Post on 27/01/2020

สัมภาษณ์ แอมแปร์-ณัฐวดี อดีตเด็กเนิร์ด สู่จอมทัพดาวรุ่งว่าที่อนาคตทีม “ชบาแก้ว” กับชีวิตที่เรียนรู้จากฟุตบอล

       “ฟุตบอลถือเป็นกีฬามหาชนของคนไทยที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก แม้วงการฟุตบอลไทยจะสามารถพัฒนาภาพรวมให้ดีขึ้นในทุก ปี แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลไทยฝันเสมอคือ การได้เห็นทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยได้เข้าไปเล่นในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่จนมาถึงทุกวันนี้เราก็ยังไม่ได้เข้าใกล้ฝันนั้นสักที

แต่ถ้าจะบอกว่าเรายังไม่เข้าใกล้ฝันนั้น! มันก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ฟากทีมฟุตบอลหญิงไทยก็ยกระดับคุณภาพของตัวเองขึ้นมาจนสามารถเข้าไปแข่งในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกสองครั้งหลังสุด แน่นอนมันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลไทย แต่ในความเป็นจริง ความฝันที่เป็นจริงนี้ ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจากหลายฝ่าย

The People พูดคุยเปิดใจครั้งแรกกับ แอมแปร์ณัฐวดี ปร่ำนาค กองกลางดาวรุ่งวัย 19 ปี ของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จอมทัพหญิงดาวรุ่งว่าที่อนาคตของทีมชบาแก้วกับเรื่องราวชีวิต ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการเล่นฟุตบอลจนไปถึงความแตกต่างที่เธอสัมผัสได้ระหว่างบอลหญิงและบอลชาย

The People: ชีวิตมาเจอกับฟุตบอลได้อย่างไร

ณัฐวดี: ตอนประถมอาจารย์พละที่โรงเรียนชวนให้หนูไปเล่น ตอนแรกก็ลองเตะดูแล้วปรากฏว่าเริ่มชอบ เริ่มรู้สึกว่ามันสนุกดี แต่ไม่คิดว่าจะจริงจังจนมาถึงตอนนี้ เพราะย้อนกลับไปตอนนั้นชอบเรียนหนังสือมากกว่า เป็นเด็กเรียนเลย ฟุตบอลนี่แทบไม่ได้จะจริงจังเลยตอนนั้น คิดแค่ว่าคงเล่นแค่ถึง .6 แต่จุดเปลี่ยนคือหนูได้มีโอกาสติดทีมชาติและไปแข่งฟุตบอลเยาวชนที่สวีเดน

The People: ย้อนกลับในวันที่เริ่มต้นตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ณัฐวดี: ตอนนั้นหนูอายุประมาณ 7-8 ขวบ เรียนอยู่ .2

The People: ที่บ้านให้การสนับสนุนในการตัดสินใจเลือกเส้นทางลูกหนังของเราไหม

ณัฐวดี: คือถ้าหนูเลือกอะไรแล้ว พ่อกับแม่ก็จะสนับสนุนและเห็นด้วยกับสิ่งที่หนูเลือก เขาก็ช่วยทุกอย่าง ไม่ได้ขัดว่าทำไมถึงเลือกไปเตะบอล ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้แทน คือหนูอยากเป็นอะไรพวกท่านก็ปล่อยเลย

The People: ทำไมต้องฟุตบอล

ณัฐวดี: ย้อนกลับไปตอนที่ได้เริ่มเล่นครั้งแรก ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากความสนุก และยิ่งการได้ขึ้นไปติดทีมชาติ ก็เริ่มทำให้เรามีความฝันที่จะได้ติดทีมชุดใหญ่ จนมันกลายมาเป็นเป้าหมายของหนู

The People: จากความชอบในฟุตบอล กลายเป็นความรักได้อย่างไร

ณัฐวดี: เราอยู่กับฟุตบอลทุกวัน จากเดือนหนึ่งปีหนึ่งเราก็อยู่แต่กับฟุตบอล มันเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว ตื่นมาเช้าก็ซ้อม เย็นก็ซ้อม ว่างก็ไม่รู้จะทำอะไร สุดท้ายก็เตะฟุตบอล

The People: ซ้อมหนักขนาดไหน

ณัฐวดี: หนักมาก ยิ่งขึ้นมาชุดใหญ่หนูก็เพิ่งจะเคยเจอความหนักแบบนี้ มันมาพร้อมกับการแข่งขันกับคนรอบข้าง และโดยเฉพาะกับตัวเองที่ไม่ใช่แค่ในสนามซ้อม ถามว่าหนักแค่ไหนมันก็วิ่งจนเหนื่อย หนักแต่วันหนึ่งก็หายเหนื่อย แล้วมันก็เหมือนแค่วันต่อวันเท่านั้นเอง

The People: ตำแหน่งปัจจุบันคือจอมทัพแต่ก่อนหน้านี้เคยเป็นเพชฌฆาตมาก่อน?

ณัฐวดี: แต่ก่อนหนูเล่นกองหน้า แต่เพราะไม่ค่อยยิงประตู อาจารย์เขาเลยปรับให้มาเล่นกลางเพราะคิดว่าเราจ่ายบอลได้ดี

The People: ตำแหน่งกองกลางในอุดมคติของเราเป็นอย่างไร

ณัฐวดี: จริง หนูว่าทุกตำแหน่งทั้งเกมรุกหรือเกมรับก็สำคัญหมด แต่การที่คุณจะทำเกมรุกขึ้นไป หรือตั้งเกมรับป้องกันคู่ต่อสู้ ทั้งหมดต้องผ่านแดนกลางก่อน หนูว่าตำแหน่งนี้คือตัวขับเคลื่อนเกมและเป็นหน้าที่ที่สำคัญของทีม

The People: “ผู้หญิงกับฟุตบอลอาจจะไม่ดึงดูดเท่ากับฟุตบอลของผู้ชาย เรามีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร

ณัฐวดี: หนูว่าต่างประเทศเขาก็ให้ความสำคัญเรื่องเพศเท่ากัน แต่หนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเราถึงให้ความสำคัญกับฟุตบอลชายมากกว่า ทั้ง ที่ฟุตบอลหญิงเราก็ไปแข่งขันฟุตบอลโลกมาสองครั้งแล้ว จริง มันก็น่าจะทำให้คนสนใจมากขึ้นด้วยซ้ำ

The People: รู้สึกน้อยใจไหมทั้ง ที่ฟุตบอลหญิงสามารถพาบอลไทยไปบอลโลกได้แล้ว

ณัฐวดี: หนูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งเรื่องที่พักหรือการสนับสนุนมันก็ต่างกัน อาจจะเป็นเพราะว่ามีคนเล่นน้อย เฉพาะกลุ่ม มีแต่คนเดิม

The People: เรื่องนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เราอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นหรือเปล่า

ณัฐวดี: ตอนแรกหนูเคยคิดว่าการที่ฟุตบอลหญิงไทยไปบอลโลกได้ ต่อมาทุกคนคงน่าจะสนับสนุนมากขึ้น แต่นี่เราไปมาสองครั้งแล้ว มันก็มีแค่ช่วงที่ได้ไป พอไปแล้วกลับมาก็เหมือนเดิม จริง หนูก็อยากให้ทุกคนสนับสนุนให้เท่ากับผู้ชาย

The People: ถ้าได้รับการสนับสนุนที่ดี เราคิดว่าฟุตบอลหญิงไทยจะสามารถไปไกลได้มากกว่านี้?

ณัฐวดี: ใช่ค่ะ คิดว่าเราน่าจะไปไกลได้มากกว่านี้

The People: สโมสรที่ชอบล่ะ

ณัฐวดี: ไม่มี หนูดูได้ทุกทีม มองเป็นแมตช์ต่อแมตช์ หนูไม่ได้เชียร์ทีมใดทีมหนึ่ง แต่ถ้าระยะหลังทีมที่ดูแล้วสนุกก็น่าจะเป็นลิเวอร์พูล

The People: นักฟุตบอลคนโปรดคือใคร

ณัฐวดี: เอแดน อาซาร์ ของเรอัล มาดริด

The People: นำการเล่นของ อาซาร์ มาปรับใช้กับการเล่นของเราอย่างไร

ณัฐวดี: ก็มีบ้าง เขาเลี้ยงเก่ง บางจังหวะหนูก็จะนำทักษะหรือเทคนิคเฉพาะตัวของเขามาปรับใช้ในบางเกม แต่ก็ไม่ได้เอามาใช้ทุกครั้ง แค่บางจังหวะที่ควรใช้

The People: ว่าด้วยเรื่องพละกำลัง นักฟุตบอลหญิงอาจเป็นรองผู้ชาย เพราะฉะนั้นการใช้สมองในการเล่นน่าจะเป็นจุดสำคัญของฟุตบอลหญิง?

ณัฐวดี: ส่วนตัวหนูว่าคนเราแต่ละคนคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว หนูว่าความสำคัญคือจะทำอย่างไรให้การเล่นของเราเข้ากับแท็กติกของโค้ช และสามารถสร้างสรรค์เกมไม่ให้ติด ขัด

The People: คิดว่าอะไรคือสิ่งที่เรายังขาดอยู่

ณัฐวดี: การยิงประตู เพราะหนูยิงไม่ค่อยดีนัก แล้วก็ไม่ค่อยจะยิงด้วย เลยต้องอาศัยจ่ายให้เพื่อนแทน เพราะหนูมั่นใจในการจ่ายบอลของหนูมากกว่า

The People: ข้อด้อยในการทำประตู เป็นการลดความมั่นใจและเป็นอุปสรรคในพื้นที่สุดท้ายหรือเปล่า

ณัฐวดี: มันก็มีเป็นบางครั้ง แต่จังหวะไหนเราต้องยิงก็ต้องยิง แต่หนูไม่ได้เลือกการยิงมาอันดับหนึ่ง หนูเลือกที่จะให้ก่อน ก็ต้องปรับตรงนี้

The People: ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอายุจำกัด พออายุคนเล่นขึ้นเลขสามก็กลายเป็นช่วงขาลงของกีฬาชนิดนี้แล้ว เรามองอนาคตตัวเองในวงการฟุตบอลอย่างไร

ณัฐวดี: ทุกวันนี้เราก็พยายามจะให้ตัวเองได้เล่นให้นานที่สุด คอยหมั่นรักษาตัวเอง แต่ถ้าในอนาคตเราเล่นไม่ได้จริง ก็คงต้องเลิกเล่น

The People: วันนี้ฟุตบอลกลายเป็นความชอบ แต่เมื่อเรานำความชอบมาอยู่กับตัวทุกวัน มีแอบเบื่อหรือท้อกับความชอบนี้บ้างไหม

ณัฐวดี: ไม่ค่อยรู้สึกแบบนั้นเลย คือตอนนี้เราก็ยังไม่อยากหยุด เราอยากจะไปต่อ คือมันเหนื่อยได้แต่เดี๋ยวก็หายเหนื่อย แล้วก็กลับไปซ้อมใหม่ได้

The People: เป้าหมายส่วนตัวของเราคืออะไร

ณัฐวดี: ตอนนี้หวังว่าในอนาคตจะได้ไปเล่นที่ต่างประเทศ วันหนึ่งคงจะดีถ้าได้เดินเข้าไปพูดกับพ่อแม่ว่าวันนี้หนูทำได้แล้ว

The People: นักฟุตบอลไทยมักจะตกเป็นจำเลยของสังคมเสมอ ยามที่ตัวเองผิดพลาด ส่วนตัวเรามองเรื่องนี้อย่างไร

ณัฐวดี: หนูว่าทุกคนอยากยิงได้ ไม่อยากพลาด  อยากทำให้ทีมชาติไทยชนะ คืออยู่ตรงนั้นทุกคนน่าจะรู้ตัวเองดีสุด  และยิ่งเวลาเราลงไปเล่นเองด้วย เรารู้ดีว่าไม่มีใครต้องการที่จะทำพลาดหรอก

The People: นิยามฟุตบอลในแบบของแอมแปร์ณัฐวดี”?

ณัฐวดี: ฟุตบอลของหนูน่าจะเป็นเรื่องการสนับสนุนผู้อื่นมากกว่า หนูเป็นคนที่ชอบเล่นบอลแบบจ่ายทะลุช่องตรงกลาง หนูคิดว่ามันไปถึงประตูได้เร็วกว่า

The People: การเป็นนักฟุตบอลอาจจะต้องแลกกับการมีชีวิตส่วนตัวที่ต่างจากคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เรารู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไปไหม

ณัฐวดี: ฟุตบอลคือความสนุกของหนู หนูทำแบบนี้แล้วสนุก คนอื่นอาจจะชอบเที่ยวชอบไปไหน อาจจะไม่ชอบตากแดดเตะฟุตบอล แต่ว่าหนูทำตรงนี้แล้วสนุก คือเที่ยวแน่นอนมันสนุกอยู่แล้ว แต่การได้เล่นฟุตบอลคือสิ่งที่หนูชอบและสนุกไปกับมัน

The People: บ้านเราอาชีพนักฟุตบอลอาจจะไม่ได้ดูดีเหมือนอาชีพอื่น เรารู้สึกอย่างไรกับคนที่มักจะพูดว่าเตะฟุตบอลดูเป็นเรื่องเล่น

ณัฐวดี: หนูคิดว่าการที่เราได้ทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองรัก มันก็สำคัญหมด อย่างการเป็นดาราอาจจะเป็นอาชีพที่มีชื่อเสียง ดัง แต่สำหรับหนูแค่การได้เล่นฟุตบอลมันก็มีความสุขแล้ว หนูไม่ได้คาดหวังว่าทำแล้วต้องดังหรือดูดี เพราะทั้งหมดคือการได้ทำในสิ่งที่เรารักเท่านั้นเอง

The People: ฟุตบอลสอนอะไรเราบ้าง

ณัฐวดี: อย่างเวลาเราทำผิดพลาดจนทีมแพ้หรือบางครั้งชนะ ฟุตบอลทำให้รู้ว่าทุกอย่างมีแพ้มีชนะ มันทำให้เรายอมรับกับสิ่งที่เราผิดพลาดและกลับมาสู้ใหม่ คือเหมือนกับทำให้เราสู้ตลอดเวลา

The People: ฟุตบอลให้อะไรกับเรา?

ณัฐวดี: ที่ผ่านมาฟุตบอลก็ให้อะไรเราหลายอย่างทั้งเงินหรือโอกาส เงินเดือนก้อนแรกในชีวิตก็มาจากการเล่นฟุตบอล คือมันแทบให้ทุกอย่างในชีวิตหนู มันก็น่าจะให้อนาคตกับหนูด้วยเหมือนกัน

The People: กำลังจะมีการแข่งขันฟุตบอลหญิงโอลิมปิก รอบคัดเลือก ประจำปี 2563 ส่วนตัวเราตั้งเป้ากับทัวร์นาเมนต์นี้อย่างไร และฝากอะไรถึงคนไทยที่ติดตามฟุตบอลหญิง

ณัฐวดี: คือฟุตบอลหญิงเราก็ยังไม่เคยได้ไปเล่นโอลิมปิก หนูก็อยากจะลองไปสักครั้งหนึ่งแล้วอยากให้คนไทยทุกคนช่วยเชียร์พวกเราด้วย พวกเราก็จะทำให้ดีที่สุด


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

เก่งฉกาจ เก่งการค้า กว่าจะเป็นนักดนตรีแจ๊สไทยในนิวยอร์ก

สัมภาษณ์ Sir Poppa แรปเปอร์ผู้ศรัทธาในความ “จริง” ของเพลงฮิปฮอป

ชีวิตที่ต้องคว้าดาวอีกครั้งของ เอ็ม-อรรถพล หลังวันที่ออกไปตามหาตัวตนบนเส้นทางดนตรีและความเร็ว

สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี: รับมือชีวิตใหม่กับโควิด-19 ประวัติศาสตร์ย่อหนึ่งร้อยปีโรคระบาด

กังฟู ไทยเพลย์บอย เปลี่ยนความแค้นเป็นแรงผลักดัน ก้าวสู่อันดับ 1 หนังสือโป๊เมืองไทย

สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House พื้นที่แห่งโอกาสของภาพยนตร์ทางเลือก บนพื้นที่แห่งโอกาสของตัวเอง

สัมภาษณ์ ชานน สันตินธรกุล “ความฝันของผมอยู่ที่ฮอลลีวูด”

สำรวจรักอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ นนท์-โอม สองนักแสดงจาก “ดิว ไปด้วยกันนะ”