ยูเลีย นาวาลนายา : ภรรยาของ ‘อเล็กเซย์ นาวาลนี’ สตรีผู้ขอสู้ตายเพื่อให้รัสเซียเป็นอิสระ แม้ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงตัวแทนของสามีผู้ล่วงลับก็ตาม

ยูเลีย นาวาลนายา : ภรรยาของ ‘อเล็กเซย์ นาวาลนี’ สตรีผู้ขอสู้ตายเพื่อให้รัสเซียเป็นอิสระ แม้ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงตัวแทนของสามีผู้ล่วงลับก็ตาม

ยูเลีย นาวาลนายา (Yulia Navalnaya) ลุกขึ้นต่อกรกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน หลังสามีเสียชีวิตในเรือนจำรัสเซีย โดยตั้งเป้าล้มระบอบปูติน และปลดปล่อยรัสเซียให้เป็นอิสระ

“ฉันไม่เคยคิดจะมาเป็นนักการเมืองเลยสักครั้ง... คิดเพียงแต่ว่าอยากจะเป็นภรรยาของเขา (อเล็กเซย์ นาวาลนี) ไปอย่างนี้ต่อไป”

ความในใจของ ‘ยูเลีย นาวาลนายา’ (Yulia Navalnaya) ภรรยาผู้สูญเสียสามีไปในเหตุการณ์ทางการเมือง เมื่อสามีของเธอ ‘อเล็กเซย์ นาวาลนี’ (Alexey Navalny) เลือกจะเป็นปรปักษ์กับ ‘วลาดิมีร์ ปูติน’ (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีผู้ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ซึ่งการกระทำของนาวาลนีไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป ผู้คนต่างบอกว่าเขาคือ ความหวัง แสงสว่างที่สาดส่องรุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยมาสู่รัสเซีย แต่สุดท้ายรัฐบาลรัสเซียก็พรากทุกอย่างไปโดยการวางยาพิษชายคนนี้ จนสร้างความทุกข์ระทมให้คนทั่วโลก

อเล็กเซย์ นาวาลนีจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2024 ระหว่างรับโทษจำคุก 19 ปีในเรือนจำอันห่างไกลในอาร์กติก ด้วยวัย 47 ปี

ถึงตัวเขาจะจากไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมา ไม่ได้ถูกทำให้เลือนหาย ผู้คนยังคงจดจำความกล้าหาญของเขา และแน่นอนว่ายังมีผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอเอง และเธอคนนั้นจากไม่เคยสนใจการเมือง หรือต้องการให้ใครต่อใครต่างมาให้ความสำคัญกับการมีอยู่ของเธอเอง คิดเพียงแค่ว่าอยากจะทำทุกอย่างให้กระจ่างชัด อยากทำให้โลกเห็นว่าการตายของสามีจะไม่สูญเปล่า และผู้หญิงคนนี้เองก็ทำให้โลกเห็นแล้วว่า หากพรากดวงใจของสตรีไป คงยากจะมีสิ่งใดมาทดแทนความเศร้าสลดนั้นได้

จากหยาดน้ำตาจึงแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นเคือง และนั่นทำให้สตรีผู้นี้ยืนอยู่ในเส้นทางการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

“ฉันอยากจะเป็นประธานาธิบดีรัสเซีย” เธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะนี่คือตัวตนของนาวาลนายาที่อยู่เคียงข้างสามีมาตั้งแต่ต้น เธอคอยสนับสนุนทุกสิ่งที่สามีทำ และนั่นทำให้เธอเห็นแล้วว่า การลงสนามการเมืองนั้นควรวางตัวอย่างไร

“คู่ต่อสู้ทางการเมืองของฉันคือ วลาดิมีร์ ปูติน และฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ระบอบการปกครองของเขาล่มสลายลงในที่สุด”

แม้นาวาลนายาจะไม่สามารถเดินทางกลับรัสเซียได้เพราะเรื่องของความปลอดภัย การต่อสู้ส่วนใหญ่ของเธอจึงมาจากนอกประเทศเป็นหลัก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นในการเอาชนะปูตินลดทอนลงแม้แต่น้อย ยิ่งนานวันไฟแห่งความหวังก็ยิ่งแรงกล้าขึ้นทุกวัน เธอหวังว่าสักวันความฝันของสามีจะกลายเป็นจริง ฝันที่จะเห็นประชาธิปไตยเบ่งบานในรัสเซีย

“เมื่อคุณมีชีวิตอยู่ในชาตินี้ คุณจะเข้าใจทันทีค่ะว่าทำไมฉันถึงรักอเล็กเซย์มากถึงขนาดนี้ เขาไม่เคยยอมแพ้ เต็มไปด้วยความหวัง ไม่เคยจะท้อถอยสักวันหนึ่ง และนั่นแหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไมฉันรักเขา”

หากย้อนกลับไปยังเส้นทางรักของทั้งคู่ ต้องย้อนกลับไปยังปี 1998 ขณะที่นาวาลนียังเป็นทนายความหนุ่มไฟแรง ยูเลียก็ทำงานอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่ง ณ กรุงมอสโก ทั้งคู่พบรักกับระหว่างนาวาลนีกำลังพักร้อนอยู่ที่ประเทศตุรกี เขาตกหลุกรักยูเลียเข้าอย่างจัง หลังจากพูดคุยกับเธอเพียงไม่กี่ประโยค หนึ่งในคำถามที่มัดใจเขาจนอยู่หมัดคือ ยูเลียสามารถเอ่ยชื่อรัฐมนตรีของรัสเซียได้ทุกคน หลังจากนั้นอีกสองปีทั้งคู่ก็ตกลงแต่งงานกันในที่สุด

ยูเลียกลายเป็นคุณแม่เต็มตัว ส่วนอเล็กเซย์ทำหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวอย่างขยันขันแข็ง แต่การเป็นคนรักของชายที่มุ่งมั่นเช่นนี้ทำให้เธอทุกข์ใจไม่ต่างกัน เธอต้องเห็นข่าวสามีถูกวางยาพิษหลายต่อหลายครั้ง ถูกจับกุมตัวเพื่อไปรับโทษอีกไม่รู้กี่หน แต่ถึงอย่างไรนาวาลนายาก็ไม่เคยหวั่น เธอพร้อมอยู่เคียงข้างเขาทุกเวลา

ในปี 2020 นาวาลนีถูกวางยาพิษโนวิช็อก เขารอดชีวิตกลับมาได้หลังจากถูกส่งตัวไปรักษาที่เยอรมนี

และเริ่มสืบหาผู้บงการทำให้เขาถูกยาพิษเล่นงาน จนสุดท้ายก็รู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หมายเอาชีวิตของเขาคือหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย หรือที่รู้จักกันดีในนาม FSB

นาวาลนีเริ่มจดบันทึกความทรงจำในขณะพักฟื้นร่างกาย เขาและภรรยากลับไปรัสเซียในเดือนมกราคม 2021 ซึ่งแน่นอนว่าชายคนนี้ไม่ได้มีพรมแดงรอต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ทันทีที่ลงจากเครื่องบินเขาก็ถูกจับกุมทันที

“หลายคนถามฉันว่าจะกลับมารัสเซียทำไม ฉันตอบได้แค่ว่าอยากจะสนับสนุนเขาแค่นั้นเอง ฉันรู้ว่าเขาต้องการกลับไปรัสเซีย รู้ว่าเขาต้องการอยู่กับผู้คนที่พร้อมให้การสนับสนุนเขาเหมือนกับฉัน เขาต้องการเป็นตัวอย่างให้กับคนเหล่านี้ด้วยความกล้าหาญ และความกล้าหาญของเขาได้แสดงให้ผู้คนเห็นแล้วว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหวาดกลัวเผด็จการ”

แม้ความพยายามของนาวาลนีจะทำให้ผู้คนหันมาสนับสนุน ยกย่องในความกล้าหาญของเขา แต่ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเขาก็จบลงด้วยยาพิษเช่นเดิม ทิ้งไว้เพียงบันทึกความทรงจำทรงคุณค่า บอกเล่าประสบการณ์อันน่าหดหู่หลังกรงขัง

นี่คือข้อความส่วนหนึ่งจากบันทึกความทรงจำของอเล็กเซย์ นาวาลนี เมื่อปี 2022

ในห้องขังของผมร้อนมากจนแทบหายใจไม่ออก คุณจะรู้สึกเหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นฝั่งและโหยหาอากาศบริสุทธิ์ แต่อากาศส่วนใหญ่จะเหมือนอยู่ในห้องใต้ดินที่เย็นและอับชื้น….. มักจะแยกตัวออกมาและเปิดเพลงดังตลอดเวลา ในทางทฤษฎีแล้ว นี่เพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษในแต่ละห้องขังตะโกนคุยกัน ในทางปฏิบัติ มันเพื่อกลบเสียงกรีดร้องของผู้ที่ถูกทรมาน”

---

ผมกระซิบข้างหูเธอบอกเธอว่า “ฟังนะ ผมไม่อยากให้มันฟังดูเวอร์หรืออะไร แต่ผมคิดว่ามีโอกาสสูงมากที่ผมจะไม่มีวันได้ออกจากที่นี่... พวกเขาจะวางยาผม”

“ฉันรู้” นาวาลนายาตอบ “ฉันเองก็คิดแบบนั้น”

เมื่อสามีเธอจากไป เธอได้อ่านบันทึกข้อความทั้งหมด ก่อนจะประกาศกร้าวว่า “วลาดิมีร์ ปูตินจะต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตและฆาตกรรมสามีของฉัน”

---

"ฉันไม่อยากให้เขาอยู่ในคุก ที่ไหนสักแห่งในต่างประเทศ เพราะคุกพวกนั้นเป็นคุกที่ดี มีคอมพิวเตอร์ อาหารก็ดี... ฉันอยากให้เขาอยู่ในคุกของรัสเซีย และไม่ใช่แค่นั้น ฉันอยากให้เขาอยู่ในสภาพเดียวกับที่อเล็กเซย์เคยเป็น"

นาวัลนายาให้คำมั่นว่าจะสานต่อการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและหลักนิติธรรมเช่นเดียวกับสามีของเธอ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ทำงานต่อต้านการทุจริตและเพื่อนำเสรีภาพมาสู่รัสเซียและมีระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเฝ้าถวิลหา และในโอกาสครอบรอบ 1 ปีแห่งการจากไปของอเล็กเซย์นาวาลนี นาวาลนายาแสดงให้เห็นแล้วว่า เธอไม่เพียงแต่กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งค่านิยมประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเป็นนักสู้ที่กล้าหาญเพื่อค่านิยมเหล่านี้ด้วย

“เรารู้ดีว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร...

“รัสเซียในอนาคตที่อเล็กเซย์ใฝ่ฝัน

“รัสเซียที่สงบสุข งดงาม และเต็มไปด้วยเสรีภาพ มันจะเป็นไปได้ มาทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อให้ความฝันของเขาเป็นจริงกันเถอะค่ะ”

เจตนารมย์อันแรงกล้าของนาวาลนายายังไม่มอดดับ นี่คืออุดมการณ์แรกเริ่มที่เธอยึดถือนับตั้งแต่วันที่สามีจากไป และมันยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอมา

ถึงจะมีงานวิจัยหลายเรื่องศึกษาผู้นำหญิงทั่วโลกว่าส่วนใหญ่ ล้วนก้าวขึ้นมามีบทบาททางการเมืองเพราะคนในครอบครัว เช่น พ่อ และสามี ซึ่งเรื่องราวของนาวาลนายาสอดคล้องกับรูปแบบที่ปรากฎอยู่ทั่วโลกเช่นกัน

และนี่คือข้อสังเกต 3 ประการจากงานวิจัยของ ‘ฟาริดา จาลาลไซ’ (Farida Jalalzai) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

1. มีประวัติศาสตร์ยาวนานของผู้หญิงที่สืบทอดตำแหน่งทางการเมืองแทนสามี

การเป็นม่ายเคยเป็นเส้นทางหลักที่ทำให้ผู้หญิงอเมริกันได้เข้าสู่สภาคองเกรสเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยพวกเธอเข้ารับตำแหน่งแทนสามีที่เสียชีวิต ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 จนถึง 1960

แม้ว่าผู้ชายมักได้รับประโยชน์จากการเกิดมาในครอบครัวนักการเมือง แต่ผู้หญิงกลับต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ทางการสมรสหรือสายสัมพันธ์ครอบครัว เช่น การเป็นบุตรสาวของบุคคลที่มีอำนาจ เพื่อก้าวเข้าสู่เวทีการเมือง

หลายครั้ง ผู้หญิงก้าวขึ้นสู่อำนาจภายใต้สถานการณ์อันน่าเศร้า

ตัวอย่างเช่น ศิริมาวา บันดาราไนยเก (Sirimavo Bandaranaike) ซึ่งเป็นภรรยาของโซโลมอน บันดาราไนยเก (Solomon Bandaranaike) นายกรัฐมนตรีของศรีลังกาที่ถูกลอบสังหารในปี 1959 เธอเข้ามาเป็นผู้นำพรรคการเมืองของสามี และหลังจากการเลือกตั้งปี 1960 เธอกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก

ในนิการากัว วิโอเลตา เด ชามอร์โร (Violeta de Chamorro) เป็นภรรยาของเปโดร ฆัวกิน ชามอร์โร (Pedro Joaquin Chamorro) บรรณาธิการและเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ถูกมือปืนลอบสังหารในปี 1978 หลังจากที่สามีของเธอใช้เวลาหลายปีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการของประเทศ

วิโอเลตาเข้าสู่การเมืองอันวุ่นวายในนิการากัว และได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 1990 โดยดำรงตำแหน่งจนถึงปี 1997

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เบนาซีร์ บุตโต (Benazir Bhutto) อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เธอเป็นบุตรสาวของซุลฟิการ์ อาลี บุตโต (Zulfikar Ali Bhutto) อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นอำนาจโดยการรัฐประหารในปี 1978 และถูกประหารชีวิตในปี 1979

ปัจจุบัน เส้นทางนี้ยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียและละตินอเมริกา

ตัวอย่างใกล้รัสเซียที่สุดคือเบลารุส ซึ่งภรรยาของนักการเมืองฝ่ายค้านที่ถูกจับกุมได้เข้ามาสืบทอดตำแหน่งทางการเมืองแทน ในปี 2020 เมื่อเผด็จการอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก (Alexander Lukashenko) สั่งจับกุมเซอร์เกย์ ทิคาโนฟสกี (Sergei Tikhanovsky) และห้ามไม่ให้เขาลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดี ภรรยาของเขา สเวตลานา ทิคาโนฟสกายา (Svetlana Tikhanovskaya) จึงลงสมัครแทน แม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2020 ก็ตาม เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาการทุจริตอย่างแพร่หลาย และอีกอย่างคือการที่เธอสามารถลงสมัครได้ก็เพราะลูกาเชนโกมองว่าเธอไม่เป็นภัยคุกคาม เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิง

2. ผู้หญิงสามารถใช้ภาพลักษณ์แบบเหมารวมเกี่ยวกับความเป็นหญิงให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง

ยูเลีย นาวาลนายา (Yulia Navalnaya) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์และอดีตพนักงานธนาคาร เคยมีบทบาทหลักในการดูแลลูกและสนับสนุนสามีของเธอ ขณะที่เขาก้าวขึ้นเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ยูเลีย นาวาลนายา และผู้หญิงที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันมักถูกมองว่าเป็น "ผู้นำโดยบังเอิญ" ซึ่งถูกผลักดันให้เข้าสู่บทบาทนี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรง

แม้เธอจะเคยเข้าร่วมการชุมนุมและการประท้วงร่วมกับสามี แต่บทบาททางการเมืองของเธอก่อนหน้านี้ค่อนข้างจำกัด

เธอมีบทบาทสำคัญในการเกลี้ยกล่อมให้ปูตินยอมอนุญาตให้นาวาลนีเดินทางไปรับการรักษาในเยอรมนี หลังจากที่เขาถูกวางยาพิษด้วยสารพิษโนวีชอก (Novichok) ในปี 2020 และเธอเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นในช่วงเวลานั้น แต่ก็เป็นเพียงเพื่อเน้นย้ำถึงการถูกกดขี่ของสามีเธอเท่านั้น

3. ยูเลีย นาวาลนายา จะเผชิญกับข้อจำกัดในการมีอำนาจจริง

แม้ยูเลีย นาวาลนายา จะได้รับความสนใจและคำชื่นชมจากนานาชาติในการก้าวขึ้นมาสืบทอดบทบาทของสามี แต่เธอกำลังใช้ชีวิตในฐานะผู้ลี้ภัย

หากเธอกลับไปรัสเซียและยังคงต่อต้านระบอบปูติน เธออาจต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกับนักการเมืองฝ่ายค้านคนอื่น ๆ นั่นคือ การถูกจับกุมหรือแม้แต่การถูกลอบสังหาร หากเธอไม่กลับไปรัสเซีย เธออาจไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้มากพอ และอาจถูกฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้ออ้างโจมตีว่าเธอเป็นเพียงหุ่นเชิดของรัฐบาลต่างชาติ

นาวาลนายาได้รับการยกย่องจากผู้นำโลกเสรี และติดอยู่ในรายชื่อ 100 ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2024

ปัจจุบันเธอยังคงป่าวประกาศให้โลกเห็นว่า รัสเซียยังไม่หมดหวัง เพราะเธอนี่แหละจะนำความหวังใหม่มาสู่ประเทศแห่งนี้ด้วยมือของเธอเอง

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : Getty Images

 

อ้างอิง