‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ

ในประเทศไทย ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดทรวงอกมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่เลือกมุ่งเน้นด้านหัวใจ ทำให้ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านผ่าตัดปอดยิ่งมีน้อยมาก ‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ ตัดสินใจทุ่มเทให้กับการพัฒนาความรู้และเทคนิคผ่าตัด และเดินหน้ายกระดับการผ่าตัดปอดในประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ เพื่อทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคปอด โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปรักษาในต่างประเทศอีกต่อไป


หากมองย้อนกลับไปในปี 2562 ทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและปอดของโรงพยาบาลวชริพยาบาล ผ่าตัดปอดเพียง 40 รายต่อปีเท่านั้น 

แต่ในช่วง 5 ปีหลังจากนั้น หมอเจ - รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ทำงานร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล สร้างทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคปอดขึ้นมา จำนวนการผ่าตัดปอดเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 800 รายต่อปี ทำให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาลกลายเป็นสถานพยาบาลที่มีการผ่าตัดปอดมากที่สุดในประเทศไทยติดต่อกัน 2 ปี

ล่าสุดได้ริเริ่มโครงการ ‘ผ่าตัดพี่สอนน้อง’ ซึ่งมุ่งเน้นการฝึกอบรมศัลยแพทย์ทรวงอกรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ให้เชี่ยวชาญการผ่าตัดส่องกล้องปอด และก้าวไปอีกขั้นด้วยการขยายขอบเขตเปิด ‘หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ต่างชาติ’ สำหรับศัลยแพทย์ในภูมิภาค

ทั้งหมดที่หมอเจทำนั้นเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า หมอเพียงคนเดียวอาจช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ 1,000 คนแต่หากเราสามารถถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมแพทย์ไทยให้เชี่ยวชาญในเทคนิคเดียวกันได้ เราจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้เป็นหลายพันคน

“นี่คือสิ่งที่ผมและทีมกำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง”

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ

ผู้ทุ่มเทชีวิต เพื่อรักษา ‘ปอด’ ให้กลับมาหายใจได้อีกครั้ง

หมอเจใฝ่ฝันอยากเป็นศัลยแพทย์หัวใจตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ เพราะได้เห็นความจริงอันโหดร้ายของการรอคอย หลายคนเสียชีวิตก่อนถึงคิวผ่าตัด เพราะจำนวนศัลยแพทย์หัวใจในประเทศไทยมีน้อยมาก พวกเขาต้องเข้าโรงพยาบาลซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยความหวังว่าวันหนึ่งจะได้รับการรักษา แต่สุดท้ายหลายคนก็ไม่ทันเวลา เมื่อเห็นภาพแบบนี้ซ้ำ ๆ จึงอยากลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรอคอยการรักษาอันยาวนาน จึงเลือกเรียนด้านศัลยกรรมทรวงอกซึ่งเป็นสาขาที่รวมทั้งการผ่าตัดหัวใจและปอด
 

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ

 

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอเจที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์หันมาโฟกัสด้านการผ่าตัดปอด คือ ในเวลานั้นประเทศไทยมีศัลยแพทย์ทรวงอกเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น ซึ่งต้องดูแลคนทั้งประเทศกว่า 70 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่เลือกมุ่งเน้นด้านหัวใจ แต่สำหรับการผ่าตัดปอด กลับมีแพทย์เฉพาะทางน้อยมาก มีแค่ 5-6 คนที่สนใจด้านนี้

“เมื่อเห็นว่าการรักษาด้านนี้ยังขาดแคลน ผมจึงตัดสินใจทุ่มเทให้กับการผ่าตัดปอด เพราะเชื่อว่าหากเราสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาหายใจได้อีกครั้ง นั่นคือโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตต่อไปกับคนที่รัก”

หลังจากได้เข้ามาทำงานในสาขาการผ่าตัดปอดและหัวใจเต็มตัว ยิ่งเห็นภาพชัดเจนว่าประเทศไทยมีศัลยแพทย์หัวใจฝีมือดีอยู่มากมาย ทำให้การผ่าตัดหัวใจของไทยทัดเทียมนานาชาติ แต่ในทางกลับกันการผ่าตัดปอดกลับมีผู้เชี่ยวชาญน้อยมาก ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องในไทยมีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 20-30% เท่านั้น ในขณะที่ต่างประเทศ ผู้ป่วยกว่า 70-80% สามารถเข้ารับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ได้ จึงเป็นแรงผลักดันให้หมอเจต้องการพัฒนาวงการผ่าตัดปอดในประเทศไทยให้ก้าวหน้าเทียบเท่ามาตรฐานสากลบ้าง
 

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ

เมื่อเป้าหมายชัด หมอเจจึงสมัครไปศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยยื่นใบสมัครไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง จนกระทั่งได้รับทุนจาก สมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งเอเชีย ซึ่งมอบทุนให้แก่แพทย์เพียงปีละ 1 คนจากทั้งทวีป หลังจากพยายามสมัครถึงสองครั้ง ในปี 2560 ก็ได้รับเลือก กลายเป็นแพทย์ไทยคนแรก และเป็นคนที่สามของเอเชียที่ได้รับทุนนี้

“การเดินทางครั้งนั้นเปิดโลกให้ผมอย่างมาก ตลอด 1 ปีของการศึกษา ผมได้เรียนรู้เทคนิคการผ่าตัดปอดที่ทันสมัย และพบว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างมหาศาลเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ และเทคนิคการรักษา ผมเชื่อว่า คนไทยควรได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับนานาชาติ ผมจึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศไต้หวัน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน และนำเทคนิคที่ดีที่สุดจากแต่ละประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย”

 

พัฒนาฝีมือเพื่อผู้ป่วยไทย

ในปี 2562 หมอเจกับมาที่ประเทศไทยและเข้าทำงานที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งในขณะนั้น แม้จะมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและปอด แต่การผ่าตัดปอดยังค่อนข้างมีจำนวนจำกัด แต่ละปีมีการผ่าตัดปอดเพียง 40 รายเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของผู้ป่วย

“เมื่อครั้งที่ผมไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมเราถึงทำไม่ได้?” ทั้งที่แพทย์ทุกคนต่างก็มีสองมือเหมือนกัน อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็มีเหมือนกัน แต่ทำไมประเทศไทยถึงไม่สามารถทำได้เท่ากับต่างชาติ ความเชื่อนี้ทำให้ผมมุ่งมั่นพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดให้ได้มาตรฐานระดับโลก หากเราสามารถทำการผ่าตัดที่ซับซ้อนในประเทศไทยได้ ผู้ป่วยจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปรักษาในต่างประเทศ ลดภาระค่าใช้จ่าย และทำให้ครอบครัวได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น”

 

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ

 

หมอเจเริ่มทำงานร่วมกับทีมแพทย์ ทีมพยาบาล วิสัญญีแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ เพื่อพัฒนาความรู้และเทคนิคการรักษา ช่วยกันการสร้างทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคปอดขึ้นมา ซึ่งรวมถึงแพทย์โรคมะเร็ง แพทย์ระบบทางเดินหายใจ และศัลยแพทย์ทรวงอกที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด 

เพียงปีแรกที่เริ่มโครงการก็เห็นผลลัพธ์ สามารถเพิ่มจำนวนการผ่าตัดปอดจาก 40 รายเป็น 80 ราย และในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาจำนวนการผ่าตัดปอดเพิ่มขึ้นเป็น เกือบ 800 รายต่อปี ทำให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กลายเป็นสถานพยาบาลที่มีการผ่าตัดปอดมากที่สุดในประเทศไทยติดต่อกัน 2 ปี

 

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ
 

ปัจจุบันการรักษาโรคปอดโดยการผ่าตัดที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกล และการผ่าตัดผ่านกล้อง (Minimally Invasive Surgery) ได้กลายเป็นมาตรฐานในการรักษาโรคทางอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงมะเร็งปอด ข้อดีของการผ่าตัดแบบนี้คือ ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดแบบเปิด และให้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน ทำให้ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดลดลงเหลือไม่ถึง 1% ซึ่งเทียบเท่ากับมาตรฐานระดับสากล ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการรักษามากขึ้น 

“ในช่วง 6 ปีหลังจากกลับจากต่างประเทศ ผมมีโอกาสผ่าตัดผู้ป่วยมากกว่า 4,000 ราย หลายคนมักถามเสมอว่าทำไมถึงทำงานหนัก ผ่าตัดทุกวันไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ หรือบางวันรับผู้ป่วยมากกว่า 10 ราย”

หนึ่งในเคสที่ได้แสดงให้เห็นถึงฝีไม้ลายมือของทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคปอดของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล คือ ในตอนที่เด็กหนุ่มวัย 17 ปีจากภาคตะวันออก ซึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหอบหืด แต่เมื่อเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน กลับพบว่ามีภาวะหลอดลมอุดตันจากเนื้องอก ทำให้หายใจไม่ได้ ราวกับกำลังจมน้ำ  

“โรคนี้มีความซับซ้อนและมีโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่สามารถรักษาได้ ทีมแพทย์ของเราจึงต้องระดมกำลังกันอย่างเต็มที่ โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางมากถึง 30-40 คนเข้าร่วมการผ่าตัด โดยใช้เครื่องพยุงหัวใจและปอดเทียมช่วยชีวิต หลังจากผ่าตัดสำเร็จ ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ”

นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยจากต่างประเทศ เช่น สวีเดน ที่เดินทางมาผ่าตัดกับเรา เนื่องจากยังไม่มีการแพร่หลายของการผ่าตัดส่องกล้องในบางประเทศ รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุที่ถูกปฏิเสธการผ่าตัดจากหลายโรงพยาบาล แต่เราได้ให้โอกาสและช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เคสเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีและทีมแพทย์ที่มีศักยภาพได้อย่างเด่นชัด
 

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ

 

ยกระดับการผ่าตัดปอดของไทยสู่ระดับนานาชาติ

แม้จะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้น แต่หมอเจยังมองว่า 

“ถ้าเราช่วยคนไข้หนึ่งคน เราอาจช่วยได้แค่หนึ่งชีวิต แต่ถ้าเราสอนแพทย์ เราสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกนับพัน” 

ด้วยความคิดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการยกระดับการผ่าตัดปอดของไทยสู่ระดับนานาชาติ

หมอเจและทีมได้ริเริ่มโครงการ ‘ผ่าตัดพี่สอนน้อง’ เปิดอบรมการผ่าตัดส่องกล้องปอดให้กับศัลยแพทย์ทรวงอกรุ่นใหม่กว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ หลังจากนั้นก็ได้ขยายขอบเขตไปอีกขั้นด้วยการเปิด หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ต่างชาติ ซึ่งมีแพทย์จากต่างประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก 

และจากการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยกว่า 3,000 รายที่เข้ารับการผ่าตัดปอดตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ และได้รับเชิญไปนำเสนอในที่ประชุมระดับโลก ทำให้ศัลยแพทย์จากหลายประเทศในเอเชียให้ความสนใจเข้ามาดูงานที่ประเทศไทย การที่แพทย์ต่างชาติมองเห็นศักยภาพของการผ่าตัดปอดในไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทียบเท่ากับมาตรฐานของเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา

“เป้าหมายของเรา คือการพัฒนาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้มีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากขึ้น และลดความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องเดินทางไปรักษาในต่างประเทศ” 

“หากเราสามารถสร้างมาตรฐานการรักษาที่ทัดเทียมกับนานาชาติได้ จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค และเป็นที่พึ่งของผู้ป่วยทั่วโลกในอนาคต”

 

‘รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย’ กับภารกิจการยกระดับการผ่าตัด ‘ปอด’ ให้ทัดเทียมนานาชาติ