Post on 23/01/2020

World War Z: เมื่อโลกหายนะ เชื้อโรค “ซอมบี้” เริ่มที่ประเทศจีน?

ในนิยาย World War Z มีความเป็นไปได้ว่า เชื้อโรค “ซอมบี้” ที่แพร่ไปทั่วโลก ต้นเหตุแรกเริ่มอาจจะเกิดขึ้นที่ประเทศจีน?

การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่นของจีน (2019-nCov) หรือที่เรียกชื่อว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” กลายเป็นวาระใหญ่ของโลกไปแล้ว เพราะปัจจุบันนอกจากที่ประเทศจีน ตอนนี้ไวรัสอู่ฮั่นเริ่มระบาดออกไปวงกว้าง มีการพบผู้ติดเชื้อในตอนนี้ในสหรัฐฯ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเก๊า ฮ่องกง และประเทศไทย จนกลายเป็นวาระสาธารณสุขของหลายประเทศ ที่จะต้องออกมาตรการช่วยดูแลด้านสุขภาพของคนในประเทศ

เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกย้อนไปถึงเรื่องราวของ “ซอมบี้” ในวัฒนธรรมป๊อป ผ่านนิยายของ แม็กซ์ บรู๊กส์ ที่มีชื่อว่า World War Z: An Oral History of the Zombie War ในปี 2006 (ในบ้านเรา ฉบับแปลไทยนั้นแปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ เป็นของสำนักพิมพ์ earnest) ซึ่งในปี 2013 ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ World War Z โดย แบรด พิตต์ เป็นทั้งนักแสดงนำและโปรดิวเซอร์

เวอร์ชันภาพยนตร์ตีความนิยายออกไปอีกแบบหนึ่ง โดยศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่เจอร์รี เลน ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ซึ่งกลับมารับงานให้สหประชาชาติอีกครั้ง เพื่อเดินทางทั่วโลกตามหาสาเหตุที่คนหลายพันล้านบนโลกต้องเสียชีวิตเพราะเชื้อซอมบี้

เขาต้องเดินทางจากอเมริกา ไปเกาหลีใต้ จนถึงไปอิสราเอล เพื่อตามหาเบาะแสต่าง ๆ โดยเฉพาะการตามหา “ผู้ป่วยหมายเลขศูนย์” (Patient Zero)  คนไข้คนแรกที่เกิดโรคระบาด ซึ่งในภาพยนตร์สันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา ว่าสถานที่แรกที่เริ่มต้นเกิดเชื้อร้าย อาจจะเริ่มต้นที่ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินเดีย หรือเยอรมนี ซึ่งเป็นภารกิจที่เจอร์รี เลน ต้องตามสืบสวนต่อไป

แต่ในนิยายต้นเรื่องของภาพยนตร์ กลับมีวิธีการเล่าเรื่องอีกแบบ ในนิยาย World War Z เป็นการเล่าในรูปแบบการบันทึกของนักเขียนที่เรียบเรียงขึ้นมาใหม่จากรายงานที่นำเสนอต่อคณะกรรมการรายงานหลังสงครามของสหประชาชาติ ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศชัยชนะสงครามต่อซอมบี้มานานถึง 12 ปี ผู้เขียนเรื่องนี้จึงมีสถานะเป็นเพียงนักสังเกตการณ์ที่ออกตัวว่า “เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ได้จากความทรงจำ เสียงบันทึกการสัมภาษณ์พูดคุยกับคนทุกมุมโลก รวมรายละเอียด เทคโนโลยี สังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ” ซึ่งพ้องกับชื่อต่อของหนังสือที่มีชื่อว่า An Oral History of the Zombie War อันเป็นประวัติศาสตร์ฉบับมุขปาฐะ หรือประวัติศาสตร์ปากเปล่าจากเรื่องเล่าของแหล่งข้อมูลอื่นอีกที

นิยายเล่มนี้จึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นย่อย ๆ ทั่วโลก ผ่านตัวละครที่เปรียบเสมือนบุคคลที่สามที่คนเขียนเล่าถึงหรือสัมภาษณ์ทั่วโลก ตั้งแต่ญี่ปุ่น อิสราเอล สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่เกาหลีเหนือ โดยแต่ละตอน แต่ละพื้นที่ที่พูดถึงในแต่ละบทเหมือนชิ้นส่วนข้อมูล ความจริงที่กระจัดกระจายจนเมื่อได้อ่านครบทั้งเล่มจะเห็นภาพรวมว่า เกิดอะไรขึ้นในสงครามโลกที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับซอมบี้

ที่น่าสนใจก็คือ บทแรกของหนังสือเล่มนี้ ตั้งสมมติฐานว่า เหตุการณ์เชื้อโรคซอมบี้ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก สาเหตุเริ่มต้นมาจาก…ประเทศจีน

สถานที่แรกสุดที่นิยายได้พูดถึงคือที่ มหานครฉงชิ่ง สมาพันธ์สหรัฐจีน จากบันทึกคุณหมอในท้องถิ่นเล่าว่า “การแพร่ระบาดครั้งแรกสุดที่ฉันเห็นอยู่ในหมู่บ้านกันดารที่ไม่มีชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการ” หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นมาใหม่เหตุผลเพราะว่าพื้นที่เดิมของหมู่บ้านจมอยู่ใต้น้ำเพราะทางการสร้างเขื่อนขึ้นมา

คนไข้คนแรก คือเด็กน้อยที่เดินทางไปกับพ่อเพื่อดำน้ำหาสมบัติในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน ซึ่งมีหมู่บ้านจมอยู่ใต้น้ำ (เป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย) “เจ้าหนูโผล่ขึ้นมา ร้องไห้ นิ้วหัวแม่เท้าถูกกัดหลุดหาย เขาไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร น้ำขุ่นดำมืด พ่อของเจ้าหนูไม่ได้โผล่ขึ้นมาด้วย…”

“ฉันพบ ‘ผู้ป่วยหมายเลขศูนย์’ ขังลั่นดาลประตูไว้แน่นหนาในกระท่อมร้างปลายหมู่บ้าน เด็กคนนี้อายุ สิบสองปี ข้อมือข้อเท้าถูกมัดด้วยเชือกฟาง แม้จะดิ้นรนอย่างหนักจนผิวหนังฉีกขาด แต่ไม่มีเลือดไหลออกจากแผลอื่นบนร่าง ทั้งแขนและขา ไม่มีเลือดไหลจากรอยแผลนิ้วหัวแม่เท้าที่หลุดหายไป ร่างนั้นดิ้นรนเหมือนสัตว์เถื่อน ก้อนผ้าอุดปากไว้”

บทแรกนี้จึงเหมือนบทเปิดที่ตั้งข้อสังเกตว่า เชื้อโรคซอมบี้ น่าจะเริ่มต้นที่ประเทศจีน (แต่ด้วยความที่เป็นประวัติศาสตร์ปากเปล่า เราควรตั้งข้อสงสัยอีกชั้นหนึ่งว่าเรื่องจริงไหม) ก่อนที่บทอื่น ๆ ในหนังสือ จะพาไปสำรวจความวอดวายที่ผู้คนเสียชีวิตไปค่อนโลก และการเอาตัวรอดของมนุษย์จากสงครามโลกกับซอมบี้ในแต่ละพื้นที่ของโลก

แม้ว่า World War Z จะเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา แต่เนื้อหาของเรื่องเล่า มองในมุมหนึ่งคือการสื่อสารให้เราระแวดระวังและเตรียมรับมือกับมหันตภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ เหมือนกับตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์ World War Z ที่สนทนากับเจอร์รี เลน ใจความว่า 

“พลังธรรมชาติเปรียบเสมือนฆาตกรต่อเนื่องที่ไม่มีใครเก่งกว่า ทั้งยังสร้างสรรค์กว่า แต่ก็เหมือนฆาตกรต่อเนื่องทั่ว ๆ ไป มันอดไม่ได้ที่จะโดนจับได้ มันน่าปลื้มตรงไหนถ้าทำเรื่องร้าย ๆ แต่ไม่ยักมีใครให้เครดิต ฉะนั้นมันจึงทิ้งเบาะแส ที่ยากคือ เราเสียเวลาเรียนเป็นสิบปี เพื่อจะตระหนักว่าเบาะแสก็คือเบาะแส และบางครั้งที่เราคิดว่าองค์ประกอบความร้ายสุดของไวรัส อาจกลายเป็นจุดอ่อนของมันเองนั่นแหละ และธรรมชาติชอบอำพรางว่าจุดอ่อนของมันนั้นคือความแกร่ง”

การเตรียมตัวรับมืออย่างรัดกุมกับโลกที่ไม่แน่นอนใบนี้ จึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งในมุมมองของรัฐ และปัจเจกชนทั่วไป


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล

Related

[1] ชาร์ลี พาร์คเกอร์ อัจฉริยะดนตรีผู้ใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่ง: หล่อหลอมจากหัวใจแคนซัส

วง “เดอะ บีเทิลส์” ก่อนที่จะเป็นวงดังระดับโลก กับการฝึกฝนตัวเอง 10,000 ชั่วโมง

ฮิเมช พาเทล ไม่ดังแต่ร้องเพลงเพราะ เลยได้แสดงนำใน Yesterday

อีซึงกิ: ราชสกุล ลูกชายแห่งชาติ Vagabond และ Triple Crown แห่งบันเทิงเกาหลี

แกรี่ ไลท์บอดี้ แห่งวง Snow Patrol ชายที่เรียนรู้จากความเจ็บปวด กับชีวิตที่ “เกลียดตัวเอง” จนเป็นโรคซึมเศร้า ติดเหล้าติดยา

“เพื่อนกูรักเมียมึงว่ะ” รักสามเศร้า สะท้านวงการเพลง กับ ภารกิจเคลมเมียเพื่อนของ เอริค แคลปตัน

หว่องการ์ไว – อัตลักษณ์ฮ่องกงกับผู้กำกับที่ ‘กระทำความหว่อง’ มาตลอด 20 ปี

เจนนิเฟอร์ โลเปซ ซูเปอร์สตาร์ลาติน ขวัญใจฮอลลีวูด