Post on 18/01/2019

จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ยิปซีนิ้วพิการ ผู้บรรเลงกีตาร์ขั้นเทพ

ประมาณการกันว่า ตลอดช่วงชีวิตสั้นๆ เพียง 43 ปีของ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ (Django Reinhardt 1910-1953) เขามีงานบันทึกเสียงราวๆ 750 ถึง 1,000 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานในสตูดิโอ ทั้งที่เป็นแทร็คหลักและแทร็คสำรอง แทร็คที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน แทร็คที่ใช้ออกอากาศทางวิทยุ บันทึกการแสดงสด ฯลฯ

เขาเกิดในขบวนคาราวานยิปซี ในค่ำคืนของวันที่ 23 มกราคม 1910 ใกล้เมืองลิเวอร์ชีส์ของเบลเยียม แม่ของเขาซึ่งตั้งท้องโดยไม่ได้แต่งงาน มีชื่อเรียกขานในหมู่ผู้นิยมนางระบำฝีมืออย่างเธอว่า La Belle Laurence

ไม่ว่าเราจะจัด จังโก ให้เป็นยิปซีเบลเยียมตามสถานที่เกิด หรือ ยิปซีฝรั่งเศสตามสถานที่เขาใช้ชีวิตเป็นส่วนใหญ่ แต่สัญชาติกลับไม่ใช่สิ่งสำคัญเทียบเท่ากับพื้นฐานทางวัฒนธรรมในฐานะที่เขาเติบโตขึ้นมาเป็นยิปซีคนหนึ่ง

เมื่อราวๆ 2 พันปีก่อน ยิปซี เป็นชนเผ่าหนึ่งในบริเวณลุ่มน้ำสินธุ ซึ่งต่อมาเมื่อถูกชนชาติอื่นรุกราน ยิปซีพวกนี้ได้อพยพโยกย้ายจากชายฝั่งแม่น้ำสินธุของอินเดียมาทางเปอร์เซีย ซึ่งมีหลักฐานว่าชนกลุ่มนี้มีความสามารถจัดเจนในด้านศิลปะการดนตรี จากเปอร์เซีย คาราวานยิปซี เดินทางผ่านตะวันออกกลางมาถึงแอฟริกาเหนือและยุโรป ซึ่งมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าชนกลุ่มนี้มาจากอียิปต์ จึงเรียกขานพวกเขาว่า ยิปซี

เพราะมีลักษณะเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ไม่มีบ้านเกิด หรือแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานให้เฉกเช่นยิว ดังนั้น ยิปซีจึงมีฐานะไม่ต่างจากคนชายขอบเท่าใดนัก ยิปซีต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด พวกเขานำความถนัดด้านการร้องรำทำเพลง, ให้ความบันเทิง, งานฝีมือช่างเหล็กและพ่อค้า ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาแต่ครั้งบรรพกาลไว้เป็นช่องทางในการดำรงชีพ

ชีวิตของยิปซีน้อย จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ก็เช่นกัน เขาเริ่มต้นหัดเล่นไวโอลิน จากนั้น แบนโจ ตามด้วยกีตาร์ อายุเพียง 12 ปี ก็เริ่มเล่นดนตรีหาเลี้ยงชีพ ผ่านงานแสดงมาอย่างโชกโชน ฝีมือของเขาได้รับการยอมรับจากผู้ชม ถึงขนาดที่ ชาร์ลส์ เดอโลเนย์ (Charles Delauney) ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและผู้จัดการของ จังโก เคยกล่าวถึงนักกีตาร์ผู้นี้ว่า

เหมือนน้ำเป็นปลา อากาศเป็นของนก และดนตรีเป็นของจังโก”

ทว่า เพียงแค่ 6 ปีที่เขาผาดโผนอยู่ในยุทธจักร โชคร้ายก็เดินทางมาเยือนเขาในวันหนึ่ง ราวๆ ตีหนึ่งของคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 1928 หลังเสร็จสิ้นจากการเล่นดนตรีที่คลับ แล้วกลับมาพักยังกองคาราวาน เทียนที่จังโกจุดทิ้งไว้ยามดึกเกิดติดไฟและลุกไหม้ข้าวของ ไม่กี่นาที ไฟก็ไหม้ลามอย่างรวดเร็ว แม้จะหนีออกจากกองเพลิงได้ แต่ไฟได้ลามไปกว่าครึ่งตัว โดยเฉพาะส่วนขาและนิ้วมือ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าควรจะตัดขาของเขาทิ้ง แต่จังโกปฏิเสธ

ขณะที่มือซ้ายของเขาถูกไฟลวก นิ้วนางและนิ้วก้อยบิดเบี้ยวไปจากเดิม และแทบไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป แต่นิ้วกลางและนิ้วชี้ยังทำงานได้ปกติ ณ เวลานั้น ไม่มีใครคิดว่าเขาจะกลับมาเล่นกีตาร์ได้อีกแล้ว

ระหว่างพักรักษาตัว จังโก กลับมาฝึกฝนกีตาร์ภายใต้เงื่อนไขใหม่ เขาฝึกอย่างช้าๆ ให้หนักแน่นมั่นคง จนในที่สุดสามารถกลับมาเล่นได้อีกครั้ง ทั้งนี้ สเตฟาน กราปเปลลี (Stephane Grappelli) นักไวโอลินคนสนิท เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารเมโลดี เมคเกอร์ ถึงฝีมืออันน่าตื่นตาของนักกีตาร์คนนี้ หลังการเสียชีวิตของ จังโก ว่า

“เขาเล่นได้อย่างคล่องแคล่วจนน่าอัศจรรย์ ด้วยนิ้วสองนิ้วนั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ใช้นิ้วอื่นด้วยหรอกนะ เขารู้จักที่จะวางนิ้วอื่นลงบนกีตาร์ด้วยนิ้วเล็กๆ ที่สาย E (สายที่ 1) และสาย B (สายที่ 2) ซึ่งนั่นเป็นผลให้เกิดทางเดินคอร์ดขึ้นมา ซึ่งจังโกอาจจะเป็นคนแรกๆ ที่เล่นได้อย่างนั้น”

แม้นิ้วนางและนิ้วก้อยของมือซ้ายต้องมาพิการจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนั้น ทว่า จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคจากชะตากรรมของตนเองได้ หลังจากเขาเก็บตัวฝึกฝนและค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อกลับมาเล่นกีตาร์ด้วย 2 นิ้วหลัก คือนิ้วชี้และนิ้วกลาง โดยมีนิ้วนางและนิ้วก้อยซึ่งแม้บิดงอไม่ได้รูป แต่ก็ทำหน้าที่สนับสนุนในบางครา

หนุ่มนักกีตาร์ยิปซี กลับคืนวงการบันเทิงยามราตรีอีกครั้ง โดยรับงานเล่นดนตรีตามคาเฟ่ในนครปารีส พร้อมกับฟังแผ่นเสียงผลงานของศิลปินแจ๊สอเมริกันยุคนั้น อย่าง หลุยส์ อาร์มสตรอง, ดุ๊ก เอลลิงตัน, โจ เวนูติ และนักกีตาร์รุ่นบุกเบิกชื่อ เอ็ดดี แลงก์  ก่อนพบกับ สเตฟาน กราปเปลลี นักไวโอลิน ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนคู่ใจ ในปี ค.ศ.1934

ทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรีที่มีชื่อเสียงในหน้าประวัติศาสตร์วงการแจ๊สยุคสวิงในยุโรปขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม Quintette Du Hot Club De France (QHCF) โดยในช่วงเวลาระหว่าง ปี ค.ศ.1937-39 ไรน์ฮาร์ดท์ และวง QHCF มีการทดลองนำสีสันดนตรีใหม่ๆ ที่เรียกว่า “สวิง” จากทางฝั่งอเมริกามาปรับใช้ กับแนวทางการเล่นแจ๊สแบบยุโรปก่อนหน้านั้น ซึ่งให้ทั้งความจัดจ้าน ร้อนแรง และเต็มไปด้วยความเร้าใจ แนวการบรรเลงของ QHCF ได้กลายเป็นแบบฉบับของยุคสมัยสวิงในยุโรปไปในที่สุด

จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ รู้สึกประทับใจดนตรีสวิงเป็นการส่วนตัว เขาเชื่อมั่นว่าดนตรีชนิดใหม่นี้มีสาระบางอย่างแฝงอยู่ ดังที่ ชาร์ลส์ เดอโลเนย์ เพื่อนของ ไรน์ฮาร์ดท์ อ้างถึงคำพูดของนักกีตาร์ว่า “แจ๊สดึงดูดความสนใจของผม เพราะว่าในดนตรีชนิดนี้ ผมพบความสมบูรณ์อย่างเป็นแบบแผน และความประณีตงดงามในด้านการบรรเลง เหมือนอย่างที่ผมชื่นชอบจากดนตรีคลาสสิก ซึ่งหาไม่ได้ในดนตรียอดนิยมทั่วไป”

ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ไรน์ฮาร์ดท์ มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เขาไม่เพียงเล่นดนตรีในฝรั่งเศสเท่านั้น หากยังเดินสายออกแสดงดนตรียังประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป พร้อมกับร่วมบรรเลงกับศิลปินแจ๊สชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางมาเยือนทวีปยุโรปอีกด้วย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นในยุโรป ส่งผลให้สมาชิกหลักของ QHCF ต้องแยกจากกันชั่วคราว จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ปักหลักอยู่ที่ฝรั่งเศส ขณะที่ สเตฟาน กราปเปลลี อาศัยอยู่ในอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ระหว่างช่วงเวลานี้ ไรน์ฮาร์ดท์ ยังมีงานแสดงร่วมกับวงดนตรีอื่นๆ เพื่อหารายได้ประทังชีวิต

ความยากลำบากของชีวิตยามสงครามไม่ได้จำกัดวงเพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น บางครั้ง จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ยังเสี่ยงกับการถูกจับจากฝ่ายเยอรมนีอีกด้วย โชคดีที่นามสกุล “ไรน์ฮาร์ดท์” ที่เขาใช้อยู่นั้น มีรากเหง้ามาจากเยอรมัน ซึ่งช่วยให้แคล้วคลาดในบางคราว

ทว่า มีอยู่หนหนึ่งที่เขาไปแสดงดนตรีริมฝั่งทะเลสาบเจนีวา ซึ่งบางส่วนอยู่ในดินแดนของฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นจากการแสดงเล่นดนตรี  จู่ๆ จังโก ก็ตัดสินใจจะไปเยี่ยมญาติที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางดินแดนของสวิตเซอร์แลนด์

ระหว่างเดินทางข้ามพรมแดนนั่นเอง  เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบบัตรสมาชิกสมาคมนักแต่งเพลงอังกฤษของเขา จึงส่งตัวให้ทหารเยอรมันที่ประจำอยู่ในพื้นที่ควบคุมตัว โชคดีที่หัวหน้าหน่วยของทหารเยอรมันเวลานั้น เป็นแฟนเพลงแจ๊สตัวยงคนหนึ่งพอดี แถมยังรู้จัก จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ดีเสียด้วย เขาจึงถูกปล่อยตัวไปอย่างเฉียดฉิวทีเดียว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีข่าวลือเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักกีตาร์สายเลือดยิปซีคนนี้ซึ่งอยู่ในความสนใจของผู้คนมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดนิตยสารดนตรีแจ๊ส ดาวน์ บีท ของอเมริกา ยังลงข่าวการเสียชีวิตของเขา ทว่า ไม่นานนัก ทุกคนก็ทราบว่าความจริงเป็นเช่นไร เมื่อได้ยินการบรรเลงดนตรีของเขาผ่านรายการวิทยุในเวลาต่อมา

จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ในปี ค.ศ.1946 นักกีตาร์ยิปซีผู้นี้จึงได้กลับมาเล่นดนตรีกับ สเตฟาน กราปเปลลี อีกครั้ง จากนั้นเขาวางแผนออกทัวร์แสดงดนตรีในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้บรรเลงร่วมกับวงของ ดุ๊ก เอลลิงตัน สมใจ แต่หลายๆ อย่างกลับไม่สะดวกราบรื่นมากนัก

หลังกลับคืนสู่ฝรั่งเศส จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ หายใจอยู่กับดนตรีโดยตลอด มีเพียงช่วงหนึ่งซึ่งเป็นเวลาราวๆ 6 เดือนที่เขาหันเหความสนใจไปยังงานวาดภาพชั่วคราว และเขาทำได้ดีเสียด้วยจนถึงขั้นเปิดแสดงนิทรรศการศิลปะของตนเองมาแล้วครั้งหนึ่ง

บาบิก ลูกชายของนักกีตาร์ชื่อดัง สะท้อนความทรงจำในช่วงหลังแห่งชีวิตของไรน์ฮาร์ดท์ ว่า “พ่อเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจอย่างมากในเวลานั้น ฟังเพลงทุกอย่างตั้งแต่ เบโธเฟน ยันบีบ็อพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บีบ็อพ สนใจเป็นพิเศษ”

มีบันทึกว่า นักกีตาร์ยิปซีคนนี้ติดตามฟังผลงานของนักประพันธ์ดนตรีตะวันตกหลายยุค ตั้งแต่ บาค แห่งยุคบาโรค เดอบูซ์ซี และ ราแวล แห่งยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ ไปจนถึง สตราวินสกี กับแนวทางเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ และทั้งที่ ไรน์ฮาร์ดท์ ไม่มีความสามารถในการอ่านโน้ตดนตรี ทว่า หูของเขามีความแม่นยำ และสมองของเขามีความจำเป็นเลิศ ดังนักไวโอลินคู่ใจ สเตฟาน กราปเปลลี เล่าถึงเรื่องนี้ว่า

“คุณลองไปฟังบทประพันธ์ซิมโฟนีที่สลับซับซ้อนที่สุดกับจังโก และเขาจะชี้ให้เห็นว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหนบ้างที่เกิดขึ้นระหว่างการบรรเลง”

เช่นเดียวกับนักกีตาร์แจ๊ส ชาร์ลี เบิร์ด (Charlie Byrd) หลังเสร็จสิ้นจากการรับราชการในกองทัพอเมริกัน ประจำฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1945 เขามีโอกาสเล่นดนตรีกับไรน์ฮาร์ดท์อยู่ช่วงหนึ่ง เบิร์ด ชื่นชมนักกีตาร์คนนี้ว่า

“ไรน์ฮาร์ดท์ มีหูที่แม่นยำมาก เขามีชื่อเสียงในด้านการสำแดงแนวโซโล่ และการเปล่งประกายของตัวโน้ตเดี่ยวๆ มันต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียวสำหรับการมุ่งมั่นศึกษาการเล่นให้ได้อย่างไรน์ฮาร์ดท์ คล้ายๆ กับกรณีของ อาร์ต ทาทั่ม นั่นแหละ”

ในปี ค.ศ.1952 จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ พร้อมครอบครัวของเขา เปลี่ยนจากการใช้ชีวิตเดินทางแบบยิปซี มาปักหลักสร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่ที่เมืองซามัวส์ เขาใช้ชีวิตกึ่งๆ เกษียณ รับงานเล่นดนตรีกับวงควินเท็ทของตนเองบ้าง ไม่เล่นบ้าง พร้อมกันนั้นก็มีโอกาสเดินเข้าห้องบันทึกเสียงเป็นระยะๆ ก่อนเสียชีวิตลงด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ.1953 รวมอายุได้ 43 ปี

สเตฟาน กราปเปลลี เพื่อนสนิทให้ข้อสรุปความสามารถทางดนตรีของ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ ไว้ในบทสัมภาษณ์แก่นิตยสารเมโลดี เมคเกอร์ เมื่อปี ค.ศ.1954 ว่า

“เขาฝากผลงานไว้ให้แก่กีตาร์มากยิ่งกว่าใครในวงการแจ๊ส การเล่นกีตาร์ของเขาไม่เหมือนใคร แจ๊สแตกต่างออกไปจากเดิมเพราะเขาแท้ๆ เชียว มันคงมีนักกีตาร์ฝีมือดีอีกมากต่อมาก แต่ไม่อาจมีไรน์ฮาร์ดท์อีกคนหนึ่งได้เลย เรื่องนี้ผมทราบดีแก่ใจ”

              


Director / Editor-in-Chief at The People

ค้นพบความสุขจากการอ่านและการเขียน ตื่นเต้นที่จะสนทนากับผู้คนหลากหลายวิชาชีพ ทว่าลึกลงไปในความสนใจส่วนตัว เขาชื่นชอบเสียงเพลงและหลงใหลในเครื่องดื่มบางชนิดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Related

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ “คนรู้จัก โทนี สตาร์ค มากกว่าตัวผมเสียอีก”

แบ ดูนา “ซอบี” หมอหญิงสุดแกร่งแห่ง Kingdom กับความพยายามสุดหินที่พาเธอไปไกลถึงฮอลลีวูด

ชาร์ลี ไลท์เทนนิง สำรวจชีวิตเลียม กัลลาเกอร์ 10 ปีที่แตกหักจาก Oasis ในสารคดี As It Was

เจย์ เคย์ แห่งวง Jamiroquai นักร้องหัวร้อน ผู้บ้ารถ แกนนำแห่งแนวเอซิด แจ๊ส

ซนเยจิน: ยิ่งกว่าควีนออฟเมโลดรามา คือเจ้าแม่เกมตัวยง

เจมส์ คาเมรอน เลิกขับรถบรรทุกมาสร้างหนัง เพื่อเติมเต็มความฝันวัยเด็ก

โคดี้ ลี แชมป์ตาบอด ออทิสติกแห่งเวที America’s Got Talent กับความฝันที่จะเป็นร็อคสตาร์ที่มีแม่คอยผลักดันให้สำเร็จ

เคนท์ เจิ้ง: ดารารุ่นใหญ่ฮ่องกง ตัวละครในหนัง ‘ยิปมัน’ ผู้ที่เพื่อนไม่ให้ยืมเงิน