27 ก.พ. 2568 | 17:18 น.
KEY
POINTS
โยสุเกะ ยูกิมัตสึ เป็นดีเจและศิลปินชาวญี่ปุ่นที่เคยถูกวินิจฉัยพบว่าเป็นมะเร็งสมองในปี 2016 ก่อนที่เขาจะขึ้นแสดงเพียง 1 วัน
ถึงจะเคยผ่านโรคร้าย แต่เขาก็ไม่เคยจำนนให้โชคชะตา เดินหน้าค้นหาตัวตนผ่านเสียงดนตรีอย่างต่อเนื่อง
“ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มิกซ์เพลง นี่เป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด” เขาเคยบอกไว้แบบนั้น
แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในชีวิต โยสุเกะไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ เขากลับใช้เสียงดนตรีเป็นอาวุธ สร้างอัลบั้มที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ และก้าวไปไกลกว่าคำว่าดีเจ กลายเป็นศิลปินที่ทลายทุกขอบเขตของเสียง
นี่คือเรื่องราวของชายผู้ไม่ยอมให้โรคภัย และสร้างตำนานบทใหม่ผ่านท่วงทำนองทุกวัน
โยสุเกะ ยูกิมัตสึเติบโตที่เมืองโอซาก้า พ่อของเขาเปิดร้านแผ่นเสียง จึงเรียกได้ว่า ซึมซับเพลงของศิลปินระดับตำนานหลายคนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่โยสุเกะก็ไม่ได้รู้สึกสนใจหรือหลงใหลเลยสักครั้ง
“ช่วงนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรมากนัก จำได้แค่ ‘Smoke on the Water’ ของ Deep Purple, อินโทรของ 'Stairway to Heaven' และ The Beatles ที่บ้านเปิดอยู่ตลอด ฟังจนเบื่อไปเลยครับ วันอาทิตย์ทีไรทุ กคนในครอบครัวก็จะไปที่นิปปอนบาชิ (ย่านช็อปปิง) แล้วไปเดินหาแผ่น CD ครับ (หัวเราะ) แต่ว่าผมไม่ได้สนใจ แค่รอไปเรื่อยๆ แล้วก็คิดว่ามันน่าเบื่อมาก”
แต่สุดท้ายเขาก็หนีไม่พ้น ตอนที่โยสุเกะเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เขาได้ยินคนรอบตัวพูดถึงวง B'z (บีซ) ดูโอสายร็อกญี่ปุ่น ด้วยความที่กลัวว่าจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เขาจึงลองฟังเพลงของวงบีซสักครั้ง
เพลงร็อคจังหวะหนัก ๆ กระแทกหูในทุกท่วงทำนอง ทำให้โยสุเกะตกหลุมรัก ‘ดนตรี’ เข้าอย่างจัง เริ่มสะสมอัลบั้ม ซื้อ CD ของ B'z ทุกแผ่น และไรท์เพลงของ B'z ที่ชอบฟังอยู่ตลอด
“ตอนนั้นคนรอบตัวพูดถึง B'z แต่ผมไม่เข้าใจเลย จนยืมเทปมาฟัง จากนั้นผมก็เริ่มสะสมและซื้อ CD ของ B'z ทุกแผ่นครับ หรือก็คือพ่อแม่ซื้อละครับ (หัวเราะ) ส่วนพวกโปรแกรมอย่าง Music Station ก็จะดูแล้วเลือกเพลงจากอันดับที่ชอบไปเช่าแผ่น CD มาฟัง แล้วเลือกบนเทปที่ผมทำเอง เทปที่จะมีแต่เพลงที่ผมชอบ”
พอชอบฟังเพลง เขาจึงชอบทุกอย่างที่เป็นเพลง ฟังเพลงสากล ฟังวิทยุคลื่นที่พูดเรื่องเพลง ได้ก้าวเท้าเข้าสู่โลกเมทัลเป็นครั้งแรก และค้นหาแนวดนตรีใหม่ ๆ ผ่านนิตยสารเพลง
ซึ่งดูเหมือนว่า ‘นิตยสารเพลง’ จะเปิดโลกทางดนตรีของโยสุเกะให้กว้างไกลกว่าเดิม หมายถึง ไม่ได้แค่ฟังเพลง แต่ไปถึงต้นตอของเสียง และแรงสั่นสะเทือนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำเพลง
“จากตรงนั้น ผมเริ่มหันไปสนใจแนว noise อย่างการจัดเรียงเสียงของวง Sonic Youth มันเยี่ยมมาก พวกเขาทำให้เสียงที่ไม่ลงตัวฟังดูดี หรือใช้ noise สร้างทำนองแล้วมันออกมาดูเท่มาก แล้วค่อย ๆ เริ่มฟังเพลงแนวอื่นๆ เยอะมากเลย เช่น Merzbow แล้วก็เริ่มมีอิทธิพลจาก Thurston Moore ครับ ซึ่งเขาเป็นคนที่มีความรู้ด้านดนตรีเยอะมาก และในสัมภาษณ์ต่างๆ เขามักจะพูดถึงเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ
“หลังจากนั้นก็เริ่มฟัง Boiled Down กับ Super Ar ครับ แต่ผมไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตเลยครับ ถ้ามีเงินไปดูคอนเสิร์ตก็คงจะซื้อแผ่น CD แทน เพราะเป็นคนชอบสะสมครับ (หัวเราะ)”
ถ้าบอกว่า เขาเนิร์ดเรื่องดนตรีก็คงไม่แปลก แต่มันก็ยังคงเป็นความชอบ ความฝัน แต่ยังไม่คิดถึงขั้นจะเอามาเป็นอาชีพ
ถึงจะชอบดนตรีขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่ได้คิดถึงขั้นที่จะเอามาทำเป็นอาชีพ ตอนมัธยมเขาก็เลือกที่จะไปทำงานพาร์ทไทม์ ได้เป็นครูฝึกสอนว่ายน้ำ และฝันอยากจะเป็นนักกายภาพบำบัด แม้จะต้องผ่านการสอบถึง 2 ครั้ง แต่โยสุเกะก็ทำได้สำเร็จ
ถึงอย่างนั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่เขารู้ว่า อาจมีคนอื่นที่ตั้งใจและอยากเป็นนักกายภาพบำบัดมากกว่าเขา จึงเลือกปฏิเสธ แล้วมุ่งงานสายดนตรีอย่างเต็มที่
เขาค้นหาตัวเองผ่านเส้นทางดนตรีมาต่อเนื่อง เริ่มเห็นเสน่ห์ของเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ผลงานเพลง จนปี 2006 เขาไปที่ร้าน CISCO ที่อเมริกา มูระ (ย่านรวมสินค้าฝั่งตะวันตก) บรรยากาศร้านที่ไม่เหมือนอยู่ญี่ปุ่น ดูทันสมัย และโยสุเกะว่า มันเหมาะสำหรับคนที่ฟังเมทัลแบบเขา
ร้านนั้นทำให้เขาไปงาน Sound Channel ที่เมืองคาราฟูโตะ งานนั้นสนุกมากจนทำให้เขาคิดว่า "ถ้าเป็น DJ ได้ก็คงจะดี" แล้วเขาก็ไม่รอช้าไปซื้อชุด DJ ทันที
2 ปีผ่านไป เขาก็ได้เป็น DJ ตามที่หวัง และตกหลุมรักศาสตร์แห่งการมิกซ์ ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ทดลองที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ร่วมงานตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม
“ปี 2008 ผมไปงานปาร์ตี้ที่ atmosphäre ไปร่วมแจมกับ MITSUKI ซึ่งทำงานอยู่ที่ Newtone Records กับ DJ SPINNUTS แล้วถึงจะเป็นที่เล็ก ๆ แต่มีลำโพง JBL ขนาดใหญ่ เสียงที่ออกมานั้นสุดยอดมาก ตอนนั้นผมคิดว่าอยากทำแบบนี้บ้า เลยถามว่า ผมเอาแผ่นเสียงมาด้วยได้ไหม บ้านผมอยู่ใกล้ ๆ และพวกเขาก็ให้โอกาสผมได้ลองเป็นดีเจจริง ๆ
“ผมเริ่มเล่นตอนประมาณ 7 โมงเช้า เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผมเปิดด้วยเพลงของ Burzum แต่ทุกคนก็ยังยืนหนัง จากนั้นผมเปลี่ยนไปเปิด Slayer แล้วต่อด้วย Richie Hawtin เท่านั้นแหละ บรรยากาศก็เดือดขึ้นมาทันที! สุดท้ายผมเล่นไป 1 ชั่วโมงเต็ม”
จุดเปลี่ยนสำคัญของโยสุเกะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2014 เมื่อเขาได้เล่นคู่กับ DJ Nobu และ NHK yx Koyxen ซึ่งเป็นศิลปินทดลองจากค่าย Trilogy Tapes สไตล์การเล่นที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ DJ Nobu ประทับใจจนชวนไปเล่นที่ปาร์ตี้ระดับตำนาน Future Terror ในโตเกียว
จากวันนั้นโยสุเกะก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น จนกลายเป็นหนึ่งในดีเจที่ได้รับการยอมรับจากศิลปินานานชาติ เพราะเขาเองก็เคยได้ร่วม เวทีกับศิลปินระดับโลกอย่าง Oneohtrix Point Never, Marcel Fengler และ Adam X เขายังสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ
ความที่ไม่อยากติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ เหมือนแนวเพลงของเขาที่จะสวิงไปมาราวกับนั่งรถไฟเหาะ โยสุเกะจึงก่อตั้ง Zone Unknown ในปี 2016 กลุ่มที่เป็นการรวมศิลปินมากฝีมือมาทำงานด้วยกัน
เขาเคยเชิญ Palmistry, Kamixlo และแม้แต่ Arca ก็มาร่วมร้องสดในเซ็ตของเขา ทั้งหมดเพราะความชอบและเป็นโอกาสที่จะทำให้ขอบเขตดนตรีของเขาไปได้ไกลกว่าเดิม
"จริง ๆ แล้วผมทำเพราะอยากทำครับ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เงิน แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่ได้ทำงานร่วมกับศิลปินที่ยอดเยี่ยม และยังเป็นโอกาสในการขยายขอบเขตของตัวเองด้วย"
เส้นทางที่ดูรุ่งโรจน์ในสายดนตรีก็ต้องชะงักลง เมื่อเขารู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งสมอง
เช้ามืดของ วันที่ 7 กรกฎาคม 2016 หนึ่งวันก่อนงาน 'Don't Trash Your Vote' ที่เขาจะต้องเดินทางไปร่วมงานที่โตเกียว โยสุเกะล้มหมดสติที่บ้านไปกว่า 12 ชั่วโมง ก่อนที่เพื่อน ๆ ของเขาจะส่งตัวไปโรงพยาบาล
หมอบอกว่าเขาเป็นมะเร็งสมอง ต้องผ่าตัด 2 ครั้งเพื่อลดขนาดเนื้องอก และยังต้องรักษาเพิ่มเติมอีกในอนาคต หลังจากการผ่าตัดเขาบอกว่า เขาคุยกับหมอตลอด และต้นเหตุหลัก ๆ คือ การนอนไม่พอและดื่มเหล้ามาเป็นเวลานาน
เขาพูดถึงชีวิตการทำงานในฐานะ DJ ที่เรียกร้องการทำงานหนักและไม่มีเวลาพักผ่อน ในใจที่ไหวอาจไม่ไ้หวอย่างที่คิด เขาจึงเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง มันอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่โยสุเกะก็ผ่านมาได้
ด้วยใจที่รักในเสียงเพลงและใจที่ไม่เคยยอมแพ้ให้กับอุปสรรคที่ไม่คาดคิด
หลังจากนั้น เขากลายเป็นดีเจประจำเทศกาล Berlin Atonal และได้ฝากฝีมือใน Boiler Room ที่ Shibuya Super Domme ซึ่งสะกดผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง และกลายเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ทั่วโลกจับตามอง
ตัวแทนของคนเปิดแผ่นเสียงในช่วงโควิด 19
ผ่านการต่อสู้กับโรคร้ายมาได้ไม่นาน โรคโควิด 19 ก็ระบาด ทุกกิจการได้รับผลกระทบ มีกฎดกณฑ์มากมายที่ลดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่สถานบันเทิงจะต้องพักกิจการชั่วคราว
แล้วคนที่ได้รับผลกระทบ ก็คือ ‘DJ’ แบบโยสุเกะ
ณ ช่วงเวลานั้น ญี่ปุ่นเองก็ออกกฎให้สถานบันเทิงงดให้บริการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโลก แต่ไม่มีมาตรการรองรับชัดเจน ‘โยสุเกะ’ จึงออกมาเป็นกระบอกเสียงให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ
“ผมคิดว่ารัฐบาลเลือกใช้คำว่า ‘ขอความร่วมมือ’ แทน ‘สั่งห้าม’ เพราะถ้าสั่งห้าม พวกเขาจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับสถานประกอบการเหล่านั้น ตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม และมีท่าทีเย็นชา
“ผมเข้าใจดีว่าการไม่ออกจากบ้านเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล แต่ในขณะเดียวกัน พวกเราก็กำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง นี่คือสถานการณ์ที่เราอยู่ท่ามกลางเหตุผลที่ขัดแย้งกัน"
แล้วในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็แคมเปญเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือสถานที่ทางวัฒนธรรมที่ต้องปิดตัวลงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (#SaveOurSpace) โดยมีศิลปินอย่าง Mars89 และ ชิโนดะ มิรุ เป็นแกนนำ แล้ว โยสุเกะ, DJ NOBU รวมถึงศิลปินอย่าง เรียวอิจิ ซากาโมโตะ และ มาเนเบะ ไดโตะ ต่างก็ร่วมแสดงความเห็นสนับสนุน
แม้ว่าโดยปกติแล้ว ศิลปินแต่ละคนมักทำงานของตัวเองโดยอิสระ แต่ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต พวกเขาก็สามารถรวมพลังกันเพื่อก้าวข้ามปัญหาไปได้
คงเหมือนที่โยสุเกะบอกไว้ "ถ้ายอมแพ้ มันก็จบ"
เขาจึงไม่ยอมแพ้ พุ่งชนทุกปัญหา และปูเส้นทางดนตรีให้เฉิดฉายด้วยตัวเอง
มีนักวิจารณ์เพลงบอกว่าเขาเป็นส่วนผสมของหมอผี นักรบ และนักเล่นกล
ปี 2022 โยสุเกะเปลี่ยนบทบาทจากดีเจสู่ศิลปิน เขาออกอัลบั้มชื่อ "Midnight is Comin" ภายใต้ค่าย Midnight Shift จากสิงคโปร์ มีทั้งหมด 12 เพลง (ยกเว้นเพลงเดียว) เป็นแทร็คที่ไม่เคยเปิดที่ไหน และเป็นศิลปินทดลองของญี่ปุ่น
แทนที่จะมีเสียงร้อง เขาเลือกใช้เสียงของดนตรีจากเสียงธรรมชาติ ตั้งแต่เสียงสว่านทำฟันไปจนถึงเสียงของคณะประสานเสียง ไม่มีซาวด์เรฟ ไม่มีเพลงป๊อปที่หลุดกรอบ และยังเป็นอัลบั้มที่เขาทำร่วมกับศิลปินมากฝีมืออย่าง DJ Nobu, Gabber Modus Operandi, Ryo Murakami และอีกมากมาย
แล้วอัลบั้มนี้ก็ทำให้เขาได้ไปทัวร์ยุโรป มีโชว์ที่ Malmö, ปารีส, เบอร์ลิน และเล่นแบบจัดเต็ม 4 ชั่วโมงที่ ICA London
ก่อนขึ้นแสดงเขาให้สัมภาษณ์ว่า ทุก ๆ โชว์ เขาไม่ได้เพียงแค่เล่น แต่จะเรียนรู้จากคนอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วย
“ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มิกซ์เพลง นี่เป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด ผมอยากเข้าร่วมปาร์ตี้ที่อยู่ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะผมอยากรู้ว่าเหล่าผู้จัดทำอะไรบ้าง และอยากสัมผัสเรื่องราวของแต่ละงาน ผมสนุกกับการดูดีเจคนอื่นเล่นด้วยนะ เพราะผมสามารถเรียนรู้บางอย่างจากพวกเขาได้ แม้ว่าบางครั้งผมจะรู้สึกเบื่อก็ตาม”
อัลบั้ม Midnight is Comin’ จึงไม่ใช่แค่ผลงานดนตรี แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของโยสุเกะในการผลักดันขอบเขตของเสียงและการแสดงสด เขาไม่ได้เป็นเพียงดีเจ แต่เป็นศิลปินที่สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ฟัง ด้วยแนวทางที่ไม่ยึดติดกับขนบใด ๆ และยังคงเดินหน้าสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของดนตรีต่อไป
ถึงชีวิตของเขาจะมีบททดสอบมากมาย แต่โยสุเกะทำให้เห็นว่า เขายังคงเป็นนักทดลองทางดนตรีที่แสวงหาความหมายใหม่ ๆ ผ่านเสียงและจังหวะ ทุกโชว์ของเขาคือบทเรียน ทุกอัลบั้มคือการเดินทาง และทุกเสียงที่เขาสร้างคือเรื่องราวที่บอกเล่าตัวตน
และไม่ว่าเขาจะพาเสียงเหล่านั้นไปสู่ทิศทางใด หนึ่งสิ่งที่แน่นอนก็คือ เขาจะไม่หยุดพัฒนา และจะไม่ยอมแพ้ให้กับข้อจำกัดใด ๆ
ภาพ : อินสตาแกรม yousukeyukimatsu, Boiler Room
อ้างอิง
Midnight Is Comin’ / pitchfork
4組のインディーズ・アイコンが登場!──まつろわぬ者たち【行松陽介編】/ GQ JAPAN
行松陽介〜今日まで、そして現在、未来をも生きる男 / turntokyo
フォト&インタビュー 脳腫瘍摘出手術を行ったDJ 行松陽介のこれから / fnmnl
เมื่อ GENX และ Y มี MTV เด็ก GEN Z ก็มี Boiler Room ที่ขับเคลื่อนดนตรีเช่นกัน / unlockmen