‘ปราสาทตาเมือนธม’ และบทเรียนจากกรณีเขาพระวิหาร

‘ปราสาทตาเมือนธม’ และบทเรียนจากกรณีเขาพระวิหาร

‘ปราสาทตาเมือนธม’ กับบทเรียนจากกรณีเขาพระวิหาร เมื่อปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้ง เราควรเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์?

KEY

POINTS

  • ปราสาทตาเมือนธมกับความขัดแย้งเขตแดน - ความเข้าใจผิดในการมองโบราณสถานเป็นของเขมรหรือไทย โดยไม่นับรวมบทบาทของคนท้องถิ่น (กูย) ที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม เป็นรากฐานของความขัดแย้งชายแดนที่ไม่สิ้นสุด
  • บทเรียนจากเขาพระวิหาร - การทะเลาะกับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องเขตแดน มักเป็นประโยชน์แต่กับชนชั้นนำทางการเมืองที่ต้องการปลุกกระแสชาตินิยม ไม่ได้ก่อประโยชน์แก่ประชาชน
  • มุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์ชายแดน - ควรเปลี่ยนจากการมองแบบศูนย์กลางอำนาจสู่การให้ความสำคัญกับคนท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นทางออกในการสร้างความร่วมมือแทนการขัดแย้ง
     

ปมปัญหาเขตแดนไทยปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่ง (ทราบภายหลังว่ามีผู้นำเป็นนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา) ไปยืนร้องเพลงชาติของตนที่ปราสาทตาเมือนธม และก็เป็นอีกครั้งที่เรื่องปราสาทโบราณถูกนำมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันด้วยเรื่องเขตแดน 

คำถามคือเพราะอะไร ทำไม ปราสาทโบราณในอีสานใต้ถึงได้มักจะเป็นหัวข้อปัญหาเรื่องเขตแดนกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา? 

ก่อนหน้านี้ ในไทยเองก็มีกระแสเรียกร้องขอทวงคืนเกาะกง อีกคำถามที่ตามมา (แบบติดตลกนิด ๆ) จึงคือ เมื่อ ‘พรี่ไทย’ ต้องการเกาะกง และ ‘น้องเหมน’ ก็อยากได้ตาเมือนธม ใครจะสมหวังกันกี่โมง หรือควรชวดทั้งคู่ เพราะ ‘บ้ง’ พอกัน?     

ป่านนี้แล้ว ยังมีใครอีกที่ไม่รู้ว่า เขตแดนรัฐชาติเป็นของเกิดใหม่ เพิ่งมีไม่นาน ยุคที่สร้างปราสาทเหล่านี้ ยังไม่มีแนวคิดเขตแดนแบบนี้หรือมีในอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แบบที่ยึดถือกันในปัจจุบัน 

ตกลงว่า ที่ต้องการกันนั้นคือ ‘ปราสาท’ หรือ ‘เขตแดน’ กันแน่?   

‘ตาเมืองธม’ กว่าจะไปถึงและได้เข้าชมนั้นไม่ง่ายเหมือนอยุธยา (นะจ๊ะออเจ้า)    

‘ตาเมือนธม’ เป็นปราสาทที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันในหมู่สาธารณชนเท่าไรนัก ยกเว้นท่านที่เป็นนักประวัติศาสตร์โบราณคดี ในเขตจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทที่รู้จักกันดี มีพรี่ ๆ น้อง ๆ ชาวเพจโซเชียล ยูทูบเบอร์ พาไปเที่ยวชมกัน ก็มักจะมีปราสาทเช่น ปราสาทศรีขรภูมิ, ปราสาทภูมิโปน, ปราสาทบ้านพลวง, ปราสาทเมืองที, ปราสาทยายเหงา, ปราสาทเต่าทอง, ปราสาทมีชัย, ปราสาทสังข์ศิลป์ชัย, ปราสาทพนมสวาย, ปราสาทบ้านซาด, ปราสาทจอมพระ, ปราสาทดงบัง, ปราสาทหนองใหญ่, ปราสาทบ้านปราสาท ฯลฯ 

ทั้งนี้เพราะปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ไกลออกไปจากตัวเมืองสุรินทร์และแนวถนนเส้นหลักของอีสานใต้อย่างถนนสี่คิ้ว - อุบลราชธานี อีกทั้งตัวอำเภอพนมดงรัก ยังไม่มีสิ่งอื่นใดที่น่าสนใจไปกว่าตัวปราสาท เส้นทางก็เต็มไปด้วยความรกร้างและป่าเขา ดังนั้นก็จึงเป็นเรื่องเฉพาะ ต้องเป็นผู้ที่สนใจอยากดูปราสาทจริง ๆ จึงดั้นด้นไป แถมอยู่ในเขตทหาร ไม่เหมือนโบราณสถานแหล่งอื่นที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานด้านอนุรักษ์โบราณสถานโดยตรง การต้องผ่านด่านตรวจทหาร ดูบัตรประชาชน ถ่ายรูปทะเบียนรถ สร้างความอึดอัดรำคาญใจแก่ผู้ไปเยือนได้ไม่น้อย แม้อาจดูเป็นเรื่องหยุมหยิมก็ตาม แต่เรื่องหยุมหยิมแบบนี้แหล่ะ ทำให้คนรู้สึกว่าไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวใด ๆ 

แถมหากไปถึงช้า เลยเวลาบ่ายสามโมงเย็นไปแล้ว น้องตะหานที่เฝ้าด่านอยู่ตรงนั้นจะไม่ให้เข้าไปอีก มันก็ทำความเซ็งให้แก่ผู้ไปเยือนเป็นธรรมดา เพราะกว่าจะไปถึงขับรถหลายชั่วโมง และพอไปถึงยังสุ่มเสี่ยงจะไม่ได้เข้าชมสมใจไปอีก หรือหากไปถึงปกติก็มักจะเป็นเวลาบ่ายเข้าไปแล้ว เพราะต่อให้ไปพักนอนอยู่ที่อำเภอพนมดงรัก ก็ยังต้องขับรถวนใช้เวลานานกว่าจะไปถึงอยู่ดี 

อย่างไรก็ตาม การไม่อนุญาตให้เข้าสถานที่หลังบ่ายสามโมงไปแล้ว ก็เป็นสิ่งที่มีเหตุผล ถ้ามองจากมุมของทหารที่ต้องดูแลความปลอดภัย เพราะเป็นปราสาทตั้งอยู่ตรงบริเวณกึ่งกลางของเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา 

สรุปแล้ว ก็ไม่ง่าย เหมือนอย่างขับรถออกจากกรุงเทพฯ มาเพียง ๑ ชั่วโมง ก็ได้เดินเล่น ปั่นจักรยาน กินก๋วยเตี๋ยวเรือชิลล์ ๆ แบบที่ออเจ้าจะหาได้จากอยุธยา ก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม ครั้นพอเพื่อนบ้านขึ้นไปร้องไห้ ก็กลับพากันฟูมฟาย  คนไทยก็แบบนี้แหละหนา...   
 

‘ตาเมือนธม’ ในกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์   

ปราสาทตาเมือนธมเป็นปราสาท ๑ ใน ๓ หลัง ที่อยู่ในโซนละแวกเดียวกัน โซนนี้นอกจากปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ลึกในสุดแล้ว ยังมี ‘ปราสาทตาเมือน’ (เฉย ๆ ไม่มีธม) กับ ‘ปราสาทตาเมือนโต๊จ’ (บางแห่งเขียน ‘โต๊ด’) อาจนับรวม ‘ปราสาทตาควาย’ อีกหลังที่อยู่บนยอดเขาถัดไปไว้ในกลุ่มนี้ด้วย    

ปราสาทตาเมือนธมว่าเข้าถึงยากแล้ว ปราสาทตาควายเข้าถึงยากกว่า ถึงแม้จะมีทางถนนราดยางมะตอยตลอดทาง แต่บางช่วงก็คดเคี้ยวและชัน เมื่อไปถึงยังต้องเดินขึ้นเขาไปอีก แต่ในกลุ่มนี้ตอนที่ผู้เขียนไปสำรวจนั้น กลับมีความประทับใจปราสาทตาควายมากกว่า เพราะเมื่อไปถึงเป็นเวลาเที่ยงพอดี เดินขึ้นเขาไปเห็นทหารไทยกับทหารเขมร นั่งกินข้าวด้วยกัน และเม้ามอยภาษาเดียวกัน (คนอีสานใต้เชื้อสายขะแมร์ - กูย จะคุยกับชาวกัมพูชารู้เรื่อง)  

พอไปที่ปราสาทกลุ่มตาเมือน ภาพต่างกัน ยิ่งที่ตาเมือนธมแล้วดูเคร่งขรึมจริงจัง มีแต่ทหารไทย ไม่เห็นทหารทางฝั่งกัมพูชา 

อย่างที่บอกคือในกลุ่มปราสาทนี้มีปราสาทอยู่ ๓ หลัง ปราสาทหลังแรกที่จะพบซ้ายมือหลังผ่านด่านทหารตรวจตราความเรียบร้อยแล้ว ก็จะเห็นปราสาทตาเมือน บางครั้งก็เรียก ‘ตาเมือนบายกรีม’ (คำว่า ‘บายกรีม’ หมายถึง ข้าวแห้ง (ขนมชนิดหนึ่ง) ที่นิยมทำกันในแถบสุรินทร์ ‘ตาเมือนบายกรีม’ หมายถึงที่ทำข้าวแห้งของตาเมือน) 

‘ปราสาทตาเมือน’ เป็นปราสาทหลังเล็ก ตัวปราสาทก่อศิลาแลงตั้งอยู่หลังเดียว ลักษณะเป็น ‘ธรรมศาลา’ หรือ ‘บ้านมีไฟ’ สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เป็นปราสาทแบบเดียวกับที่พบเห็นได้ทั่วไปในอีสานใต้ ภาคตะวันออก และภาคกลางของสยาม ส่วนที่กัมพูชาก็พบได้ที่ปราสาทพระขรรค์และที่ปราสาทบันทายฉมาร์ 

‘ธรรมศาลา’ หรือ ‘บ้านมีไฟ’ เป็นอาคารที่พักริมทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวถนนโบราณที่เรียกว่า ‘ราชมรรคา’ (Royal road) ทอดยาวเชื่อมระหว่างวิมายปุระ (พิมาย) กับเมืองพระนครธมของกัมพูชา ไม่เพียงแต่เมืองพิมายอันเป็นจุดหมายปลายทาง หากแต่ชุมชนและบ้านเมืองระหว่างทางก็สำคัญด้วย    

ออกจากปราสาทตาเมือน ตรงเข้าป่าไป ไม่ไกลกัน ทางซ้ายมือจะเห็น ‘ปราสาทตาเมือนโต๊จ’ เป็นปราสาทขนาดกลาง มีตัวอาคารที่ใหญ่กว่าปราสาทตาเมือนหน่อยหนึ่ง มีสระบารายอยู่ข้าง ๆ มีระเบียงคดและโคปุระ ตามอย่างปราสาทอื่น ๆ ไม่ได้มีแต่ตัวอาคารเดี่ยว ๆ โดด ๆ แบบปราสาทตาเมือน 

‘ปราสาทตาเมือนโต๊จ’ มีลักษณะเป็นอโรคยาศาล สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โดยทั่วไปมีความเชื่อกันว่าอาคารปราสาทแบบนี้เป็นสถานพยาบาลในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แต่มีความเห็นแย้งจากนักวิชาการว่าไม่ใช่ อาคารปราสาทเป็นเพียงศาสนสถานประจำโรงพยาบาล โรงพยาบาลจะอยู่แยกต่างหาก แต่ไม่พบร่องรอย ตัวโรงพยาบาลอาจจะสร้างด้วยไม้ จึงไม่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน 

บริเวณใดที่มีโบราณสถานแบบนี้แสดงว่าในอดีตยุคที่แรกสร้างขึ้นมานั้น จะต้องเป็นบริเวณที่มีชุมชนผู้คนอยู่อาศัยในละแวกย่านนั้นพอสมควร ก็เหมือนที่ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลมักจะตั้งอยู่ในย่านตลาดของอำเภอ แต่ปัจจุบันบริเวณที่ตั้งของปราสาทกลายเป็นที่รกร้าง และในกรณีกลุ่มปราสาทตาเมือนนี้ก็กลับเป็นป่าเขา 

ออกจากปราสาทตาเมือนโต๊จ ตรงไปตามถนนจนสุดทาง ก็จะเป็นที่ตั้งของปราสาทตาเมือนธม ข้อแนะนำสำหรับท่านที่เข้าไปถึงล่าช้า หรือเป็นเวลาบ่ายแล้ว ให้ขับตรงเลยผ่านจากปราสาทตาเมือนและผ่านเลยปราสาทตาเมือนโต๊จมาที่ปราสาทตาเมือนธมก่อน เพราะตาเมือนธมจะปิดก่อน เลยบ่ายสามแล้วจะไม่ได้เข้า ส่วนปราสาทตาเมือนกับตาเมือนโต๊จ ค่อยเข้าเมื่อขากลับออกแล้วก็ได้ เพราะเป็นที่ที่ไม่ได้ปิดเวลาทำการแบบปราสาทตาเมือนธม  

‘ปราสาทตาเมือนธม’ เป็นปราสาทหลังใหญ่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน และก็ใหญ่กว่าปราสาทหลังอื่นที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ คำว่า ‘ธม’ นั้นแปลว่า ‘ใหญ่’ (เช่นเดียวกับคำว่า ‘อังกอร์ธม’ หรือ ‘นครธม’ ก็แปลว่า ‘นครใหญ่’ หรืออย่างคำว่า ‘สด๊กก๊อกธม’ ก็แปลว่า ปราสาทใหญ่ที่มีต้นกก หรือปราสาทที่มีต้นกกใหญ่) เป็นปราสาทที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีองค์ประกอบครบตามอย่างปราสาทที่สร้างในรุ่นเดียวกัน คือมีปราสาทประธาน มีระเบียงคต โคปุระ และมีสระบาราย อยู่ใกล้กัน  มีห้องครรคฤหะ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ (บ้างว่าเป็นรูปสวยัมภูลึงค์ บ้างว่าเป็น ‘ศิวบาท’)  

‘ปราสาทตาเมือนธม’ มีอายุเก่าแก่กว่าปราสาทนครวัดถึงร้อยกว่าปี สร้างในราวพศว.ที่ ๑๖ ยุคศิลปะแบบบาปวน (Baphoun Style) บางท่านระบุว่าเป็นรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (บางแห่งเขียน ‘สูรยวรรมันที่ ๑’ หมายถึงองค์เดียวกัน ถ้ากระแดะจะใช้คำโบราณก็เขียน ‘สูรยวรรมัน’ แต่ถ้าเฉย ๆ เอาแบบปัจจุบันที่สื่อความได้พอดีพองามแล้ว ก็เขียน ‘สุริยวรมัน’

กษัตริย์องค์เดียวกับในยุคที่สร้างปราสาทเขาพระวิหารและปราสาทสระกำแพงใหญ่ในเขตจังหวัดศรีสะเกษ  หรือหากกำหนดอายุไปที่หลักร้อยปี ก็เป็นปราสาทรุ่นเดียวกับปราสาทสด๊กก๊อกทมในเขตจังหวัดสระแก้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นปราสาทมีมาก่อนปราสาทนครวัด  

นักประวัติศาสตร์บางท่าน เช่น ‘ไมเคิล วิกเคอรี’ (Michael Vickery) ผู้ให้ความสำคัญแก่การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชา โดยใช้ปีสร้างปราสาทนครวัดเป็นเกณฑ์ ก็ได้ให้ความสำคัญแก่ยุคก่อนนครวัดเป็นอันมาก ว่าเป็นยุคแห่งการสร้างสรรค์ความหลากหลายภายใต้จักรวรรดิกัมพูชา โดยเฉพาะแถบเขมรสูงหรืออีสานใต้ ครั้นพอหลังรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ สร้างปราสาทนครวัดและสถาปนานครวัดเป็นศูนย์กลางจักรวรรดิแล้ว การสร้างสรรค์ที่บริเวณเขมรสูงหรืออีสานใต้จะค่อย ๆ เบาบางลง หันไปเน้นที่เขตที่ราบภาคกลางของกัมพูชาเองมากกว่า  

ภายหลังสภาพการณ์นี้เปลี่ยนไปอีก เมื่อถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ การสร้างสรรค์ในดินแดนชายขอบปรากฏรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ดับสูญไปในเวลาไม่นานหลังสิ้นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  อย่างไรก็ตามสร้างปลูกสร้างในยุคแห่งการสร้างสรรค์ยังปรากฏบทบาทความสำคัญสืบต่อมา ดังปรากฏในบันทึกของโจวต้ากวน (Zou Daguan) ราชทูตจีนราชวงศ์หยวนที่เดินทางมากัมพูชาในช่วงต้นพศว.๑๙ ได้กล่าวถึงศาลาริมทางสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ยังคงใช้งานอยู่ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในอาณาจักร  

แม้แต่ในสมัยอยุธยา บรรดานายกองส่วยอีสาน - ล้านซ้าง ก็ยังคงให้ความสำคัญแก่ปราสาทเขมรในอีสาน โดยเฉพาะที่ตั้งของปราสาทที่มักจะมีแหล่งน้ำที่จำเป็นสำคัญการตั้งชุมชนและในการคมนาคมซึ่งมีสัตว์พาหนะ ไม่ว่าจะเป็นงัว (วัว), ช้าง, ม้า ควาย ต่างก็ต้องการแหล่งน้ำในระหว่างเดินทางและพักแรม  และก็บรรดานายกองส่วยนี้แหล่ะที่จะเป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทเหล่านี้ในช่วงสมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์  

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับ ‘ตาเมือนธม’ (สวยัมภูลึงค์หรือศิวบาท?)  

เดิมมีความเชื่อกันว่า ปราสาทตาเมือนธมสร้างขึ้นคร่อมทับ ‘สวยัมภูลึงค์’ หรือ ‘ลึงค์ธรรมชาติ’ ตรงกลางปราสาทประธานมีร่องรอยหินที่ว่านี้ แต่ก็แปลก หากใครเคยเห็นสวยัมภูลึงค์ที่อื่นมาบ้าง เช่น ที่เขายักษ์ จ.สระแก้ว หรืออย่างที่เขาคา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ก็จะเห็นความแตกต่าง จนดูไม่น่าใช่  

จึงได้นำมาสู่ความเห็นต่างออกไปว่า หินที่ว่านี้ไม่ใช่สวยัมภูลึงค์ หากแต่เป็นแท่นรอง ‘ศิวบาท’ ตามที่ปรากฏในจารึก ความเห็นอย่างหลังนี้ดูหนักแน่นกว่าความเห็นแรก (ที่เห็นว่าเป็นสวยัมภูลึงค์) เพราะมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรรองรับ ไม่ใช่การคาดคะเนเดาสุ่มโดยอาศัยรูปแบบลวดลาย ซึ่งอะกาลิโกมาก (คือแล้วแต่ว่าใครจะเห็นรูปอะไร เทียบกับอะไร)  

เมื่ออาจไม่ใช่สวยัมภูลึงค์ อาจเป็นศิวบาท ก็ไม่เพียง ไม่ได้ด้อยความสำคัญ กลับมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นของที่พบเห็นไม่ได้มาก  

รอยบาทที่เรารู้จักกันดีนั้น เป็น ‘รอยพระพุทธบาท’ หมายถึงรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า แต่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีจะทราบดีว่า คติรอยพระบาทนั้นเดิมมีในศาสนาพราหมณ์ฮินดูมาก่อน มีคติเกี่ยวกับ ‘วิษณุบาท’ ซึ่งก็พอจะพบเห็นได้อยู่บ้าง อย่างน้อยก็มีคัมภีร์รองรับ ขณะที่ ‘ศิวบาท’ เป็นของที่พบเห็นได้น้อยลงไปอีก  

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เป็นรอยเท้าที่ถูกกำหนดให้เป็นรอยบาทพระศิวะ ก็ไม่ใช่ของที่ปราศจากรูปลักษณ์อ้างอิงตามธรรมชาติ  เช่นเดียวกับศิวลึงค์ที่มีแบ่งเป็น ‘ลึงค์ธรรมชาติ’ (สวยัมภูลึงค์) กับลึงค์ที่เกิดจากการสร้างสรรค์สลักลวดลายขึ้นมาโดยฝีมือมนุษย์  

รอยพระพุทธบาทเองก็มีทั้ง ‘รอยธรรมชาติ’ และรอยอันเกิดจากการสร้างสรรค์ เพื่อไว้เป็นที่เคารพแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นเดียวกับพระพุทธรูปหรือสถูปเจดีย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับไว้กราบไหว้สักการะแทนองค์พระพุทธเจ้า ก่อนที่ภายหลังจะเกิดคติผีบรรพชนแทรกซึมเข้าไปจนกลายเป็น ‘หลวงพ่อ’ นั่นนี่ แต่ตามความมุ่งหมายเดิม ยังไงก็ยังคงเป็นการสร้าง ‘รูปพระพุทธเจ้า’ (พระพุทธรูป) 

สืบเนื่องจากคนแต่ก่อน นับถือรอยเท้าของผู้มีบุญบารมี จึงเกิดการกำหนดสร้างรูปเคารพแทนเป็นรูปรอยเท้าแล้วนิยามให้เป็นรอยเท้าของบุคคลนั้น ๆ ต่อมาเกิดเป็นนิทานตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาท หรือการแสดงอำนาจอิทธิฤทธิ์บารมีตามแบบอย่างของเทพเจ้า เช่น การประทับรอยบาทของพระนารายณ์ หรืออย่างการประทับรอยพระบาทของพระศิวะ  

รอยพระพุทธบาทเขาดีสลัก พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ก็เคยมีประเด็นว่า เป็นรอยพระพุทธบาทหรือพระวิษณุบาทกันแน่ จนกระทั่งเมื่อมีการพบรอยพระพุทธบาทที่สระมรกต เมืองโบราณศรีมโหสถ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีจารึกเล่าเรื่องการสร้างรอยพระพุทธบาทเอาไว้ ตรงตามลักษณะของรอบพระพุทธบาทสระมรกต ถือเป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในดินแดนประเทศไทย ที่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรกล่าวไว้ชัด มีอายุราวพศว.15 ทำให้เกิดการนำเอารูปลักษณะรอยพระพุทธบาทสระมรกตไปเทียบเคียงกับรอยพระพุทธบาทวัดเขาดีสลักแล้ว ก็เกิดความเชื่อใหม่ขึ้นว่าเป็นรอยบาทดังกล่าวนี้เป็นรอยที่คนโบราณจงใจสลักไว้เป็นรูปรอยพระพุทธบาท แต่สมมติว่าหากไม่ได้มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทสระมรกตแล้วไซร้ ป่านนี้ก็คงยังมีคนเชื่อว่ารอยบาทที่เขาดีสลัก เป็นรอยบาทพระวิษณุ หรือ ‘วิษณุบาท’ อยู่เป็นแน่ เพราะรูปลักษณ์ออกจะมีส่วนละม้ายคล้ายกับวิษณุบาทที่อินเดียอยู่ไม่น้อย  เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บอกว่าจะสรุปโดยอาศัยหลักฐานจากรูปแบบลวดลายล้วน ๆ นั้นไม่ได้ ต้องมีหลักฐานอย่างอื่นด้วย โดยเฉพาะหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร       

‘ตาเมือนธม’ ในช่องตาเมือน เขาพนมดงเร็ก (ดองแหรก)  

การมีปราสาทบ้านมีไฟ หรืออย่างของอโรคยาศาล อยู่ในพื้นที่ นอกจากเป็นสิ่งแสดงถึงการเป็นที่ตั้งของชุมชนมีผู้คนอยู่อาศัยในอดีตแล้ว ยังเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวนี้อยู่ในเส้นทางคมนาคมสำคัญ ‘ช่องเขา’ เป็นจุดผ่านแดนสำคัญในอดีต ก็ใครจะอยากเดินไปลงภูเขา เขาก็ต้องเดินไปยังที่ราบ หรือบริเวณที่ภูเขาลาดต่ำลงมา  

ช่องเขาตามแนวเขตระหว่างเขาบรรทัดเหนือในภาคตะวันออกจนถึงเขาพนมดงเร็ก (ไทยเรียก ‘พนมดงรัก’ กูยเรียก ‘ดองแหรก’) ในเขตอีสานใต้ อยู่ในเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างแดน ‘เขมรสูง’ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘อีสานใต้’ ในปัจจุบัน  

บริเวณช่องเขากลุ่มปราสาทตาเมือนนี้มีชื่อเรียกว่า ‘ช่องตาเมือน’ เป็นช่องเขาสำคัญในการคมนาคมต่อแดนดังกล่าวนี้  

ยังมีอีกช่องเขาสำคัญคือ ‘ช่องตะโก’ เป็นช่องเขาต่อแดนระหว่างภาคอีสานกับภาคตะวันออก ปัจจุบันคือต่อแดนระหว่าง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ กับ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว   

หากเป็นคนที่อยู่ทางแถบบริเวณปทายสมันต์ (สุรินทร์), สดุกอำพิลหรือศรีพฤทเธศวร (ศรีสะเกษ), ศรีศิขเรศวร (เขาพระวิหาร), เขมราฐ-ดอนมดแดง (อุบลราชธานี) ฯลฯ จะเดินทางลงใต้ไปยังเมืองหลวงที่นครวัดนครธมของกัมพูชา ก็สามารถใช้เส้นทางผ่านช่องเขาที่ช่องตาเมือนได้ หรือสลับกัน คนจากเขตที่ราบภาคกลางของกัมพูชา จะเดินทางขึ้นไปยังบ้านเมืองที่อยู่ในเขตเขมรสูง (อีสานใต้) ฝั่งตะวันออก ก็สามารถใช้ช่องตาเมือนนี้ได้   

แต่หากเป็นคนจากแถบวนำรุง (พนมรุ้ง), เมืองแปะ (บุรีรัมย์), โฆราฆปุระ (โคราช/นครราชสีมา), วิมายปุระ (พิมาย) ฯลฯ ก็สามารถใช้เส้นทางข้ามช่องเขาที่ช่องตะโกได้ จากบริเวณเมืองพร้าว (สด็กก๊อกธม) ตัดตรงไปทางทิศตะวันออก เพียง ๒๐ กว่ากม. ก็จะถึงปราสาทบันทายฉมาร์ จากนั้นลงไปทางใต้เยื้องไปทางตะวันออกก็จะเป็นเมืองพระตะบองและเมืองพระนคร (จังหวัดเสียมเรียบในปัจจุบัน) ตามลำดับ 

หรือจะตรงลงใต้ต่อมา ก็จะเข้าสู่เขตแคว้นเชยษฐปุระ (ในเขตบริเวณอ.อรัญประเทศ และ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว) จากบริเวณนี้เลี้ยวขวามาทางทิศตะวันตก ก็จะเข้าสู่เขตปทายเขษม (อ.เมือง จ.สระแก้ว) ตรงมาทางตะวันตกอีก จะเป็นเมืองกระบิล (ในอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี) และต่อมาอีกก็จะถึงเมืองศรีมโหสถ (ในอ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี) และแม่น้ำบางปะกง 

เมื่อเป็นเส้นทางมาถึงฝั่งแม่น้ำบางปะกง ก็จะเห็นภาพกว้างได้ไม่ยากแล้วว่า จะเดินทางต่อเข้าสู่เขตที่ราบภาคกลางของสยามได้อย่างไร  ไม่ต้องแปลกใจเลยที่เขมรพระนครรุ่นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ หรืออาจก่อนหน้านั้นอีก จะสามารถขยายอำนาจมาจนถึงกาญจนบุรีที่บริเวณปราสาทเมืองสิงห์ เมืองครุฑ เมืองกลอนโด ในเขตลุ่มแม่น้ำแม่กลอง            

ปริศนา (ลึกแต่ไม่ลับ) ในจารึกพบที่ ‘ตาเมือนธม’ 

แม้ว่าจะมีการกำหนดอายุการสร้างปราสาทตาเมือนธม อยู่ที่ไม่เกินพศว.๑๖ และเฉพาะไปกว่านั้นบางท่านก็ฟันธงไปที่รัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ แต่น่าสังเกตว่า จารึกพบที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมบางหลักมีอายุเก่าไปกว่าพศว.๑๖ เป็นอันมาก เช่น ‘จารึกปราสาทตาเมือนธม ๑’ สลักบนหินธรรมชาติ อักษรปัลลวะ อายุราวพศว.๑๒-๑๓, ‘จารึกตาเมือนธม ๙’ มีศักราชเป็นมหาศักราช ตรงกับพ.ศ.๑๔๒๑ (รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๓)  

ส่วนจารึกสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ มี ๒ หลักคือ ‘จารึกตาเมือนธม ๔’ ระบุมหาศักราช ตรงกับ พ.ศ.๑๕๕๖ ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ และ ‘จารึกตาเมือนธม ๕’ ระบุมหาศักราช ตรงกับ พ.ศ.๑๕๖๓ รัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ 

นั่นหมายความว่า บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือนทั้งสามหลังนี้ (ตาเมือน, ตาเมือนโต๊จ, ตาเมือนธม) เป็นสถานที่สำคัญอยู่ก่อนหน้ารัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ มาช้านานพอสมควรแล้ว ร่นขึ้นไปจนถึงร่วมยุคทวารวดีตอนต้นของเขตภาคกลางสยามด้วยซ้ำไป  

ความสำคัญของบริเวณที่ว่านี้ถูกมองเน้นหนักไปที่ ‘สวยัมภูลึงค์’ แต่อย่างที่บอก ยังมีความเป็นไปได้อย่างอื่นอยู่อีก เช่นความสำคัญที่เกิดจากการเป็นที่ตั้งของ ‘ศิวบาท’ หรือก่อนนั้นไปอีก หลักหินที่ถูกมองว่าเป็นแท่นที่ประดิษฐานศิวบาท ก็อาจเป็นรูปหินประหลาดที่คนในละแวกย่านมีความเชื่อหรือกราบไหว้บูชากันในฐานะสถานที่ผีบรรพชนก็ได้  

เมื่อเป็นเรื่องผีบรรพชน (Ancestor worship) ก็ต้องพิจารณาว่า ใครอยู่ที่บริเวณละแวกย่านอันเป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่ว่านี้ แน่นอนว่า ‘ใคร’ ที่ว่านี้ไม่ใช่คนไทย และก็ไม่ใช่คนเขมรด้วย เป็นคนกูย (กวย) ต่างหากล่ะ ที่อยู่ในบริเวณนี้มาช้านาน บางช่วงยอมรับอำนาจเขมรพระนคร บางช่วงก็ต่อต้านจนเกิดศึกสงคราม จารึกปราสาทสระกำแพงใหญ่ ยังเปรียบเทียบเหตุการณ์บริเวณนี้ว่า มีการพัฒนาประดุจดั่ง ‘กุรุเกษตร’ อีกด้วย คือเหมือน ‘ทุ่งกุรุเกษตร’ ในมหาภารตยุทธ 

ก่อนที่จะหันมายอมรับอำนาจของกรุงศรีอยุธยาในช่วงหลัง จนกระทั่งเป็นเงื่อนไขให้แก่การเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมสยาม  โจวต้ากวนก็เคยมีบันทึกเล่าถึงการขบถของคนแถบที่ราบสูงทางตอนเหนือของเมืองนครธม ซึ่งเป็นระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เกิดอาณาจักรใหม่ที่พัฒนามาจากการเป็นกบฏต่อเขมรพระนคร เช่น สุโขทัย และอโยธยา เป็นต้น           

คำว่า ‘ตาเมือน’ นี้ท่านได้แต่ใดมา?

นอกจากนี้แม้แต่ชื่อ ‘ตาเมือน’ ก็สะท้อนคนที่อยู่ที่นั่น ‘ตา’ ก็คือ ‘สามียาย’ ส่วนคำว่า ‘เมือน’ เป็นภาษาขะแมร์-กูย แปลว่า ‘ไก่’ รวมความ ‘ตาเมือน’ ก็คือ ‘ตาไก่’ เป็นคำเรียกของชาวบ้านในรุ่นหลัง ไม่ใช่คำโบราณที่มีมาแต่จารึกหลักใด ๆ 

ชาวบ้านที่ว่านี้คือชาวบ้านทั้งสองเขตฝั่งประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นคนชาติพันธุ์กูยหรือกวย ไทยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘ส่วย’ แต่ที่จริงพวกเขาเรียกตัวเองว่า ‘กูย’ หรือ ‘กวย’ ที่เรียกว่า ‘ส่วย’ นั้น เรียกด้วยความดูถูกดูแคลน หมายถึงคนส่งส่วยให้แก่สยาม (อยุธยา - รัตนโกสินทร์ตอนต้น) 

คนกุยกับเขมรไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน ถึงแม้จะมีภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน คนกุยส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในเขตอีสานใต้ของไทย และมีบางส่วนอยู่ในฝั่งกัมพูชาด้วย แต่มีน้อยกว่าฝั่งประเทศไทย  

‘ตาไก่’ หรือ ‘ตาเมือน’ ก็คือบรรพชนคนกูยในท้องถิ่น การตั้งชื่อภูมิสถานบ้านเมืองตามนามของบรรพชนเป็นคติดั้งเดิมของการกำหนดชื่อบ้านนามเมือง โดยมากเป็นความทรงจำว่าตานั่นยายนี่เป็นคนแรกที่ตั้งรกรากอยู่อาศัยในบริเวณนั้น  

อันที่จริง การกำหนดชื่อบ้านนามเมืองแบบนี้ ก็เป็นขนบเดียวกับที่อื่น ๆ มีพบที่อื่นด้วยเหมือนกัน เช่น ในภาคตะวันออก มี ‘นาตาขวัญ’ ‘นายายอาม’ หรืออย่างคำว่า ‘ระยอง’ ก็มีเรื่องเล่ามาจาก ‘ไร่ยายยอง’ เป็นต้น            

ปกติธรรมเนียมชาวอีสานใต้ ก็มักยกย่องผู้อาวุโส เป็นผู้นำชุมชน ผู้นำจิตวิญญาณ และอื่น ๆ จึงไม่แปลกที่จะเอาชื่อบรรพชนคนแรกที่จดจำได้มาตั้งเป็นชื่อบ้านนามเมือง หรือในที่นี้คือชื่อปราสาท ในประวัติศาสตร์ก็มีชื่อ ‘ตากะจะ’ เป็นบุคคลสำคัญของเขตขุขันธ์ (อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ปัจจุบัน) ก็เป็นความทรงจำเรื่องเล่าว่าเป็นผู้ก่อตั้งเมืองคนแรก  

ในขณะที่ถ้าเป็นอีสานตอนกลาง ตอนบน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ลาว จะนิยมเรียกผู้อาวุโสแบบนี้ว่า ‘พ่อใหญ่’ ขณะที่ภาคกลางนิยมใช้ ‘ผู้ใหญ่’ จนกระทั่งเมื่อมีการตั้ง ‘หมู่บ้าน’ เป็นหน่วยการปกครองขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ใช้ ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ เรียกตำแหน่งผู้นำชุมชน ตามขนบดังกล่าวนี้ เพื่อให้ผู้นำใหม่นี้เกิดความน่าเคารพเชื่อถือขึ้นในชุมชน 

ควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า ผู้ใหญ่บ้านคนแรกนั้นได้มาจากการเลือกตั้ง ผู้ใหญ่บ้านคนแรกนี้อยู่ที่บ้านบางปะอิน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังมีอนุสาวรีย์อยู่ที่เกาะบางปะอิน ชื่ออะไร จำไม่ได้ ลองค้นดู หาไม่ยาก         

จาก ‘ตาเมือนธม’ ย้อนรำลึกถึงกรณี ‘เปรี๊ยะวิเฮียร์’ (เขาพระวิหาร)  
ไม่ใช่เพียงที่ ‘ตาเมือน’ ที่คนกูยมีบทบาท กรณี ‘เปรี๊ยะวิเฮียร์’ หรือ ‘พระวิหาร’ ก็มีหลักฐานว่าคนกูยมีบทบาทกำหนดหลายสิ่งอย่างตั้งแต่ชื่อไปจนเหตุผลในการสร้างปราสาท เนื่องจากตั้งอยู่ในแนวเขาพนมดงเร็กเหมือนกัน ห่างกันไม่มาก 

ปัญหาคือองค์ความรู้โบราณคดีในไทย เมื่อพูดถึงปราสาทต่าง ๆ ในเขตอีสานใต้แล้วเป็นต้องยกให้เป็นของเขมรไปหมด ซึ่งถูกครึ่งไม่ถูกอีกครึ่ง ‘ถูกครึ่ง’ หมายความว่า แน่นอนก็เป็นของเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมเขมร แต่จะใช่ของเขมรไปเสียหมด ก็ไม่ใช่  

นอกจากชอบยกให้เป็นของเขมรแล้ว ยังชอบยกให้เป็นของ ‘อีลีตเขมร’ คือบอกเป็นของพระเจ้าองค์นั้น องค์นี้ ซึ่งคือกษัตริย์เขมร ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าบริเวณอีสานใต้นั้นเป็นถิ่นของคนกูยมาช้านาน เขมรเป็นคนนอกที่เข้ามารุกรานและยึดครองต่างหาก  

อย่างพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (หรือจะ ‘สูรยวรรมันที่ ๑’ นั่น) ก็มีเรื่องปรากฏในจารึกเขาพระวิหาร ว่าเคยนำทัพมาปราบ ‘กบฏดำ’ อยู่ในแถบนี้ ‘กบฏดำ’ ที่ว่านี้มีนักวิชาการเสนอกันมามากแล้วว่าก็คือ ‘คนกูย’ ที่ไทยเรียก ‘คนส่วย’ นั่นแหล่ะ  

‘เปรี๊ยะวิเฮียร์’ (เขาพระวิหาร) ‘พนมดงเร็ก’ (พนมดงรัก) ล้วนเป็นชื่อที่เกี่ยวพันและเป็นถิ่นเดิมของคนกูย คนกูยนับถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และถิ่นที่อยู่ของบรรพชนมาแต่เดิม เพราะงั้นเมื่อได้รับชัยชนะในศึกปราบปรามการลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของเขมรพระนคร พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ถึงได้สร้างศาสนสถานตามความเชื่อของตนขึ้นสวมทับสถานที่เดิมที่คนกูยเคยเคารพ คือปราสาทเขาพระวิหารและปราสาทตาเมือนธม  

ปัญหาคือเมื่อพิจารณาหาเจ้าของ โบราณคดีไทยซึ่งเป็นสาขาวิชาหลักที่ได้รับความเชื่อถือจากหน่วยงานราชการ ไม่แลเห็นคนกูยว่ามีบทบาทและเป็นเจ้าของสถานที่ตัวจริง กลับถกถียงกันอยู่แค่ว่า ถ้าไม่เป็นของไทยก็ข้ามไปเป็นของเขมรเลย ซึ่งเป็นการคิดและมองบนพื้นฐานของเส้นพรมแดนแบบรัฐชาติที่มีแค่ไทยกับกัมพูชาเป็นเจ้าของเขตแดน  

องค์ความรู้แบบนี้ (แบบอิงตามเส้นพรมแดนรัฐสมัยใหม่) เป็นของที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นในยุคอาณานิคมตะวันตก  ก่อนหน้านี้ไม่มีเขตแดน (แบบปัจจุบัน) ดังที่ทราบกัน กลายเป็นว่าเขตแดนที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังนี้ไปมีอิทธิพลอย่างมากต่อบรรดาท่านนักโบราณคดีไทยเองด้วย 

นี่จึงเป็นปัญหาขององค์ความรู้โบราณคดีที่ไปยึดเอาหลักคิดแบบเจ้าอาณานิคมมาใช้ในงานของตน  นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับกษัตริย์เขมรพระนคร ยังสะท้อนหลักคิดและมุมมองแบบ ‘อีลีตเขมรนิยม’ (Khmer elitism) หรือ ‘อีลีตเขมรเป็นศูนย์กลาง’ (Khmer elitst centrism) ไม่เห็นหัวประชาชนหรือคนท้องถิ่นที่อยู่ตรงเส้นพรมแดน แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีประเทศของตัวเอง แต่ในประวัติศาสตร์พวกเขามีบทบาทไหม? อันนี้เป็นประเด็นที่ผู้เขียนไม่ใช่คนที่ต้องตอบ!!! 

การมองข้ามผ่านคนที่อยู่ตรงนั้น ทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นกลายเป็นอื่นและชายขอบที่ไร้สิทธิเสียง ทั้งที่พวกเขาอยู่มาก่อน เขมรพระนครขยายอำนาจเข้าไปยึดครอง และในประวัติศาสตร์พวกเขาก็แสดงตัวตนต่อต้านการปกครองของเขมรพระนครอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ได้ถูกนับรวมเข้าไปเป็นประวัติศาสตร์ของอีสานใต้อย่างที่ควรจะเป็น ภาพจำและความรับรู้เกี่ยวกับอาณาบริเวณอีสานใต้ยุคสร้างปราสาทหินจึงเป็นภาพการเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรพระนครแต่เพียงด้านเดียว  

เพราะฉะนั้น เขมรชาตินิยมรุ่นหลังมานี้ที่อ้างสืบทอดอำนาจมาจากกษัตริย์โบราณสมัยเขมรพระนคร จึงสามารถจะเคลมสิทธิทวงคืนปราสาทและกระทั่งเรียกร้องเอาเขตแดนได้อยู่ตลอด ความไม่มีมุมมองทางสังคมและละเลยคนท้องถิ่นของนักโบราณคดีไทยจากส่วนกลางแบบนี้นี่แหล่ะ เป็นชนวนเหตุความขัดแย้งตามแนวพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามาโดยตลอด ตราบใดที่ยังคงชอบกำหนดอายุปราสาทหินในอีสานใต้ให้เป็นของกษัตริย์เขมร ตราบนั้นปัญหาก็จะยังคงวนเวียนอยู่หรอบเดิม ไม่ไปไหน   

การก่อกบฏในอดีตของคนท้องถิ่นต่อกษัตริย์เขมรพระนคร ไม่เคยได้รับการหยิบยกขึ้นพูดถึงในการพิจารณา  เพราะประวัติศาสตร์ของรัฐชาติไทยกับกัมพูชาเหมือนกันอยู่อย่างคือแอนตี้บทบาทคนธรรมดาสามัญชน โดยเฉพาะพวกที่ต่อต้านรัฐไม่ยอมรับอำนาจปกครองของผู้อื่น เพราะแบบนี้ไง ถึงต้องเสียเขาพระวิหารไป  ถ้าบอกว่าเป็นของคนกูย เรื่องก็จบไปแล้ว และป่านนี้เรา ๆ ท่าน ๆ ก็คงยังคงได้ขึ้นเขาพระวิหารจากฝั่งอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 

แทนที่จะได้เจรจาหาความร่วมมือกัน ก็กลับมามัวแต่ทะเลาะตบตีแย่งชิงกันเป็นเด็ก ๆ ถึงได้บอกว่าคนไทยบางกลุ่มก็ใช่ย่อย พอปานกัน ที่เขากล้ายั่วยุมาก็เพราะรู้ว่าปัจจุบันไทยอ่อนแอและอ่อนด้อยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ถ้ามีเรื่องขึ้นไปยังศาลโลกเมื่อไหร่ เขาก็คิดว่าเขาจะได้เปรียบและได้สิ่งที่เขาต้องการ เช่นเดียวกับที่ได้ปราสาทเขาพระวิหาร  ถ้าไปตอบโต้ในแบบเดียวกัน ก็รังแต่จะเสียเปรียบ และยิ่งสมเหตุสมผล แต่ถ้าเราทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่า มีวุฒิภาวะมากกว่า ก็จะเป็นอีกเรื่อง     

กี่ครั้งแล้วที่การทะเลาะกับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องเขตแดนมีแต่นำพาอะไรก็ไม่รู้มาให้คนในประเทศ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มีไม่กี่คน โดยมากก็คือชนชั้นนำที่ต้องการหาเสียงสนับสนุนจากภายในประเทศของตนเอง มาแสดงตัวเป็นผู้ปกปักรักษาเขตแดน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในยุคที่ต้องรบราฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงดินแดนบรรพชนเหมือนอย่างในอดีต  

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมที่มีความเชื่อว่ากองทัพคือผู้ปกปักรักษาเขตแดนได้ดีที่สุด การสร้างความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน จึงเป็นการส่งสัญญาณไปให้แก่บทบาททหาร ทั้ง ๆ ที่ทหารควรอยู่ในแต่กรมกองและทำหน้าที่ตามปกติ  

ถ้าเขาอยากมาร้องเพลง ก็ปล่อยเขาร้องไปสิ จะกลัวอะไรกันนักหนา ถ้าอธิปไตยของประเทศนี้มันต้องมลายหายไปเพราะเพื่อนบ้านมาร้องเพลง ก็คงไม่ใช่อธิปไตย อธิปไตยมันอยู่ที่สำนึกคิดที่เห็นหัวคนในประเทศต่างหากล่ะ? การสร้างศัตรูข้ามชาติข้ามประเทศมีแต่จะก่อสงคราม ถึงเวลานั้น จะได้อะไรกันขึ้นมา สู้ร่วมมือกัน อยู่ด้วยกันอย่างสันติไม่ดีกว่าหรือ?    

อย่างครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้แม้มีคำตัดสินของศาลโลกยกให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาไปแล้วตั้งแต่พ.ศ.๒๕๐๕ แต่หลังจากนั้นมาคนไทยยังได้ขึ้นเขาพระวิหารจากฝั่งไทย เพิ่งจะหลุดลอยไปอดได้ขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อมีบางกลุ่มการเมืองนำเอาเรื่องนี้มาเล่นการเมือง จนเละเทะอย่างที่ทราบและประสบกันมา เอางี้ดีไหม แลกกัน ถ้าเขมรอยากจะมาร้องเพลงก็ให้เขาร้องไป ส่วนเราก็ขอให้ได้ขึ้นปราสาทเขาพระวิหารจากฝั่งไทยอีก Win Win Win Situation (จะดีกว่าไหมล่ะ?)     

 

เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์

ภาพ: ศูนย์ภาพเครือเนชั่น (Nation Photos)

อ้างอิง:
     กำพล จำปาพันธ์. “ร่องรอยอารยธรรมเขมรโบราณและสยามอโยธยาในเขตจังหวัดสระแก้ว” วารสารวิชาการการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ. ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙). 
     กำพล จำปาพันธ์. “สงครามระหว่างอโยธยากับนครธม (พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐) จากเอกสารประวัติศาสตร์ไทย กัมพูชา และชาติตะวันตก” วารสารสังคมลุ่มน้ำโขง. ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-เมษายน ๒๕๖๐). 
     จารึกในประเทศไทย เล่ม ๔. กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๒๙. 
     จารึกในประเทศไทย เล่ม ๕. กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๒๙. 
     จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗. กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๒๘. 
     โจวต้ากวน. บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ. แปลโดย เฉลิม ยงบุญเกิด, กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๗.  
     เซเดส์, ยอร์ช. เมืองพระนคร นครวัด นครธม. แปลโดย ปรานี วงษ์เทศ, กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๖. 
     ธวัชชัย องค์วุฒิเวทย์, วิไลรัตน์ ยังรอต. คู่มือท่องเที่ยว-เรียนรู้: ปราสาทหิน พิมาย พนมรุ้ง เมืองต่ำ ตาเมือน เขาพระวิหาร. กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๐. 
     ธิดา สาระยา. ปราสาทเขาพระวิหาร. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๒. 
     บุญเรือง คัชมาย์. กลุ่มปราสาทตาเมือน : มรดกอารยธรรม “ดองแหรก”. สุรินทร์: มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, ๒๕๕๑. 
     พงษ์พันธ์ พึ่งตน. “ปราสาทพระวิหาร : การเมืองวัฒนธรรมในกัมพูชายุคสังคมราษฎร์นิยม ค.ศ. 1955-1970” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒. 
     วุฒิชัย นาคเขียว. “กัมพุชสุริยา: การผลิตและการเผยแพร่งานเขียนประวัติศาสตร์ในกัมพูชาสมัยอาณานิคม ค.ศ. 1926-1953” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๖๐. 
     Briggs, Lawrence P. The Ancient Khmer Empire. Chiangmai: White Lotus Press, 1999. 
     Cuasay, R. Peter L. Time Borders and Elephant Margins among the Kuay of South Isan, Thailand. Seattle, Washington: University of Washington, 2002. 
     Ishizawa, Yoshiaki. Along the Royal Roads to Angkor. New York: Weatherhill, 1999.
     Kim, Samnang. Along the Royal Road: From Kol to Phnom Rung, Ancient Angkorian Settlements Compared. Bangkok: Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University, 2011. 
     Mollerup, Asger. Ancient Khmer Sites in North-Eastern Thailand: Khorat, Buriram and the Angkor-Phimai Route. Chiangmai: White Lotus, 2018. 
     Revire, Nicolas & Murphy, Stephen A. Before Siam: Essays in Art and Archaeology. Bangkok: The Siam Society, 2014. 
     Rogers, Peter. A Window on Isan: Thailand's Northeast. Bangkok: Editions Duang Kamol, 1989. 
    Vickery, Michael. Society, Economics, and Politics in Pre-Angkor Combodia. Tokyo: Centre for East Asian Cultural Studies for Unesco, 1998.