บทเรียนชีวิตผ่านการแสดงของ ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ และ ‘ไกด์’ กันตพล

บทเรียนชีวิตผ่านการแสดงของ ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ และ ‘ไกด์’ กันตพล

สัมภาษณ์ ‘ไกด์’ กันตพล ชมพูพันธ์ รวมถึง ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ สองนักแสดงนำจากซีรีส์ Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน เรื่องความฝัน ความหวัง และบทเรียนชีวิตผ่านการแสดง

“การแสดงคือการทำงานกับคน เพราะมันคือการเรียนรู้นิสัยของคนคนหนึ่ง”

คือสิ่งที่  ‘ไกด์’ กันตพล ชมพูพันธ์ รวมถึง ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ สองนักแสดงนำจากซีรีส์ Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน เรียนรู้จากการเป็นนักแสดง 

จากเด็กสองคนที่เคยฝันอยากเป็นนักบินและขี้อาย แต่การแสดงทำให้โอห์มและไกด์เข้าใจเรื่องราวของ ‘คน’ ที่แตกต่างจากการทำการบ้านก่อนการแสดง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภูมิหลัง เรื่องราว จุดเปลี่ยน ความหวัง และความฝันของตัวละครนั้น ๆ เพื่อถ่ายทอดออกมาถึงใจผู้ชมให้สมจริงและดีที่สุด

“การเป็นตัวละครหนึ่งมันต้องสร้าง background หลายอย่าง เพื่อให้เราไม่ใช่โอห์มไม่ใช่ไกด์ แต่เป็นอีกคนหนึ่ง เป็นอีกโลกที่เราต้องสื่อสารกับคนดูให้สมกับเป็นตัวละครที่เขาเขียนมาให้ดีที่สุด” โอห์มอธิบายเพิ่มเติม

บทสัมภาษณ์นี้ เราชวนทั้งสองคน ถอดบทบาทนักแสดงคุยเรื่องตัวตน ความฝัน ความหวัง จุดเปลี่ยนชีวิตและบทเรียนชีวิตที่การแสดงมอบให้พวกเขา

บทเรียนชีวิตผ่านการแสดงของ ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ และ ‘ไกด์’ กันตพล

ก่อนจะมาเป็นนักแสดง ทั้งสองคนมีความฝันอยากเป็นอะไร 

ไกด์ : จริง ๆ เราสองคนมีความฝันที่คล้ายกันมาก พวกเราอยากเป็นกัปตันหรือนักบิน เพราะไกด์เป็นคนชอบเที่ยว อยากจะลองมีมุมมองเหมือนนกสักครั้ง ไปอยู่บนท้องฟ้า สังเกตก้อนเมฆ สีท้องฟ้าแต่ละวัน ไม่ว่าจะเจอพายุ แต่ก็ยังอยากฝ่ามันไปให้ได้

โอห์ม : ส่วนผมเติบโตมากับครอบครัวที่อยู่ในวงการการบิน คุณแม่ทำงานในสนามบิน คุณลุงก็เป็นนักบิน เราได้ความรู้ต่าง ๆ มาตลอด เป็นสิ่งที่เราศึกษามาทั้งชีวิต โตขึ้นมาก็ชอบเครื่องบิน ชอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็เลยคิดว่าสักวันหนึ่งก็หวังว่าจะได้ไปอยู่ ณ ตรงนั้น

 

แล้วนักแสดงเข้ามาในชีวิตตั้งแต่ตอนไหน 

ไกด์ : ตอนแรกผมอยากเป็นนักบินก็จริง แต่ค่าเทอมมันแพงมาก ผมไปหาข้อมูลในกูเกิลว่า อาชีพอะไรที่ทำแล้วรวย ผมก็เจอคณะนิติศาสตร์ เรียนอยู่ 3 ปี แต่ตอนนั้นครอบครัวมีปัญหาทางการเงิน ผมไปทำงานพาร์ตไทม์ แล้วรู้สึกว่า ถ้าต้องรอเรียนจบ 4 ปีเพื่อหางานทำ เพื่อแข่งขันกับคนอื่นต่อไป กับเราที่สามารถหาเงินได้ ณ วันนั้น ผมอยากที่จะเลือกเงินมากกว่า แล้วเป็นเวลาเดียวกันกับที่โมเดลลิ่งของเชียงใหม่ชวนผมไปเดินแบบ ถ่ายแบบ จนมีโอกาสมาทำงานที่กรุงเทพฯ ลองแคสต์เป็นนักแสดง หลังจากนั้นก็ติดใจการทำงานในวงการด้านนี้เลย

โอห์ม : ตอนแรก ผมเป็นเด็กขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ชอบเข้าสังคม จนครอบครัวส่งไปแคสต์โฆษณาเพื่อให้กล้าแสดงออกมากขึ้น ก็รู้สึกชอบเป็นนายแบบ เพราะได้ทำงาน มีรายได้ แล้วตอน ม.ปลายผมมีโอกาสไปช่วยงานคุณพ่อที่ทำงาน Post-production เกี่ยวกับวงการบันเทิง ชอบงานเบื้องหลัง ตอนขึ้นมหา’ลัย ผมสอบเข้าสาขานิเทศศาสตร์ จนมีโอกาสประกวด Asia New Star Model ของช่อง 8 ไปประกวดที่เกาหลี แล้วก็กลับมาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของทางช่อง แล้วก็พัฒนาตัวเองเรื่อย ๆ มาตลอด

บทเรียนชีวิตผ่านการแสดงของ ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ และ ‘ไกด์’ กันตพล

พอได้มาเป็นนักแสดงจริง ๆ เป็นอย่างไร 

ไกด์ : รู้สึกว่าการแสดงคือการทำงานกับคน เป็นการเรียนรู้ที่จะเป็นตัวละครหนึ่ง มีความท้าทาย และเรียนรู้ไปในตัว ศึกษานิสัยของคนคนหนึ่ง แล้วเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ถ้าเรารู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเองหรือรู้ว่านิสัยที่เราเป็นอยู่มันไม่ดี เราก็อาจจะได้เรียนรู้จากตัวละคร แล้วมาพัฒนาให้เป็นตัวเราเองที่ดีที่สุด

โอห์ม : ถูกครับ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทีมเวิร์ก มันไม่ใช่แค่ตัวเราคนเดียวที่จะทำออกมาแล้วจบ มันเริ่มตั้งแต่การเขียนบท คิด วางโครงต่าง ๆ มาถึงเรา ออกไปโปรโมต มันอาศัยการทำงานเป็นทีมเวิร์ก เพราะทุกตำแหน่งสำคัญหมด

 

การแสดงทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วยไหม

โอห์ม : เข้าใจมากขึ้น เพราะการเป็นตัวละครหนึ่งมันต้องสร้าง background หลายอย่าง เพื่อให้เราเป็นอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่โอห์ม ไม่ใช่ไกด์ เป็นอีกโลกที่เราต้องสื่อสารกับคนดูให้สมกับเป็นตัวละครที่เขาเขียนมาให้ดีที่สุด

ไกด์ : ผมมองว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพเดียวที่เราได้สวมบทบาทหลายอาชีพ ตั้งแต่ทนาย หมอ ตำรวจ ซึ่งการที่เราจะแสดงออกมาได้ เราก็ต้องไปศึกษาถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง ตั้งแต่งานอดิเรกสิ่งที่เขาชอบทำไปจนถึงภูมิหลัง

บทเรียนชีวิตผ่านการแสดงของ ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ และ ‘ไกด์’ กันตพล

ความท้าทายของการเป็นนักแสดงที่ทั้งสองคนเจอคืออะไร 

ไกด์ : ไกด์ย้ายมาจากภาคเหนือ อาจจะติดสำเนียงเหนือมาบ้าง แล้วเป็นนักแสดงใหม่ คิดว่าเราจะต่างจากคนอื่น หรือไปฉุดคนที่เขาเล่นคู่เราหรือเปล่า ตอนมากองแรก ๆ ก็ต้องปรับตัว พยายาม Active ตัวเอง ผลักตัวเอง คุยเยอะๆ เพื่อไม่ให้เหลือสำเนียงเหนือเลย 

โอห์ม : ตอนยังไม่เคยเล่นละคร ผมคิดว่าการจำบทยาว ๆ ครึ่งหน้าหรือเต็มหน้ากระดาษ มันยากมาก รู้สึกว่าทำไมคนเราต้องพูดเยอะขนาดนั้น พอเรียนรู้มาเรื่อย ๆ ก็รู้ว่า การเป็นนักแสดงคือการเป็นคนคนหนึ่ง เราไม่ต้องจำ แต่ต้องรู้สึกไปกับทุก ๆ dialogue ทุกอิริยาบถ 

 

พอต้องเป็นตัวละครของซีรีส์วาย ต้องทำการบ้านเพิ่มเติมไหม 

ไกด์ : ผมมองว่าซีรีส์วายคือซีรีส์เรื่องหนึ่ง ไม่อยากจำกัดความว่า ซีรีส์วายเป็นซีรีส์ที่พิเศษกว่าเรื่องอื่น เพราะสุดท้ายมันคือซีรีส์ที่แสดงความรัก แค่เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่ง

 

ถ้าเป็นแบบนั้น การเป็นนักแสดงซีรีส์วาย ทำให้มุมมองความรักของโอห์มและไกด์เปลี่ยนตามด้วยไหม 

โอห์ม : ถ้าย้อนกลับไป 3 - 4 - 5 ปีก่อน ตอนเล่นซีรีส์วายเรื่องแรก ผมอาจจะคิดว่าจะเล่นอย่างไรให้คนเชื่อมากที่สุด เราเลยทำการบ้าน ไปดูซีรีส์วาย ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยดูมาก่อน แต่ก็ยังไม่เข้าใจ แต่พอเรามาเล่น ทำงานไปเรื่อย ๆ มองว่าความรักคือความสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม

ไกด์ : ผมรู้สึกว่าความรักคือเรื่องราวของคนสองคน ความรู้สึกดีต่อกันค่อย ๆ พัฒนาการจากเพื่อนกลายเป็นคนสนิท หรือเป็นคนรัก สุดท้ายผมคิดว่าเรื่องเพศ อายุ ศาสนา หรือเชื้อชาติก็ไม่มีอะไรที่มาจำกัดความได้

บทเรียนชีวิตผ่านการแสดงของ ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ และ ‘ไกด์’ กันตพล

แล้วในซีรีส์ Bake Me Please เล่าความรักในแง่มุมไหน

ไกด์ : ในซีรีส์เล่าเรื่องของชายหนุ่มสองคนที่ชอบทำขนมเหมือนกัน ก็ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ จากลูกศิษย์จนกลายมาเป็นคนที่สนิท และสุดท้ายก็พัฒนาความสัมพันธ์กลายเป็นคนรักกัน

 

แต่จริง ๆ แล้ว Bake Me Please เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องอะไร 

โอห์ม : ซีรีส์ Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวานเป็นเรื่องราวของ 5 หนุ่มที่มาอยู่ด้วยกันที่ร้านเบเกอรี่ ชื่อ Temptation ที่เกิดความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เพื่อน พูดถึงความฝันและมิตรภาพของทั้ง 5 คน 

ไกด์ : แล้วระหว่างนั้นก็จะเล่าภูมิหลังของแต่ละตัวละครครบ 5 คน แสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดการปัญหาของตัวเอง หรือแสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดการความรู้สึก หรือบางคนก็อาจจะจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้จนอาจจะระเบิดออกมา

 

สำหรับทั้งสองคน ความฝันและความหวังในวันนี้คืออะไร 

โอห์ม : เหรียญมีสองด้าน มีคนรัก ก็ต้องมีคนไม่รัก เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตการทำงานหรือการใช้ชีวิต เรามาอยู่ในสปอตไลท์ อาจจะมีส่วนที่คนอื่นมองเห็นชีวิตเราบางส่วน และมองไม่เห็น แต่ผมรู้สึกว่ามันคือการที่เราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าเราควรจะอยู่ในจุดไหนของสังคม

ไกด์ : เราไม่สามารถไปบังคับให้ทุกคนมองเราว่าเราต้องเป็นแบบนี้ได้ ผมแค่ชอบการแสดง และอยากทำมันออกมาให้ดีที่สุด ถึงจะมีคำด่าบ้าง หรือมีคำชมก็พร้อมน้อมรับ และจะยังทำต่อไป พัฒนาไปเรื่อย ๆ เพราะนี่คืออาชีพของผม

 

ตอนแรกไกด์บอกว่า อยากมีมุมมองเป็นนกสักครั้ง แล้วการเป็นนักแสดง ทำให้เราเห็นมุมมองกว้างขึ้น แสดงว่าตอนนี้เรารู้สึกว่าเราเป็นนกแล้วหรือยัง 

ไกด์ : ผมรู้สึกว่าผมยังก้าวต่อไปได้มากกว่านี้ เพราะตอนนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยิ่งเหมือนโปรเจกต์นี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ของเราสองคนด้วย ก็รู้สึกว่าก็อยากจะเติบโตกันไปมากกว่านี้ แล้วก็ค่อย ๆ เรียนรู้ อาจจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่ก็อยากให้ก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ครับ 

 

ในมุมมองของโอห์มและไกด์ ความฝันและความหวังเป็นเรื่องเดียวกันไหม 

โอห์ม : ผมว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะถ้าเรามีฝันแล้ว เราก็ต้องหวังว่าความฝันนั้นมันจะเป็นจริง ถูกไหม แต่อยู่ที่ว่าระหว่างทางเราจะหยุดมันหรือเปล่า สมมติว่าเราเดินแล้วหยุด เราหวังไปมันก็เท่านั้น

 

ถ้านิยามตัวตนของตัวเองได้ จะนิยามเป็นอะไร เพราะอะไร 

ไกด์ : ผมขอเลือกเป็นแมว เพราะแมวเป็นสัตว์ที่อ้อนได้ อยู่นิ่ง ๆ ได้ นอนเก่ง กินเก่ง ผมก็รู้สึกว่าผมเป็นอย่างนั้น คือถ้าเวลาไหนที่เราอยากพัก เราก็แค่พัก เวลาไหนที่เราอยากเล่น เราก็แค่เล่น ผมเป็นคนเลี้ยงแมวด้วย กลับดึกแค่ไหน น้องก็ออกมารับ ต่อให้น้องอาจจะเหงามาทั้งวันหรือไม่สบาย แล้วแมวจะเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร แมวจะหาความสุขให้ตัวเองได้เสมอ 

โอห์ม : เป็นคำว่าสงบ ผมชอบอะไรที่สงบ ไม่ได้หวือหวา ชีวิตเรียบง่าย Slow Life แต่ไม่ได้เอ้อระเหยลอยชายขนาดนั้น บางอย่างเรารีบได้ แต่ว่าก็ต้องพักบ้าง

บทเรียนชีวิตผ่านการแสดงของ ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ และ ‘ไกด์’ กันตพล

ตัวตนจริงของทั้งสองคนเหมือนหรือต่างกับชินกับพีชในซีรีส์มากน้อยแค่ไหน 

ไกด์ : ไกด์รับบทพีช เป็นเด็กหนุ่มที่สดใส ได้รับความรักจากยายมาเต็มเปี่ยมเสมือนพระอาทิตย์ เหมือนไกด์ในชีวิตจริงตรงทัศนคติ ไกด์เป็นคนชอบมองโลกในแง่บวก ต่อให้เจอปัญหาอะไร แต่ไกด์ก็รู้สึกว่าเราเครียดไปมันก็เท่านั้น สู้เรามาหาวิธีแก้ปัญหากับพยายามมองโลกในแง่บวกดีกว่า

โอห์ม : ผมชอบได้บทเป็นผู้ชายไม่ค่อยพูด ไม่ได้รู้สึกไกลตัว เพราะด้วยตัวเราเองเป็น Introvert เหมือนเป็นคำที่ดูเท่นะ แต่ว่าเป็นอย่างนี้จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบเข้าสังคม เหนื่อยกับการอยู่กับคนเยอะ ๆ แต่มันเป็นอาชีพที่เราต้องทำ ก็คล้ายกันกับตัวละคร 

 

จากวันแรกจนถึงวันนี้ การเป็นนักแสดงบอกอะไรกับทั้งสองคนบ้าง

ไกด์ : สำหรับผม บอกหลายอย่าง จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่เอาเรื่องการแสดง ไม่กล้าเปิดเผยตัวเองต่อสาธารณะ วันหนึ่งติดใจการแสดง ต้องมาเป็นบุคคลสาธารณะ มันก็มีภูมิใจ มีความกล้าที่จะทำอะไรสักอย่าง เราอาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่การเรียนรู้ระหว่างทางก็เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับเรา

โอห์ม : บอกว่าชีวิตเราพลิกผันตลอดเวลา มันไม่ได้มีแค่ด้านเดียว ไม่รู้เลยว่าวันไหนจะดีหรือร้าย มันอาจจะร้ายตลอดไปหรือดีตลอดไปก็ได้ ทำให้เรียนรู้ชีวิตว่าการเล่นละครเรื่องหนึ่งมันจบ Happy Ending แต่ชีวิตเรามันไม่ได้จบ Happy Ending ทุกคน มันสอนให้เรารู้อย่างนั้น

 

ทั้งสองคนอยากจะลองแสดงบทบาทแบบไหนในอนาคต

ไกด์ : อยากลองเล่นภาพยนตร์กับละครเวทีดู เพราะมันเป็นอีกศาสตร์ของการแสดง ละครเวทีมันจะเล่นให้ชัด ออกเสียงให้ชัด ส่วนภาพยนตร์ก็จะมีความ real เหมือนชีวิตปกติ

โอห์ม : อยากเล่น Method acting เล่นแบบลึก ไม่ถอดบทบาท แต่รู้สึกว่าเรายังไม่ได้เก่งเท่านั้น แต่วันหนึ่งเราอยากพัฒนาตัวเองไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ในการเล่นออกมาให้คนดูเชื่อที่สุด

 

แล้วในฐานะโอห์มและไกด์ มองตัวเองในอนาคตไว้อย่างไร 

ไกด์ : ผมอยากเป็นคนคนหนึ่งที่มีความสุข ต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่นักแสดง แต่ไกด์ก็อยากมีชีวิตที่ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องคิดมาก อยากใช้ชีวิตกับแมว อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับสิ่งที่เราทำและมีความสุข

โอห์ม : ผมอยากพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ในแบบอยู่ในตรงไหนของชีวิต ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ หรือปลูกข้าว แต่ขอให้เรามีความสุขในการใช้ชีวิตทุก ๆ วัน อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับคนรัก อยู่กับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มีความทุกข์บ้างก็ไม่เป็นไร