฮเยผู้รับหน้าที่เขียนอีเมลจีบซังมินตามคำขอของเพื่อนจึงได้แต่แอบรักเขาอยู่เงียบ ๆ โดยไม่รู้เลยว่าเขาเองก็มีใจให้เธอเช่นกัน

ส่วนในอดีต จูฮีเป็นลูกสาวคนเดียวของ ส.ส. ที่เรียกได้ว่ามีหน้ามีตาในสังคม เธอเดินทางมาเยี่ยมคุณปู่ในชนบทจนได้พบกับชายที่ชื่อว่าจุนโฮ เธอและจุนโฮมีใจให้กัน แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคชิ้นใหญ่นั่นก็คือ ‘ชนชั้น’ และ ‘การคลุมถุงชน’ จูฮีเป็นคู่หมั้นของ ‘แทซู’ (รับบทโดย อีกีอู – Lee Ki-woo) เพื่อนรักของจุนโฮ ซึ่งนั่นทำให้จุนโฮทั้งเจ็บปวดและดีใจที่ได้หลีกทางให้เพื่อนผู้ร่ำรวยและนิสัยดีในการเป็นคู่ชีวิตของจูฮี

สิ่งแวดล้อมรอบกายและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปของคนสองยุคทำให้เรื่องราวดำเนินไปโดยเห็นการเปรียบเทียบและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม ความเหมือนกันของคนสองยุคก็มีเสน่ห์ในตัวมัน และไม่ได้ทำให้เกิดความน่าเบื่อแต่อย่างใด โดยเฉพาะฉากวิ่งฝ่าสายฝนที่ยังคงคลาสสิกจนถึงศตวรรษที่ 21 นี้ และกลับกลายเป็นว่าฝนคือตัวสื่อรักชั้นดี เพราะจุนโฮเองก็ได้พาจูฮีวิ่งหลบฝนไปหาแตงโมกินกันที่กระท่อมปลายนา ส่วนจีฮเยก็ได้ฝนพัดพาซังมินให้วิ่งเข้ามา (แกล้งทำเป็น) หลบฝนใต้ต้นไม้เดียวกัน

“ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่วิ่งตัวเปียกทั้งที่มีร่มจริงไหม?”

ในช่วงหลังของเรื่อง จีฮเยได้รู้ความจริงว่า ซังมินที่เคยวิ่งมาหลบฝนกับเธอ แท้จริงแล้วเขาพกร่มมาด้วย แต่ทิ้งมันเอาไว้ที่ร้านค้า เพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้เวลาร่วมกับเธอ จีฮเยที่กำลังจะนำร่มไปคืนซังมินจึงไม่ได้กางร่มนั้นออกมาใช้ และหลังจากประโยคดังกล่าวของจีฮเย ความรู้สึกของทั้งสองก็ถูกสายฝนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

จากเหตุการณ์ในทั้งสองช่วงเวลา ไม่ว่าจะยุคใด ‘กับคนที่ใช่ยังไงก็ต้องพยายาม’ แต่ผลลัพธ์จะสำเร็จสมดังหวังหรือไม่ นั่นก็เป็น ‘ความวิเศษ’ ในแบบของมัน เพราะบางครั้งความเจ็บปวดก็นำมาซึ่งประสบการณ์ชีวิต และบางครั้งความสมหวังก็นำมาซึ่งรักแท้

อีกหนึ่งความคลาสสิกที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ เพราะเป็นตอนสำคัญของเรื่องคือการเขียนจดหมายและอีเมลสื่อรัก จากยุคพจมาน สว่างวงศ์ เอ๊ย! ยุคของจูฮี (ในภาพยนตร์เธอถักเปียสองข้าง) สู่ยุคของจีฮเย เทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปมาก การเขียนจดหมายกลับกลายเป็น ‘ความคลาสสิก’ ที่น้อยคนจะเขียนถึงกัน ส่วนปัจจุบัน ทุกคนก็คงจะใช้แอปพลิเคชันอื่น ๆ ในการสื่อสาร ขณะที่น้อยคนนักจะยังเขียนจดหมายพลอดรักกันเช่นเดิม นั่นคือเสน่ห์ของแต่ละช่วงเวลาที่ The Classic บันทึกเอาไว้ได้เป็นอย่างดี และแสดงให้เห็นคุณค่าของมันอย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเขียนข้อความสื่อรักออกมาได้ดีจนคนอ่านขวยเขิน วาทศิลป์ของเพื่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนขี้อายและเรียบเรียงคำพูดไม่เก่งที่จะใช้บริการ นี่แหละอมยิ้มที่ไม่มีวันจางหายไปจากความทรงจำเวลาตรวจจดหมายที่จ้างเพื่อนเขียนให้ ส่วนสำนวนที่ชวนยิ้มน่ะหรือ? ก็คงจะประมาณเดียวกับที่จุนโฮเขียนถึงจูฮี รักเดียวของเขา

“มองไปนอกหน้าต่าง หากคุณเห็นกิ่งไม้ไหวไปตามลม 

โปรดจงรู้ว่าคนที่คุณรักเขา รักคุณเช่นกัน”

“หากคุณได้ยินเสียงหัวใจคุณเต้น 

โปรดจงรู้ว่าคนที่คุณรักเขา รักคุณเช่นกัน”

รวมไปถึงคำกล่าวสุดคลาสสิกที่ยังคงเป็นคำคมจนถึงปัจจุบัน กล่าวโดยจุนโฮว่า

“ขอโทษนะ ผมทำเรื่องโง่จริง ๆ นอกจากที่รักคุณแล้ว ตัวผมไม่เก่งอะไรเลย””

แต่นอกจากเรื่องราวชวนอบอุ่นหัวใจ ภาพยนตร์ของผู้กำกับกวักแจยองก็ยังครบรสไปด้วยความดราม่าและความจริงอันโหดร้ายที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ในอดีต

อุปสรรคสุดคลาสสิก

แท้จริงแล้วใช้คำว่า คลาสสิก ก็ดูจะดีเกินไปสำหรับอุปสรรคที่คงอยู่ทุกพื้นที่ในช่วงเวลาเก่าก่อน แต่อย่างไรก็ตาม อุปสรรคดังกล่าวกลับไม่เคยหายไปไหนแม้ในศตวรรษที่ 21 นี้ เพราะต้นตอของปัญหายังไม่ถูกถอนรากถอนโคนออกไปเสียที

‘ชนชั้น’ นั่นคืออุปสรรคแรกที่ทำให้เกิดการ ‘คลุมถุงชน’ ตามมา จุนโฮแม้จะมาจากเมืองเดียวกันกับลูกสาว ส.ส. อย่างจูฮี แต่ปู่ของเธอกลับมองว่าเขานั้นเป็นชนชั้นที่ไม่อาจเทียบเคียงความสูงศักดิ์ของพวกเขาได้เลย เมื่อจูฮีมีใจให้กับจุนโฮ ตัวจูฮีเองจึงรู้ดีว่าพ่อแม่ต้องไม่ยอมรับชายคนนี้อย่างแน่นอน

แม้จุนโฮจะแสดงความจริงใจอย่างไร สถานะทางสังคมที่ถือเป็นเรื่องสำคัญในยุคนั้นก็ไม่ยอมให้เขาสมหวังโดยง่าย สุดท้ายจูฮีจึงจะได้แต่งงานกับแทซูที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยแทน โดยในฉากที่พ่อของแทซูรู้ความจริงว่า แทซูไม่ได้คบกับจูฮี เขาปลดเข็มขัดออกมาฟาดลูกชายอย่างไม่สนใจไยดีความรู้สึกของลูก เพราะหากแทซูไม่ได้เชื่อมสัมพันธ์กับลูกสาว ส.ส. แล้ว ความพยายามของพ่อก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป

ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดจากความต้องการอำนาจบารมีคือสิ่งที่บั่นทอนความอบอุ่นในครอบครัว แทซูผู้ไม่อยากทนรับความเจ็บปวดจาก ‘แส้’ ในรูปเข็มขัด จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย และในยุคที่หน้าตาของวงศ์ตระกูลสำคัญกว่าสิ่งใด คงจะไม่ได้มีแค่แทซูเท่านั้นที่ตัดสินใจเดินเข้าหาความตายเช่นนี้

รักข้ามชนชั้นของคนที่ถูกมัดให้อยู่ในกรอบจึงจบลงด้วยความทรมานใจ แต่สิ่งที่ The Classic ฝากเอาไว้คือการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์นั้นมีทางเลือกในการตัดสินใจเสมอ การยอมเป็นนกน้อยในกรงทองอย่างแทซูและจูฮีอาจปลอดภัยจากการถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่นั่นก็หมายถึงการทำร้ายใจตัวเองไปตลอดชีวิตเช่นกัน

“รักกันรังแต่จะเจ็บปวด” จูฮีบอกกับจุนโฮ

“เวลาจะช่วยได้” 

“ฉันจะไม่พบหน้าคุณ หรือพบแทซูอีกต่อไป ฉันไม่ขอพบใครเลยสักคน”

หนึ่งในบทพูดเรียกน้ำตาที่สะท้อนการถูกกีดกันได้เป็นอย่างดีระหว่างวัยรุ่นทั้งสาม แต่อย่างไรก็ตาม อดีตจากไดอารีของแม่เป็นเพียงประสบการณ์ชีวิตที่สอนให้มนุษย์เรียนรู้ และหาทางเดินใหม่ที่ดีต่อใจกว่าเดิม

หลังจากจีฮเยรับรู้เรื่องราวของผู้เป็นแม่ เธอก็ได้ค้นพบมุมมองใหม่ของความรัก และเริ่มเดินหน้าจนได้รักกับซังมินสมใจ จากฉากเดินชมแกลเลอรีที่ซังมินและจีฮเยเดินขนานกันโดยมีนิทรรศการคั่นกลาง ในที่สุดทั้งสองก็ได้ร่วมทางโดยมีเพียงสองมือที่เหนี่ยวรั้งกันไว้

ทั้งหมดไม่ใช่เพราะโชคชะตาที่ทำให้รักข้ามชนชั้นหายไป แต่เป็นเพราะการมาถึงของ ‘ยุคใหม่’ และ ‘แนวคิดเรื่องความเท่าเทียม’ ที่ทำให้ระบบชนชั้นอ่อนแอลง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ‘คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต’ สำหรับคนในยุคปัจจุบันจะไม่ต้องจบลงด้วยอุปสรรคเดิม ๆ อย่างในภาพยนตร์เรื่อง The Classic อีกต่อไป 

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ: The Classic

อ้างอิง:

ภาพยนตร์เรื่อง The Classic (2003)


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม