‘อุทาดะ ฮิคารุ’ ราชินี J-Pop ที่ไม่ใช่ J-Pop เสียงร้องเพลง First Love ในใจแฟนเพลงตลอดกาล

‘อุทาดะ ฮิคารุ’ ราชินี J-Pop ที่ไม่ใช่ J-Pop เสียงร้องเพลง First Love ในใจแฟนเพลงตลอดกาล

‘อุทาดะ ฮิคารุ’ นักร้องที่ถูกเรียกว่า ‘ราชินี J-Pop’ ที่ไม่ใช่ J-Pop เธอคือเจ้าของเสียงร้องมรเพลง First Love ที่อยู่ในความทรงจำแฟนเพลงตลอดกาล

  • อุทาดะ ฮิคารุ นักร้องหญิงที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นมีผลงานโด่งดังที่ยังอยู่ในความทรงจำเสมออย่างเพลง First Love
  • ผลงานด้านดนตรีช่วงแรกของเธอไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่มาได้รับความนิยมอย่างสูงหลังจากเดบิวต์ผลงานในญี่ปุ่น และมีแฟนเพลงติดตามต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้นมา

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายญี่ปุ่นหรือไม่ก็อาจจะเคยได้ยินชื่อของอุทาดะ ฮิคารุ (Utada Hikaru) หรือได้ยินเพลง First Love ผ่านหูมาบ้าง ยิ่งล่าสุด เพลงนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดซีรีส์ชื่อเดียวกันฉายทาง Netflix ไปเมื่อปลายปี 2022 ส่วนคนที่เล่นวิดีโอเกมอาจได้ยินเพลงของเธอจากตระกูล Kingdom Hearts แฟนอนิเมะอาจรู้จักเธอจาก Rebuild of Evangelion หรือรู้จักจากเพลงประกอบโฆษณา ซีรีส์และภาพยนตร์อีกมากมาย 


.หลายคนคงสงสัยและอยากรู้ว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงดูมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เราลองไปดูประวัติโดยสังเขปของเธอกัน

อุทาดะ ฮิคารุ หรือฮิกกี้ (Hikki) เกิดวันที่ 19 มกราคม 1983 ที่แมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์กจึงมีสัญชาติญี่ปุ่นและอเมริกัน แต่เธอก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างนิวยอร์กกับโตเกียวจนรู้สึกว่า ทั้ง 2 แห่งเป็นบ้านไม่ต่างกัน เธอเป็นลูกคนเดียวของอุทาดะ เทรุซาเนะ (Utada Teruzane) คุณพ่อที่เป็นโปรดิวเซอร์ดนตรี กับคุณแม่คืออาเบะ จุนโกะ(Abe Junko) หรือนามแฝงว่าฟุจิ เคโกะ (Fuji Keiko) ที่เคยเป็นนักร้องเอ็งกะชื่อดังในยุค 70s

เดิมทีเธอไม่ได้คิดจะเอาดีด้านดนตรี เพราะเห็นตัวอย่างจากชีวิตแสนอลหม่านของพ่อแม่ แต่จะเรียกว่าเชื้อพ่อแม่แรงก็ไม่ผิดนัก สุดท้ายก็อินไปกับมัน และไปหลับอยู่ในห้องอัดเพลงของพ่อแม่อยู่บ่อย ๆ พอเธออายุ 10 ปีก็เริ่มฉายแววหลังพ่อแม่ขอให้ลองแต่งเพลง ซึ่งเธอก็ลองแต่งให้แบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ รวมถึงฝากเสียงร้องแบ็คอัพไว้ในโปรเจกต์ของพ่อแม่ที่ชื่อ U3 ด้วย

ตอนอายุ 13 ปีก็มีตัวแทนค่ายเพลงติดต่อมาว่า จะให้เธอทำอัลบั้ม เธอไม่ได้คิดอะไรมาก มองว่าเหมือนเป็นการบ้านอย่างหนึ่ง ซึ่งเธอก็แต่งเองทุกเพลงยกเว้นเพลง Close To You ที่คัฟเวอร์งานของ The Carpenters และออกมาเป็นอัลบั้ม Precious ในนาม Cubic U แต่ด้วยปัญหาบางประการกับค่ายเพลงในสหรัฐอเมริกา ทำให้งานชิ้นนี้ได้วางขายแค่ในญี่ปุ่นแทนที่จะเป็น 2 ประเทศพร้อมกัน อัลบั้มนี้ไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย แต่มีโปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งได้ฟังและโน้มน้าวให้อุทาดะ มาทำงานในญี่ปุ่น

หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป

9 ตุลาคม 1998 อุทาดะ เดบิวต์ในญี่ปุ่นด้วยซิงเกิล Automatic / time will tell และกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน ด้วยสไตล์เพลง R&B/Pop ที่ถือว่ายังใหม่ในญี่ปุ่นตอนนั้น ซิงเกิลนี้ทำยอดขายเกิน 2 ล้านก็อปปี้ และ 10 มีนาคม 1999 อัลบั้มเต็ม First Love ก็เปิดตัวด้วยอันดับ 1 บนชาร์ตโอริกอนและยึดหัวหาดอยู่ 4 สัปดาห์ต่อเนื่อง จนสุดท้ายปิดยอดไปที่ 10 ล้านก็อปปี้ กลายเป็นอัลบั้มขายดีที่สุดตลอดกาลของญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ งานชุดต่อ ๆ มาอย่าง Distance และ Deep River ก็ขายดีเป็นอันดับ 1 ของปีนั้น ๆ และเป็นศิลปินคนเดียวในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ขายอัลบั้มได้เกิน 3 ล้านก็อปปี้ 3 ชุดติดต่อกัน ด้านดนตรีก็มีพัฒนาการโดยเฉพาะ Deep River ที่เพิ่มสีสันในภาคดนตรีมากยิ่งขึ้น ไม่ได้เน้นแค่เพียง R&B

ต้นปี 2001 อุทาดะ ชิมลางงานภาษาอังกฤษอีกหนด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์ Rush Hour 2 ที่ได้ The Neptunes มาโปรดิวซ์ให้ ก่อนจะรับข้อเสนอทำอัลบั้มเต็มกับค่าย Def Jam จนได้มาเป็นงานชุด EXODUS ในปี 2004 โดยใช้ชื่อทำตลาดอเมริกาว่า Utada 

งานชุดนี้ได้ผลตอบรับในญี่ปุ่นดีมาก แม้ว่าจะเป็นสไตล์เพลงที่ต่างกับที่ผ่านมาโดนสิ้นเชิง (เธอบอกว่าแฟน ๆ น่าจะไม่ชอบ แต่ก็ยังอยากทำอยู่ดี) แต่ยอดขายในสหรัฐอเมริกากลับย่ำแย่ทีเดียว กระนั้นแล้วนับว่ายังมีข้อดี เพราะนอกจากได้ทำเพลงแบบที่โตขึ้นแล้ว การได้ออกอัลบั้มภาษาอังกฤษนี้ยังเติมไฟในการทำเพลงที่ใกล้มอดของเธอ ณ ช่วงนั้นอีก

หลังจบโปรโมต EXODUS อุทาดะ กลับมาลุยงานที่ญี่ปุ่นต่อเนื่องด้วยอัลบั้ม ULTRA BLUE กับ HEART STATION ในปี 2006 และ 2008 ตามลำดับ ช่วงนี้จะมีเพลงฮิต ๆ อย่างเช่น Be My Last, Keep Tryin', Passion, HEART STATION, Beautiful World, Stay Gold, Flavor Of Life อีกเรื่องคือ เธอประกาศเลิกรากับคิริยะ คาซึอากิ (Kiriya Kazuaki) ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอที่อายุมากกว่าเธอถึง 15 ปีหลังใช้ชีวิตคู่กันมาตั้งแต่ปี 2002

นอกจากนี้ ในระหว่างทำอัลบั้ม HEART STATION อุทาดะ ก็เตรียมเพลงสำหรับอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดที่ 2 ไปด้วย เธอให้สัมภาษณ์ว่า อยากทำอัลบั้มที่เมนสตรีมเพื่อเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาจึงเลือกแนว R&B ที่เป็นกระแสหลักอยู่ในตอนนั้น และออกมาเป็น This Is the One ที่มีเพลงเด่นอย่าง Come Back to Me และ Merry Christmas Mr. Lawrence - FYI ซึ่งแซมเปิลเพลงชื่อเดียวกันของซากาโมโตะ ริวอิจิ (Sakamoto Ryuichi) ผู้ล่วงลับมาใช้ อัลบั้มนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ดีและยอดขายค่อนข้างน่าพอใจเมื่อเทียบกับอัลบั้มแรก และนี่ยังเป็นงานสุดท้ายก่อนหมดสัญญากับ Def Jam 

ต่อมา วันที่ 9 สิงหาคม 2010 อุทาดะ ประกาศในบล็อกส่วนตัวว่า เธอมีแผนจะพักจากงานเพลงอาจจะ 2 ปี หรือ 5 ปี หรือยาว ๆ ไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าเธออยู่กับดนตรีมาตั้งแต่อายุ 15 ถึง 27 ปี เธออยากมีประสบการณ์ชีวิตที่กว้างกว่านี้ และเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์ แต่ก่อนหยุดพัก เธอก็โหมงานเต็มที่และจัดคอนเสิร์ต Wild Life ส่งท้ายก่อนย้ายไปใช้ชีวิตที่ลอนดอนในปี 2011

“เหมือนว่ามีความรู้สึกเฉื่อยชาก่อตัวขึ้น เหมือนตัวเองเป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรชิ้นหนึ่ง และฉันหยุดไม่ได้ ถ้าฉันหยุด มันจะกระทบกับคนอื่นอีกมาก ที่น่ากลัวกว่าคือภาพที่คนอื่นมองฉัน ฉันรับรู้เรื่องนั้น เวลาผ่านไป ภาพมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และฉันทำอะไรไม่ได้จนมันส่งผลต่อความคิดที่ฉันมีต่อตัวเอง เลยคิดว่าแบบนี้ไม่ดีแล้ว 

ช่วงวัยรุ่น ไลฟ์สไตล์ของฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก แต่พออายุเข้าช่วง 20 แล้ว ฉันยังไม่มีทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตเลย ทุกสิ่งทุกอย่างมีคนอื่นทำให้หมด ฉันไม่อยากมีชีวิตที่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ฉันอยากทำมาหาเลี้ยงชีพเอง เช่าบ้านอยู่ เปิดบัญชีธนาคารเอง สมัครอินเทอร์เน็ต เปิดเบอร์โทรศัพท์ จ่ายค่าน้ำค่าไฟเอง ฉันอยากทำสิ่งเหล่านั้นได้เองจึงตัดสินใจพักจากการทำงาน”

ช่วงเวลาที่เธอหายหน้าหายตาไปจากวงการเพลงได้เกิดเรื่องสำคัญขึ้นกับชีวิตของเธอหลายเรื่อง หนึ่ง คือการจากไปของคุณแม่ในปี 2013 อีกเรื่องคือการแต่งงานครั้งที่ 2 ในปี 2014 กับบาร์เทนเดอร์ชาวอิตาลีระหว่างที่เธอพำนักในลอนดอน (ก่อนหย่าร้างกันไปในปี 2018) และปี 2015 เธอก็ให้กำเนิดลูกชาย พร้อมกับบอกว่ากำลังซุ่มทำงานใหม่อยู่ นั่นคืออัลบั้ม Fantôme ซึ่งเป็นการอุทิศให้คุณแม่ที่เสียไปนั่นเอง

ส่วนใครกลัวว่าเธอจะหายไปอีก อย่าได้กังวลไป เที่ยวนี้เธอกลับมาปล่อยผลงานให้แฟน ๆ ติดตามอย่างสม่ำเสมอและได้ทำอะไรใหม่ ๆ ด้วยเช่นโปรดิวซ์เพลงให้ศิลปินอื่น ทำเพลงประกอบทีวีอนิเมะเป็นครั้งแรก ทำอัลบั้ม 2 ภาษาเป็นครั้งแรก (Bad Mode) ซึ่งได้รับคำชมไปทั่วโลก และเธอยังได้เล่นเทศกาลดนตรีในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกอีกด้วยที่ Coachella 2022 โดยขึ้นกับแก๊ง 88rising เมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 ก็เพิ่งปล่อยเพลงใหม่ชื่อ Gold ~Mata au Hi Made~ มาให้ฟังกัน และล่าสุดเธอลงรูปลูกชายพร้อมแคปชั่นที่บอกว่า กำลังเขียนเนื้อเพลงอยู่ เชื่อว่าเธอยังมีอะไรให้เราติดตามอีกเยอะแน่นอน

ขอทิ้งท้ายด้วยคำตอบของอุทาดะ เมื่อถูกถามถึงนิยามของความสำเร็จ

“ฉันไม่เชื่อในแนวคิดเรื่องความสำเร็จ ฉันคิดว่ามันเป็นเพียงไอเดียหนึ่งที่อยู่ในความคิดเราเฉย ๆ และฉันยังไม่เชื่อเรื่องความล้มเหลว เพราะอะไรก็ตามที่คุณทำตอนนี้จะเปลี่ยนความหมายของบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต 

สิ่งที่คุณคิดว่ามันล้มเหลว ตอนนี้คุณอาจนึกย้อนถึงมันแล้วคิดว่า ’โอ้ มันทำให้ฉันมาถึงจุดนี้และฉันรู้สึกประสบความสำเร็จ’ หรือกลับกัน ฉันคิดว่ามันขึ้นอยู่กับว่าคุณนึกย้อนถึงช่วงเวลาไหน มันคือการตีความและมันเปลี่ยนไปอยู่เสมอ นั่นคือข้อดีของการทำอะไรสักอย่างและทำมันต่อไป ความล้มเหลวเดียวคือการที่ฉันเลิกพยายาม 

ดังนั้น ปีที่ประสบความสำเร็จของฉันคงเป็นปีของการพยายามต่อไป พยายาม เรียนรู้ และเติบโต”

 

เกร็ดแถม

- ชื่อเล่นฮิกกี้มีที่มาจากสมัยที่ยังเรียนอยู่นิวยอร์ก เพื่อน ๆ ของเธอออกเสียงชื่อฮิคารุลำบากเลยเรียกย่อ ๆ ว่า ฮิกกี้ ซึ่งเธอมารู้ทีหลังว่า ชื่อเล่นนี้พ้องเสียงกับคำว่า hickey ที่แปลว่ารอยช้ำจากการจูบ

- เธอเล่าว่า “ตอนอยู่กับผู้ชาย ฉันรู้สึกว่าตัวเองพยายามทำตัวเป็นผู้ชาย ตอนอยู่กับผู้หญิง ฉันรู้สึกว่าตัวเองพยายามทำตัวเป็นผู้หญิง เป็นความรู้สึกฝืนตัวเองเวลาเข้าสังคม เล่าให้คนที่ไว้ใจฟังก็ไม่มีใครเข้าใจ พอฉันเจอคำว่า non-binary เป็นครั้งแรก ความรู้สึกแรกคือ โห ทำไมฉันเพิ่งรู้จักคำ ๆ นี้เนี่ย สวัสดี เราได้เจอกันซะทีนะ มันเหมือนกับว่าได้รับของขวัญ การที่ได้รู้เรื่องนี้ ราวกับเป็นชั่วขณะที่ถูกยอมรับ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการคำ ๆ นี้มากแค่ไหน” ช่วง Pride Month ปี 2021 เธอจึงประกาศว่าเป็น non-binary และสนับสนุนการสมรสเพศเดียวกัน

- ผลงานที่เธอภูมิใจเป็นพิเศษ เธอเลือก Exodus เพราะนับถือความกล้าของตัวเองในตอนนั้น แถมฟังตอนนี้ก็ยังรู้สึกแปลก สดใหม่ และน่าตื่นเต้น กับ Fantôme ซึ่งแทนการเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ทั้งในฐานะศิลปินและในฐานะมนุษย์ เป็นงานที่ซื่อตรงต่อตัวเองและกล้าหาญที่สุดแล้วในช่วงเวลานั้น ๆ

- หลังปล่อยอัลบั้ม Distance เธอเคยหยุดพักไปครั้งหนึ่งเพื่อเรียนต่อด้านชีววิทยา แต่เรียนได้ครึ่งเทอมก็ดรอปเรียนเพราะรู้สึกว่า ไม่ได้ยากอย่างที่หวังไว้เลยกลับมาทำเพลงต่อ ส่วนครั้งที่ 2 นั้นเดิมทีเธอคิดย้ายไปอยู่นิวยอร์กแต่ก็รู้สึกว่าที่นั่นไม่ได้มีอะไรใหม่แล้ว เลยเลือกไปลอนดอนที่แทบไม่รู้จักใครเลย แถมไปเที่ยวยุโรปได้สะดวกด้วย

- มีแฟนคลับถามว่าเธอคิดอะไรอยู่ตอนที่ออกอัลบั้ม First Love เธอตอบว่า “แน่นอนว่าฉันดีใจที่ผลงานที่ทุ่มเทลงแรงไปได้รับการยอมรับ แต่จู่ ๆ อิสระที่เคยมีก็หายไป ความรู้สึกปนหงุดหงิดที่ว่า ‘มันย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว’ นั้นแรงสุด ๆ ฉันเสียใจที่เดบิวในตอนนั้น แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกขอบคุณประสบการณ์ล้ำค่ามากมายที่ได้รับกลับมา”

- เรามักเรียกเธอว่าราชินี J-Pop แต่เธอจะรู้สึกแปลก ๆ และอึดอัดใจบ้างเมื่อถูกเรียกแบบนั้นเพราะเธอไม่ค่อยได้ฟัง J-Pop และไม่ค่อยเข้าใจความเป็น J-Pop นัก เธอจะได้ฟังเพลงฮิต ๆ บ้างเฉพาะช่วงที่เธออยู่ญี่ปุ่น และอนุมานเองว่า ถ้าถูกเรียกว่าศิลปิน J-Pop นั่นหมายถึงแค่ศิลปินที่ร้องเพลงภาษาญี่ปุ่น 

 

เรื่อง: ธนพล ล้อมสวัสดิ์

ภาพ: อุทาดะ ฮิคารุ ร่วมงาน Vogue เมื่อกันยายน 2023 ไฟล์จาก Getty Images ประกอบกับฉากหลังเป็นภาพจาก MV เพลง First Love ใน Hikaru Utada / YouTube