กาลครั้งหนึ่งที่ ‘มานไฮม์’ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่อง ‘ศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์’

กาลครั้งหนึ่งที่ ‘มานไฮม์’ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่อง ‘ศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์’

รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องศิลปะแนวใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ ‘ศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์’ (Impressionism) อันมี ‘โกลด โมเนต์’ (Claude Monet) จิตรกรชาวฝรั่งเศสเป็นผู้จุดประกายในปลายศตวรรษที่ 19

  • ศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงในช่วงที่ศิลปะชนิดนี้เริ่มก่อตัวช่วงปลายศตวรรษที่ 19 
  • รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ เมื่อเสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งที่ 2 ค.ศ. 1907
  • ส่วนหนึ่งของพระราชวิจารณ์ในรัชกาลที่ 5 มีว่า “...คำที่ว่าอาต(อาร์ต)นั้น กลายเปนไม่มีอาตในนั้นสักนิดเดียว จะว่าเหมือนก็ไม่เหมือน จะว่างามก็ไม่งาม”

ปลายศตวรรษที่ 19 ‘โกลด โมเนต์’ (Claude Monet) จิตรกรชาวฝรั่งเศส คือผู้จุดประกายความงามของศิลปะแนวใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ ‘อิมเพรสชั่นนิสม์’ (Impressionism) จากนั้นไม่นาน ผลงานศิลปะแนวดังกล่าวค่อย ๆ เป็นที่กล่าวขานมากขึ้นในวงการศิลปะตะวันตก และได้กำเนิดศิลปินหน้าใหม่หลายต่อหลายคน ร่วมสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มขึ้นมากมาย

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของศิลปะแนวนี้ คือการสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นอารมณ์ ความรู้สึก ความประทับใจส่วนตัวของศิลปินต่อสิ่งรอบข้างอย่างฉับพลัน แล้วถ่ายทอดผ่านการสะบัดฝีแปรงอันเร่าร้อนให้เป็นเส้นสีอันเจิดจ้า หรือไม่ก็ฟุ้งฝ้าพร่าเลือน โดยไม่คำนึงถึงรายละเอียด Subject ที่เป็นจริง

อิมเพรสชั่นนิสม์ จึงเป็นงานที่ท้าทายศิลปะที่ยึดแบบแผนตามหลักสัจนิยม (Realism) ทำให้ในช่วงแรก ศิลปะแนวใหม่นี้ไม่เป็นที่ยอมรับ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสำนักศิลปะแห่งชาติของฝรั่งเศส (Salon) ซึ่งเป็นสำนักที่เปรียบดังตัวแทนศิลปะแนวสัจนิยม อันเป็นกระแสหลักในขณะนั้น

ดังเช่นงานของ ‘โมเนต์’ เอง ยังถูก ‘หลุยส์ เลอรอย’ (Louis Leroy) นักวิจารณ์ศิลปะชื่อดังในยุคนั้น วิจารณ์ภาพ ‘Impression, Sunrise’ (1872) ว่า “ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความประทับใจแบบวูบวาบฉาบฉวย ภาพร่างลวก ๆ บนกระดาษติดฝาผนังยังดูเสร็จสมบูรณ์กว่าด้วยซ้ำ”

ไม่เพียงแค่นักวิจารณ์งานศิลปะ บรรดาชนชั้นสูงทางสังคมในยุโรปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็ล้วนดูถูกเหยียดหยามงานศิลปะแนวนี้กันอย่างถ้วนหน้า ส่วนจิตรกรผู้สร้างสรรค์งาน ล้วนมีชีวิตแร้นแค้น และถูกเย้ยหยันจากผู้คนในสังคม

ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ยุคเริ่มแรกจึงควบคู่กับการถูกวิจารณ์จากผู้สันทัดกรณีรอบด้าน ไม่เว้นแม้แต่พระมหากษัตริย์จากดินแดนอันไกลโพ้นอย่าง ‘ประเทศสยาม’ ที่ครั้งหนึ่ง ทรงมีโอกาสสัมผัสงานศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ และได้ทรงวิจารณ์งานแนวนี้ไว้จนเป็นเสี้ยวหนึ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม – กับบรรดาประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป

พระมหากษัตริย์พระองค์นั้น คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

การเสด็จประพาสทวีปยุโรป และพระราชนิยมในศิลปะของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

ในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามต้องเผชิญปัญหารอบด้านจากบรรดาประเทศมหาอำนาจในยุโรป สร้างความสั่นคลอนต่อความเป็นเอกราชของสยาม ช่วงเวลานั้น พระองค์ทรงดำเนินพระราชกุศโลบายหลายประการ เพื่อนำพาสยามให้รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือ การเสด็จประพาสต่างประเทศ

จึงเป็นที่มาของการเสด็จประพาสยุโรปถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1897 เป็นการเสด็จประพาสในภารกิจสำคัญทางการเมือง และครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1907 เป็นการเสด็จฯ ไปรักษาพระวรกายจากพระอาการประชวร และสานพระราชไมตรีกับผู้นำประเทศต่าง ๆ สืบเนื่องจากภารกิจสำคัญของการเสด็จฯ ครั้งแรก

ด้วยความต้องการรู้เท่าทันความนึกคิดของบรรดามหาอำนาจในยุโรป ทำให้พระองค์ทรงศึกษาประเพณี วัฒนธรรมของคนยุโรปให้ลึกซึ้ง ทำให้ทรงซึมซับแนวความคิดหลายอย่าง รวมถึงพระราชนิยมในงานศิลปะตะวันตก

พระองค์ทรงโปรดปรานงานศิลปะเป็นอย่างยิ่ง การเสด็จประพาสทวีปยุโรปทั้ง 2 ครั้ง พระองค์เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ศิลปะหลายแห่งเท่าที่โอกาสจะอำนวย ในการเสด็จประพาสเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ทรงชื่นชมเมืองนี้มากเป็นพิเศษ เพราะทรงสนพระราชหฤทัยในงานศิลปะของชาวเมืองฟลอเรนซ์ ถึงขนาดทรงสั่งซื้องานศิลปะหลายชิ้น เพื่อนำไปตกแต่งภายในพระบรมมหาราชวัง หรือแม้กระทั่งทรงจ้าง มองสิเออร์ คาโรรัส ดุรัง (Carolus-Duran) ผู้บริหารสำนักศิลปะฝรั่งเศสในกรุงโรม ให้มาวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระองค์เอง ที่เมืองซานเรโม่ ในอิตาลี

นั่นแสดงว่า พระองค์มีพระราชนิยมในงานศิลปะแนวสัจนิยม (Realism) อันเป็นความนิยมในศิลปะกระแสหลัก ไม่ต่างกับบรรดาชนชั้นสูงในยุโรปในยุคนั้นด้วยนั่นเอง

ภาพวาดสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นแบบให้มองสิเออร์ดุรังวาดภาพ ส่วนพระบรมรูปครึ่งองค์ ฝีมือของมองสิเออร์ดุรัง ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

มานไฮม์ (Mannheim), ประเทศเยอรมนี ปี 1907

และในการเสด็จประพาสครั้งที่ 2 นี้เอง ในขณะที่ทรงประทับ ณ เมืองบาเดนบาเดน ประเทศเยอรมนี พระองค์ได้มีโอกาสเสด็จฯ ไปยังเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ ‘มานไฮม์’ (Mannheim) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองกำลังจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปีของการก่อตั้งเมือง

ในวาระสำคัญนี้เอง เจ้าผู้ครองแคว้นที่ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า พระองค์มีพระราชนิยมงานศิลปะเป็นอย่างยิ่ง จึงยินดีที่จะกราบทูลเชิญเสด็จฯ มาทอดพระเนตรงาน International Art Expo Mannheim 1907 ณ ตึกหอศิลป์ประจำเมืองที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ เป็นงานนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่แนวอิมเพรสชั่นนิสต์ จากศิลปินทั่วยุโรป

หลังจากที่ทรงอิ่มเอมกับงานศิลปะคลาสสิคอันงดงามตามพิพิธภัณฑ์แทบจะทั่วทุกแห่งที่เสด็จฯ ไปถึง มาครั้งนี้ที่มานน์ไฮม์ จึงเป็นครั้งแรกที่ทำให้รัชกาลที่ 5 ได้ทรงรู้จักกับ ‘อิมเพรสชั่นนิสม์’

แต่ทว่า พระองค์กลับทรงวิจารณ์งานศิลปะที่จัดแสดงในงานนี้ไว้อย่างเผ็ดร้อน ผ่านบันทึกในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ความยาวถึง 3 หน้ากระดาษ ด้วยพระอารมณ์ที่แสดงถึงการไม่ทรงโปรดศิลปะประเภทนี้เอาเสียเลย

 

พระราชวิจารณ์งานศิลปะที่มานไฮม์

ปี ค.ศ. 1907 อันเป็นปีที่ รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ เป็นที่รู้จักได้ราว 30 – 40 ปี เท่านั้น และดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ต้องเผชิญกับการถูกวิจารณ์อย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ รัชกาลที่ 5 ที่ได้ทรงบรรยายงานศิลปะที่จัดแสดงใน Exhibition ที่หอศิลป์เมืองมานไฮม์ ไว้ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านความตอนหนึ่งว่า..

“...ที่เป็นรูปเขียนอย่างเก่าอยู่ไม่เท่าใด นอกนั้นเปนอย่างโมเดอน ซึ่งเหลือที่จะเล่าว่ารูปอะไรเปนอย่างไร มันหนักขึ้นไปกว่าเมืองเวนิศ บางแผ่นน้ำยาเหมือนรูปหอยแครงหยอดเกาะๆ กันไปเป็นรูปพร่าๆ บางแห่งเหมือนเอาเส้นแมกาโรนีย้อมสีแดงสีเขียวสีเหลืองกองไว้ตามแต่จะนึกว่ารูปอะไร  ยังมีอีกอย่างหนึ่งนั้นเปนดินสอดำเส้นเดียวลากเหมือนกันกับเด็กเด็กมันเขียนเล่นที่เมรุฤๅที่ศาลาวัด สับเยกต์ (Subject : ผู้เขียน) ที่จะเขียนนั้นคงจะหาให้น่าเกลียดที่สุดตามที่จะหาได้ ฤาแกล้งเขียนให้มันบ้าๆ เช่นกับถ้าจะเขียนรูปผู้หญิง คงจะหาที่หน้าเสยะฟันเขยินตาลึกท้องคลอด คล้ายๆ กับเขียนเปรตหลังโบสถ์ ถึงเขียนสีก็เลือกเอาสับเยกต์ที่เลวที่สุดไม่มีดี เปนการเก๋ สีก็ใช้ สีที่แปร๋ปร๋าเงาก็ไม่ต้องมี ระบายก็ไม่ต้องระบาย ป้ายลงไปเฉยๆ เส้นก็ไม่ต้องเดิน ดูๆ ก็เป็นที่ท้อใจ คำที่ว่าอาตนั้น กลายเปนไม่มีอาตในนั้นสักนิดเดียว จะว่าเหมือนก็ไม่เหมือน จะว่างามก็ไม่งาม ถ้าจะเขียนให้เหมือน ก็เลือกเอาเหมือนที่อย่างไม่มีดีที่สุด คือหมอกมัวมืดควันกระหลบ (ควันตลบ : ผู้เขียน) ถ้าจะแปร๋ก็พระอาทิตย์เปนสีทับทิม สีม่วง ต้นไม้สีม่วง พื้นแผ่นดินเปล่าๆ สีเขียว อะไรโสกกระโดกต่างๆ เช่นนี้.....” (เขียนตามอักขระเดิมในพระราชนิพนธ์)

แม้กับผลงานที่ผู้อำนวยการสถาบันชี้ไปที่ภาพ ๆ หนึ่ง แล้วกราบทูลว่าจิตรกรเจ้าของภาพนี้ตายแล้ว พระองค์กลับตรัสตอบว่า “ไม่สู้น่าเสียดาย”...!! จนผู้อำนวยการสถาบันท่านนั้นถึงกับออกท่าฉุน

นี่คือพระราชวิจารณ์งานศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ที่เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นปริศนาที่น่าขบคิดว่า บรรดางานศิลปะที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงบรรยายไว้ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านนั้น เป็นงานของศิลปินผู้ใด?

 

มานไฮม์ (Mannheim), ประเทศเยอรมนี ปี 2007

มานไฮม์ เมืองเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเนคคาร์ ในแคว้นบาเดน-เวือร์ทเทิมแบร์ค ตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะวิทยาการมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

จากความทรงจำเมื่อครั้งได้มีโอกาสทำสารคดี ‘ร้อยปีไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง’ เมื่อฤดูร้อนปี ค.ศ.2007 ทำให้ได้มีโอกาสไปตามรอยเสด็จฯ ณ เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ทั้งยังได้ข้อมูลว่า สถานที่จัดแสดงงานศิลปะเมื่อปี ค.ศ.1907 นั้น ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ The Kunsthalle Mannheim Museum หรือหอศิลป์ประจำเมืองมานไฮม์

การตามรอยครั้งนั้น เจ้าหน้าที่หอศิลป์ได้นำหนังสือชื่อ International Art Expo Mannheim 1907 และภาพถ่ายห้องจัดแสดงงานในครั้งนั้นมาให้ชม เมื่อเปิดหน้าหนังสือก็ทำให้ทุกคนตื่นตะลึง เมื่อเห็นว่า งานศิลปะที่รัชกาลที่ 5 ได้ทอดพระเนตรในครั้งนั้น เป็นภาพวาดของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ระดับโลกอย่าง วินเซนต์ แวนโก๊ะ, โอกุสต์ เรอนัวร์, โกลด โมเนต์, เอ็ดการ์ เดกาส์, พอล โกแกง, พาโบล ปิกัสโซ่, กุสตาฟ คลิมต์ เป็นต้น มาจัดแสดงที่งานนี้กันอย่างคับคั่ง

เมื่อนำพระราชวิจารณ์ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน มาพิจารณาเพื่อหาภาพที่สอดคล้องกับบทวิจารณ์นั้น พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นภาพของใคร เช่น

ที่พระองค์ทรงวิจารณ์ว่า “ยังมีอีกอย่างหนึ่งนั้นเปนดินสอดำเส้นเดียวลากเหมือนกันกับเด็กเด็กมันเขียนเล่นที่เมรุฤๅที่ศาลาวัด สับเยกต์ ที่จะเขียนนั้นคงจะหาให้น่าเกลียดที่สุดตามที่จะหาได้ ฤาแกล้งเขียนให้มันบ้าๆ..” ภาพนี้คงเป็นภาพสเกตช์ La Parisienne et figures exotiques ของ พาโบล ปิกัสโซ่ จิตรกรชาวสแปนิช ที่วาดในปี ค.ศ. 1906

ภาพสเกตช์ La Parisienne et figures exotiques ของ Pablo Picasso (ที่มาภาพ : Detours d Oceanie)

ส่วนภาพที่กล่าวว่า “...เช่นกับถ้าจะเขียนรูปผู้หญิง คงจะหาที่หน้าเสยะฟันเขยินตาลึกท้องคลอด คล้ายๆ กับเขียนเปรตหลังโบสถ์ ถึงเขียนสีก็เลือกเอาสับเยกต์ที่เลวที่สุดไม่มีดี..” คงเป็นภาพ The Three Ages of Woman ของกุสตาฟ คลิมต์ วาดในปี ค.ศ.1905 (เขียนก่อนหน้า ภาพ The Kiss (1907) อันโด่งดังเพียง 2 ปี)

ภาพ The Three Ages of Woman ของ Gustav Klimt (ที่มาภาพ : repro from artbook ไฟล์ CC BY-SA 4.0)

ภาพหนึ่งที่ทรงบรรยายว่า “บางแผ่นน้ำยาเหมือนรูปหอยแครงหยอดเกาะ ๆ กันไปเป็นรูปพร่าๆ” ดูแล้วก็คล้ายภาพที่ชื่อ ‘ราตรีประดับดาว’ (Starry Night) วาดในปี ค.ศ. 1889 ของวินเซนต์ แวนโก๊ะ จิตรกรชาวดัตช์ ซึ่งวาดทิวทัศน์ยามค่ำคืนจากมุมมองนอกหน้าต่างสถานบำบัด ในระหว่างที่แวนโก๊ะรักษาอาการป่วยทางจิตที่โรงพยาบาลจิตเวช เมือง Saint Remy ประเทศฝรั่งเศส แต่ภาพนี้แวนโก๊ะ วาดภาพนี้ตอนกลางวันจากความทรงจำที่เห็นในตอนกลางคืน

ภาพ ราตรีประดับดาว (Starry Night) ผลงานปี 1889 ของ Vincent van Gogh ปัจจุบันภาพเขียนชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (Museum of Modern Art) ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (ที่มาภาพ : vincentvangogh.org ไฟล์ public domain)

และข้อความที่ว่า “..บางแห่งเหมือนเอาเส้นแมกาโรนีย้อมสีแดงสีเขียวสีเหลืองกองไว้ตามแต่จะนึกว่ารูปอะไร..” น่าจะเป็นภาพ View of Collioure ของ อังเดร เดเรน จิตรกรชาวฝรั่งเศส วาดขึ้นเมื่อฤดูร้อนปี ค.ศ. 1905 ระหว่างทำงานที่ Collioure เมืองเล็กๆ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศฝรั่งเศส

ภาพ Vue de Collioure (View of Collioure) ของ André Derain (ที่มาภาพ : wikiart.org ไฟล์ public domain US)

หลังการเสด็จฯ เมืองมานไฮม์ เมื่อพระองค์ได้ทรงพบกับจักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 ที่เมืองบรันชวิก (Braunschweig) ทรงเล่าเรื่องงานศิลปะนี้ให้จักรพรรดิเยอรมันฟัง ท่านไกเซอร์ก็วิจารณ์ในทางเดียวกันว่า “..มันเปนบ้า ที่แท้มันเขียนไม่เปน ครั้นมันจะเขียนมาตามฝีมือมัน ไม่มีใครเขาจะดูจะทัก แกล้งเขียนให้ระยำเช่นนั้นพอให้เขาได้ทัก แล้วมันก็ไปโยนทิ้งเสีย ขอให้พ่ออุ่นใจเถอะ มันไม่ไปได้กี่ปีดอก..”

 

ทัศนคติผ่านกาลเวลา

ในเวลานั้น ไม่มีใครรู้เลยว่า งานศิลปะที่ไม่มีใครยอมรับในยุคก่อน กลับเป็นผลงานที่ถูกประมูลไปในราคาที่แพงระยับในอีก 1 ศตวรรษถัดมา ไม่มีใครรู้เลยว่า ภาพ ‘ดอกทานตะวัน’ ที่แวนโก๊ะขายในราคาเท่ากับข้าวเพียง 1 จาน จะกลายเป็นผลงานที่มีราคาสูงระดับหลักล้าน สถาบันศิลปะชื่อดังต่างแข่งขันกันประมูลภาพอิมเพรสชั่นนิสม์เหล่านี้ไปประดับบนข้างฝาของมิวเซียม โดยมีผู้คนนับล้าน ต่างเดินทางมาเชยชมผลงาน ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกถากถางและวิจารณ์เสียเละเทะไม่มีชิ้นดี..

ในแง่มุมประวัติศาสตร์ เราไม่ควรที่จะกล่าวโทษรสนิยมของคนรุ่นก่อน เพราะทัศนคติในยุคหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับผู้คนในยุคต่อมา เราควรยอมรับว่า ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์งานศิลปะตามมุมมองของตน ดังตัวอย่างที่รัชกาลที่ 5 ทรงวิจารณ์งานศิลปะที่ได้ทอดพระเนตรอย่างตรงไปตรงมาตามมุมมองในยุคสมัยของพระองค์ ทั้งยังเป็นการวิจารณ์งานศิลปะตะวันตกโดยชาวสยามเป็นครั้งแรก

บทสรุปจากการที่ได้ทรงทอดพระเนตรงานศิลปะที่มานไฮม์ จึงสะท้อนผ่านพระราชวิจารณ์ในตอนท้ายที่ทรงบรรยายว่า.. “อ้ายรูปเช่นนี้มันมีแต่เมื่อมาคราวก่อน 10 ปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้มากขึ้นกว่าก่อนสัก 10 เท่า นี่เกิดเล่นอะไรกันขึ้นเช่นนี้ มาอุ่นใจอยู่อย่างหนึ่ง ที่เขียนกันมาก็ถึง 10 ปีแล้ว ปีหนึ่งก็มากๆ มันหายไปไหนหมด ไม่เห็นใครแขวนที่แห่งใดปะไนยตาเลยสักแผ่นเดียว น่าจะขายไม่ได้..”

นี่จึงเป็นคุณค่าในแง่การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ให้เราได้เรียนรู้ว่า รสนิยมต่าง ๆ ย่อมผันแปรได้ตามกาลเวลาที่แปรเปลี่ยนไป และคติใหม่ที่กล้าฉีกขนบความเชื่อเดิมต้องใช้เวลาฝ่าฟันอุปสรรคอย่างยาวนาน กว่าจะได้รับการยอมรับจากคนในอีกรุ่นหนึ่ง อันเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในกงล้อประวัติศาสตร์โลก

 

เรื่อง: อชิรวิชญ์ อันธพันธ์