Post on 04/11/2019

ซาฮี ฮาวาสส์ ผู้นำเผด็จการแห่งวงการอียิปต์วิทยา

ซาฮี ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ชื่อนี้น่าจะคุ้นหูใครหลายคนที่ติดตามเรื่องราวด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ แต่ถ้าใครไม่ได้ตาม ฮาวาสส์คือ นักโบราณคดีชาวอียิปต์และอดีตผู้บังคับบัญชาสูงสุดด้านโบราณคดีของอียิปต์ ที่ “ผูกขาด” การประกาศการค้นพบทางโบราณคดีในอียิปต์ต่อชาวโลกไว้ที่ตัวเขาเพียงคนเดียว

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นชาวอียิปต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ฮาวาสส์เองยังเคลมว่าเขานั้นดังยิ่งกว่า โอมาร์ ชารีฟ (Omar Sharif) นักแสดงชาวอียิปต์ เพื่อนสนิทที่แสดงนำในหนังอย่าง Dr. Zhivago ซึ่งชนะ 5 รางวัลออสการ์ และร่วมแสดงใน Lawrence of Arabia (1962) ซึ่งคว้าออสการ์มาถึง 7 ตัว 

ฮาวาสส์ยังโวว่า หมวกสไตล์คาวบอยของเขาเป็นที่นิยมยิ่งกว่าหมวก “อินเดียนา โจนส์” เสียอีก

เอียน ปาร์เกอร์ (Ian Parker) แห่ง The New Yorker  เล่าว่า ฮาวาสส์ เป็นลูกหลานเกษตรกรแห่งลุ่มน้ำไนล์ พ่อของเขาจากไปตั้งแต่ยังเด็ก เรียนจบตรีด้านโบราณคดียุคกรีก-โรมัน จากอเล็กซานเดรีย ในช่วงเวลาอันชอกช้ำของชาวอียิปต์เมื่อต้องพ่ายให้กับอิสราเอลในสงคราม 6 วัน เมื่อปี 1967 

หนึ่งปีหลังเรียนจบเขาเข้าทำงานกับกองโบราณคดีในตำแหน่งผู้ตรวจการ ทำหน้าที่ดูแลการขุดสำรวจแหล่งโบราณคดี และโบราณสถานต่าง ๆ เดวิด ซิมส์ (David Sims) เพื่อนชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตในอียิปต์เล่าว่า ฮาวาสส์ไม่ใช่นักเรียนที่เก่งกาจ และแรก ๆ ที่ทำงานเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับประวัติศาสตร์ของฟาโรห์เท่าไรนัก

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่เขาได้ไปประจำที่กิซาเพื่อดูแลมหาพีระมิด ซึ่ง ฟาเดล แกด (Fadel Gad) เพื่อนสนิทอีกรายของฮาวาสส์ชี้ว่า พีระมิดคือสิ่งที่สร้างตัวตนของฮาวาสส์ มันเป็นโอกาสและช่องทางของเขาในการแสดงตนต่อโลก หากโลกต้องการเห็นมหาพีระมิดก็ต้องเห็นฮาวาสส์พร้อมกันไปด้วย

ฮาวาสส์ยอมรับกับปาร์เกอร์ว่า แรก ๆ นั้น “ผมทำตามหน้าที่อย่างดี แต่ความรู้ไม่ค่อยดีเท่าไร ผมไม่ได้รู้อะไรเลย เป็นแค่ไอ้โง่คนหนึ่งเท่านั้น” จากนั้นเขาจึงไปต่อปริญญาโทหลักสูตรอียิปต์วิทยา ที่มหาวิทยาลัยไคโร จบแล้วตอนแรกเขากะว่าจะไปเป็นไกด์นำเที่ยว แต่โชคดีได้ทุนฟุลไบรต์ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในปี 1980 และกลับมาอียิปต์อีกครั้งในวัย 40 ปี พร้อมกับความรู้และทักษะที่เพียบพร้อมในฐานะนักวิชาการ ทำให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว

ในปี 1987 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการแผนกซึ่งมีหน้าที่ดูแลพีระมิดที่กิซาด้วย เขาพยายามปรับปรุงพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบาย ตอนหลังยังสร้างรั้วยาวติดตั้งเซ็นเซอร์และกล้องวงจรปิดเพื่อกีดกันพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ และคนนำทาง (บนหลังอูฐ) ไม่ให้มาข้องแวะกับนักท่องเที่ยว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับคนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก 

โดยหลักการแล้ว การพัฒนาและหาประโยชน์จากทรัพยากรใด ๆ คนในท้องถิ่นควรได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเหมาะสมด้วย แต่ดูเหมือนฮาวาสส์ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเท่าไรนัก โดยชี้ว่า นอกจากรั้วจะช่วยป้องกันนักท่องเที่ยวแล้ว ยังช่วยปกป้องโบราณสถานด้วย (BBC)

ส่วนที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมากในระดับนานาชาติคือการที่เขาค้นพบสุสานของผู้สร้างพีระมิดในปี 1990 (Britannica) ซึ่งช่วยหักล้างความเชื่อของนักทฤษฎีสมคบคิดซึ่งเป็นที่แพร่หลายในยุคนั้นว่า พีระมิดอันยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์โบราณนั้น แท้จริงแล้วมิได้ถูกสร้างโดยคนท้องถิ่น แต่เป็นฝีมือของอารยธรรมอันทรงภูมิจากต่างแดน บ้างก็ว่า “ต่างดาว” เลยด้วยซ้ำ

ชื่อเสียงของฮาวาสส์โด่งดังขึ้นไปอีกเมื่อในปี 1996 เขา (และที่ขาดไม่ได้ก็คือคณะทำงานที่ไม่ค่อยได้รับเครดิต) ไปพบสุสานที่รู้จักกันในชื่อว่า Valley of the Golden Mummies หรือ หุบเขามัมมีทองคำ ซึ่งพบมัมมีนับร้อยในสภาพที่สมบูรณ์มาก

ฮาวาสส์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เป็นหน้าเป็นตาของอียิปต์จึงได้ออกรายการสารคดีมากมาย ได้ดีเบตกับเหล่านักทฤษฎีทางเลือก ซึ่งปาร์เกอร์บอกว่าจะว่าไปก็คล้าย ๆ กับดู “มวยปล้ำอาชีพ” ที่คู่ต่อสู้สองฝ่าย “ดูเหมือน” จะเกลียดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ต่างฝ่ายต่างก็อยากมาออกรายการเพื่อฟาดฟันกับอีกฝ่าย เพราะต่างก็ได้ประโยชน์จากการที่ตนได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก่อนที่ฮาวาสส์จะได้รับการโปรโมตให้เป็นเลขาธิการใหญ่สภาสูงแห่งกิจการโบราณวัตถุสถาน (Supreme Council of Antiquities, SCA) ในปี 2002

ระหว่างนี้เขาได้ไปกำกับดูแลการขุดค้นหลายโครงการและมีการค้นพบที่สำคัญหลายครั้ง อย่างเช่น การค้นพบพีระมิดในยุคอาณาจักรเก่าที่ซักการา เมื่อปี 2008 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นของราชินีในฟาโรห์เตติ (Teti) และยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการ Mummy Project ซึ่งเป็นการเอาเทคโนโลยีพิสูจน์หลักฐานทางคดี ที่ใช้ในการวินิจฉัยการตายในยุคปัจจุบันไปใช้กับมัมมี ซึ่งช่วยในการระบุอัตลักษณ์ของผู้ตายได้ ทำให้ในปี 2007 เขาสามารถระบุได้ว่า ชิ้นส่วนมัมมีจำนวนหนึ่งเป็นของแฮตเชปซุต และปี 2010 ก็ออกมาประกาศว่า ตุตันคามุนเป็นโอรสในอเคนาเตน และน่าจะเสียชีวิตด้วยอาการแทรกซ้อนเนื่องจากโรคมาลาเรียและโรคกระดูก

การทำงานของฮาวาสส์จึงสร้างคุณูปการให้กับอียิปต์เป็นอย่างมาก และเขาก็ยังเป็นปากเป็นเสียงในการเรียกร้องให้ชาติตะวันตกส่งคืนโบราณวัตถุที่ถูกนำออกไปจากอียิปต์ ต่อให้มันจะถูกนำออกไปโดยถูกกฎหมายก็ตาม 

(สมัยก่อนที่อียิปต์จะเป็นประเทศ ดินแดนแถบนี้อยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งผู้ปกครองอิสลามมิได้ให้ความสำคัญกับอารยธรรมก่อนยุคอิสลามนอกรีต ชาวบ้านยังขุดเอามัมมีมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ชาวตะวันตกที่เห็นค่าของมันจึงมาขอซื้อหรือขนไปโดยไม่มีใครห้าม เพราะไม่มีใครเห็นค่าของมัน ในทางหนึ่งจึงช่วยให้มันรอดจากการทำลายมาได้ ตามหลักการ nullum crimen nulla poena sine lege การลงโทษหรือความผิดทางอาญาจะมีได้ก็ต่อเมื่อมีการบัญญัติเป็นกฎหมายไว้ก่อน การกระทำของชาวตะวันตกสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย แต่เมื่อเกิดประเทศอียิปต์มีการออกกฎหมายห้ามลักลอบค้าวัตถุโบราณ และมีข้อตกลงระหว่างประเทศที่รองรับ ก็ต้องว่ากันไปตามหลักการนั้น)

ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และการแสดงออกถึงความรักและหวงแหนในสมบัติของชาติ (แม้ว่าจะเป็นสมบัติที่เกิดขึ้นก่อนประเทศอียิปต์จะถือกำเนิด) จึงช่วยสร้างความนิยมในตัวฮาวาสส์เป็นอย่างยิ่ง 

อย่างไรก็ดี ปาร์เกอร์กล่าวว่า ฮาวาสส์ก็ถูกวิจารณ์อยู่เหมือนกัน อย่างเช่น การใส่ใจกับเรื่องการประชาสัมพันธ์มากกว่าการค้นพบทางวิชาการ และการเอาผลงานคนอื่นมาอ้างเป็นเครดิตของตัวเอง ซึ่งแม้แต่คนที่ชื่นชมฮาวาสส์อย่าง ซาลิมา อิกราม (Salima Ikram) ศาสตราจารย์ด้านอียิปต์วิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงไคโรซึ่งเป็นมิตรสหายกับฮาวาสส์มาหลายสิบปี ก็ยังบอกว่าฮาวาสส์มีนิสัยเป็น “เผด็จการ” และในเอกสารแถลงการณ์หลายฉบับของ SCA ก็มักจะละเลยที่จะใส่ชื่อของนักโบราณคดีที่ทำงานในการขุดค้นอันนำไปสู่การประกาศนั้น ๆ แม้ว่าบางคนจะทำงานนั้น ๆ มาเกือบทั้งชีวิตก็ตาม

ขณะเดียวกัน การวิพากษ์วิจารณ์หรือทำอะไร “ล้ำเส้น” ฮาวาสส์ ก็อาจทำให้นักอียิปต์วิทยาต่างชาติหมดอนาคตได้ง่าย ๆ เพราะ SCA สามารถระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาตการทำงานของพวกเขาในอียิปต์ได้ เหมือนเช่นกรณีของ โจแอน เฟลตเชอร์ (Joann Fletcher) นักโบราณคดีจากเกาะอังกฤษ ที่ถูกเนรเทศหลังไปออกรายการสารคดีในปี 2003 อ้างว่าสามารถระบุตัวมัมมีของเนเฟอร์ติติได้ ซึ่งทาง SCA อ้างว่า เฟลตเชอร์ละเมิดกฎ เนื่องจากมิได้ส่งรายงานการค้นพบมายัง SCA ก่อนทำการประกาศ แต่ทางทีมของเฟลตเชอร์ชี้แจงว่าพวกเขาได้ทำตามกฎแล้วทุกประการ (การประกาศดังกล่าวของเฟลตเชอร์ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในวงการเท่าไรนัก และคำสั่งแบนก็ถูกยกเลิกไปในปี 2008)

หลายคนที่ขอให้ปิดชื่อระบายความอัดอั้นว่า ฮาวาสส์ผูกขาดความรู้ ทำให้ทุกคนต้องฟังเขาและเชื่อเขาแค่คนเดียว ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีในเชิงวิชาการ แต่ผู้วิจารณ์บางคนก็บอกว่าพวกเขาพอจะเข้าใจการกระทำของฮาวาสส์อยู่บ้าง เพราะที่ผ่านมาองค์ความรู้เรื่องอียิปต์วิทยาชาวตะวันตกมักจะเป็นผู้ค้นพบตลอด ไม่ว่าจะเป็นสุสานที่โด่งดังที่สุดของตุตันคามุน หรือการถอดรหัสอักษรภาพของอียิปต์โบราณ การกระทำของฮาวาสส์จึงเป็นความพยายามทำให้อียิปต์วิทยาเป็นของชาวอียิปต์ แต่พวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับการไม่เห็นหัวคนทำงาน ความพยายามขายของ และประชาสัมพันธ์ตัวเองมากกว่างานวิชาการ 

ตัวอย่างเช่น การประกาศในปี 2007 เรื่องการระบุชิ้นส่วนของแฮตเชปซุต ซึ่งเขาเอาไปเผยในช่อง Discovery ก่อนที่จะเผยการค้นพบเป็นงานวิชาการ เพื่อให้เพื่อนร่วมวิชาชีพได้ร่วมพิจารณาแสดงความคิดเห็น (ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นทำคงถูกแบนไปแล้ว แต่นี่คือ ฮาวาสส์!)

หรือกรณีการค้นหาสุสานคลีโอพัตราในทาโปไซริส แมกนา (Taposiris Magna) ใกล้กับอเล็กซานเดรีย ซึ่งริเริ่มโดย แคธลีน มาร์ติเนซ (Kathleen Martinez) อดีตนักกฎหมายชาวโดมินิกัน ซึ่งไม่เคยผ่านการฝึกฝนด้านโบราณคดีมาก่อนที่เธอจะเดินทางมาถึงอียิปต์ในปี 2005 แต่ศึกษาเรื่องนี้ด้วยตัวเองมาอย่างเข้มข้น และสามารถโน้มน้าวให้ฮาวาสส์ยอมรับสมมติฐานของเธอได้ 

หากมีการค้นพบจริง นี่ย่อมเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ทาง SCA จึงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ปาร์เกอร์บอกว่า หนึ่งในหลักฐานที่ทางฮาวาสส์เอามาเสนอกับสื่อเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานนี้นั้นเป็นการใช้หลักฐานปลอม ซึ่งก็คือชิ้นส่วนรูปสลักของมาร์ก แอนโทนี คนรักของคลีโอพัตรา ซึ่งฮาวาสส์ยืนถือให้สื่อถ่ายรูปหรา โดยอ้างว่ามันเป็นชิ้นส่วนที่ถูกค้นพบด้วยความร่วมมือของอียิปต์และโดมินิกัน แต่แท้จริงมันเป็นชิ้นส่วนที่ถูกพบตั้งแต่ปี 2000 โดยทีมนักโบราณคดีจากฮังการี และถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่อเล็กซานเดรีย ตอนหลังฮาวาสส์จึงออกมาแก้ตัวว่ามันเป็น “ความผิดพลาดโดยสุจริต”

เสียงวิจารณ์เหล่านี้ล้วนมาจากทางฝั่งตะวันตก จนกระทั่งปี 2011 ฮาวาสส์ซึ่งเลยวัยเกษียณอายุไปแล้วแต่ยังคุม SCA มาได้ เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีดูแลด้านโบราณวัตถุสถานเรื่อยมา (เริ่มจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2009 ก่อนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงโบราณวัตถุสถานในปี 2011) ก็ถูกนักโบราณคดีและประชาชนในบ้านออกมาต่อต้านบ้าง 

ข้อสำคัญก็คือความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับ ฮอสนี มูบารัก ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ จนประชาชนเหนื่อยหน่ายกับความด้อยพัฒนาและปัญหาทุจริต รวมถึงความสัมพันธ์ของเขากับบริษัทเอกชนจากต่างชาติ ที่เขาใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย (The New York Times)

เช่น การที่เขารับตำแหน่ง explorer-in-residence ให้กับ National Geographic สื่อสารคดีรายใหญ่ของโลก ซึ่งทำให้เขาได้รับค่าจ้าง 200,000 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่เขาเองมีอำนาจในการอนุมัติการเข้าถึงโบราณสถานและแหล่งขุดค้นต่าง ๆ 

การให้อนุญาตกับบริษัท Arts and Exhibitions International ในการขนโบราณวัตถุล้ำค่ารวมถึงสมบัติตุตันคามุนไปจัดแสดงทั่วโลก ในขณะเดียวกันบริษัทนี้ก็ยังผลิตเสื้อผ้าแฟชันสไตล์ฮาวาสส์ออกขายด้วย 

และบริษัทที่สอง Exhibit Merchandising เป็นบริษัทที่ผลิตหมวกฮาวาสส์จำลองออกขายเป็นที่ระลึกอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ ก็คว้าสัมปทานร้านขายของที่ระลึกขนาดใหญ่เปิดใหม่ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงไคโรไปครอง

ฮาวาสส์ชี้แจงว่า ก็กฎหมายไม่ได้ห้ามการรับงานให้กับเอกชนและยืนยันว่าเขาไม่ได้ให้สิทธิพิเศษอะไรกับนายจ้างเอกชน ส่วนกำไรจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนส่งตรงไปยังมูลนิธิเพื่อการกุศลทั้งนั้น แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลลงไปก็ปรากฏว่า ผู้ที่มีอำนาจควบคุมดูแลมูลนิธิที่ถูกอ้างถึงก็คือ ภรรยาของมูบารัก ก็ยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจ 

และฮาวาสส์ก็เคยเกือบติดคุกมาแล้ว เมื่อมีผู้ร้องว่าฮาวาสส์ให้สัมปทานการแสวงประโยชน์ในพิพิธภัณฑ์โดยไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลเห็นด้วยและให้ประมูลใหม่ แต่ฮาวาสส์ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศาลจึงถูกศาลจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์แค่สั่งให้ปิดร้านเดิม ยกโทษจำคุกให้ฮาวาสส์ แล้วให้จัดหาผู้ดำเนินการรายใหม่แทน

แม้มูบารักจะยอมลาออกไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2011 ฮาวาสส์ก็ยังอยู่ต่อในรัฐบาลเฉพาะกาลมาได้ ก่อนลาออกไปในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน โดยอ้างว่าเพื่อประท้วงการป้องกันความเสียหายต่อโบราณสถานที่หละหลวมระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ก่อนที่รัฐบาลเฉพาะกาลจะตั้งเขากลับมารับตำแหน่งอีกรอบ แต่คราวนี้นักโบราณคดีท้องถิ่นนำขบวนประท้วงเองหน้าที่ทำการกระทรวงฯ โจมตีการบริหารจัดการของฮาวาสส์ และการมีสัมพันธ์อันไม่เหมาะสมกับเอกชน จนรัฐบาลเฉพาะกาลต้องปรับเอาเขาออกไปเพื่อลดแรงกดดัน

หลังผ่านมรสุมอาหรับสปริง 2011 มาได้ ฮาวาสส์ก็กลับมาเป็นหน้าเป็นตาให้กับวงการอียิปต์วิทยาในบ้านเกิดเช่นเดิม ทำหน้าที่ทั้งในฐานะนักวิชาการ นักโบราณคดี ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวให้กับอียิปต์ และยังปรากฏตัวในการแถลงข่าวการค้นพบต่าง ๆ ที่เขาไปเกี่ยวข้องอยู่เสมอ แม้จะไม่ได้มีอำนาจดังเก่า แต่ก็ยังเปี่ยมด้วยบารมี และเสน่ห์หน้ากล้องทำให้เขายังเป็นที่ชื่นชอบของสื่อมวลชน และคนที่ติดตามเรื่องราวอียิปต์โบราณผ่านบุคคลที่เปี่ยมด้วยสีสันเช่นเขา


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

วอลเตอร์ โอย ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า เกณฑ์ทหารแพงกว่าระบบสมัครใจ

แม่ชีแหม่กีง แม่ชีหัวก้าวหน้าแห่งเมียนมา เปลี่ยนแม่ชีสีชมพูเป็นเพศชาย

บิลล์ บาวเวอร์แมน ได้ไอเดียทำรองเท้าไนกี้จากเครื่องทำขนมของเมีย จนพัฒนาเป็นรองเท้ามาราธอนที่เร็วที่สุดในโลก

วินเชนโซ เปรูจา นักชาตินิยม ผู้ลักพาตัว โมนา ลิซา 

เสถียร โพธินันทะ แตกฉานทางธรรม แต่คนไม่จำเพราะขาดความศักดิ์สิทธิ์

ไอแซก นิวตัน “Work from Home” ช่วงโรคระบาด กับการค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก

ศาลอังกฤษ ต้นแบบคดี “หมิ่นศาล” เลิกถือสากับคำวิจารณ์ของสาธารณะ

หง ซิ่วเฉวียน (อ้างเป็น) น้องพระเยซู ใช้คริสต์ผสมขงจื้อ ต้านราชวงศ์ชิง