Post on 19/12/2018

โชเซ่ มูรินโญ่ กับ 7 เรื่องเสียศูนย์ “แพะรับบาปของปีศาจแดง”ที่เบื้องหลังมากกว่าฟุตบอล

       โชเซ่ มูรินโญ่ ถือเป็นผู้จัดการทีมชื่อดัง ที่เวลาออกมาพูดกับสื่อทีไร ก็มักจะมีเรื่องให้ถกเถียงกันจนเป็นประเด็นได้เสมอ แต่ไฮไลท์ที่ถูกพูดถึงมากในระยะหลังก็คือการที่เขาโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลดหลังเข้ามาคุมทัพปีศาจแดงตั้งแต่ปี 2016 และทำผลงานสุดย่ำแย่ในระยะหลังที่ผ่านมา

มูรินโญ่ ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง เลอ กิ๊ป ว่า ตัวเขาไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกต่ำ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องของคลื่นใต้น้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มนักเตะที่เล่นไล่โค้ช และการบริหารทีมของบอร์ดที่ล้มเหลว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ปี 2015 มูรินโญ่ก็เคยถูกเชลซีปลดจากตำแหน่งในเรื่องราวทำนองเดียวกัน คำถามก็คือเหตุใดกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอล ถึงถูกสองยอดทีมดังของพรีเมียร์ลีกปลดซ้ำแล้วซ้ำอีก 

1. เริ่มเสียศูนย์ครั้งแรก

       มูรินโญ่ คือยอดกุนซือคนหนึ่ง ข้อนั้นทุกคนรู้ดี แต่ก็ไม่รู้เพราะเหตุใดเขามักต้องเจออาถรรพ์กับการคุมทีมในฤดูกาลที่สามเสมอ ทั้งสมัยอยู่ที่เรอัล มาดริด, เชลซี (รอบสอง) และแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งปัญหาก็มักจะเหมือนกันทุกที่ นั่นก็คือเรื่องการจัดการภายในทีม โดยเฉพาะปัญหากับนักเตะ และบอร์ดบริหาร

มูรินโญ่ เรื่มเสียศูนย์ครั้งแรก หลังจากที่โดนเชลซีปลด (รอบแรก) ในฤดูกาล 2007-08 เนื่องจากพาทีมทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน ว่ากันว่าเขาทะเลาะกับบอร์ดบริหารและตัวโรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมด้วย และที่เรอัล มาดริด แม้เขาจะพาทีมขึ้นไปเป็นแชมป์ลาลีกาได้ แต่เขาก็ไม่สามารถทนกับความแรงของคลื่นใต้น้ำจากนักเตะอย่าง อิเคร์ คาซิญาส หรือเซร์คิโอ รามอส ได้

มูรินโญ่สมัยคุมเรอัล มาดริด

       ซึ่งก็แว่ว ๆ ว่าตอนนั้น มูรินโญ่ ไม่พอใจคาซิญาสที่ไปสนิทสนมกับเพื่อนร่วมทีมชาติสเปนที่อยู่กับ บาร์เซโลน่า มากเกินไป นั่นจึงกลายเป็นชนวนความวุ่นวายในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ที่ทำให้มูรินโญ่ตัดสินใจลาออกในที่สุด

โอเค แม้เขาจะกลับมาคุมเชลซีรอบสอง  และพาทีมสิงห์ไฮโซเป็นแชมป์ได้อีกสมัยแต่เขาก็ไม่วายไปทะเลาะกับบอร์ดและนักเตะอยู่ดี จนสุดท้ายก็ถูกปลดรอบสอง

จะเห็นได้ว่ามูรินโญ่ เริ่มเสียศูนย์มาเรื่อย ๆ แม้ทุกทีมที่เขาไปคุมทัพจะการันตีการเป็นแชมป์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกที่ที่เขาไป มูรินโญ่ก็มักจะหอบปัญหาตามไปด้วยเสมอ จนบางครั้งเขาก็เหมือนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ไปเสียแล้ว

2. ด่าทุกคนที่ขวางหน้า “ยกเว้น” ตัวเอง

       ระยะหลังที่เขาคุมทีม มูรินโญ่ ดูจะกดดันตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่เข้ารับงานที่แมน ฯ ยูไนเต็ด ราวกับว่าเขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นว่า เขายังเป็นมูรินโญ่ที่เก่งเหมือนเดิม ซึ่งวันเวลาก็ทำให้เราได้เห็นตัวตนของมูรินโญ่ที่เปลี่ยนไป

จากคนที่ทำฟุตบอลสนุก มีเสน่ห์วันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นค่อย ๆ จางหายไป ราวกับว่าเป็นเวทมนตร์ที่เสื่อมลงทุกวัน

ในวันที่บอร์ดบริหารของแมน ฯ ยูไนเต็ดตัดสินใจเลือกมูรินโญ่เข้ามาเป็นกุนซือแทนหลุยส์ ฟาน กัล สาเหตุเดียวที่พวกเขาตัดสินใจเลือกมูรินโญ่ ก็คือสิ่งที่เขาเคยทำได้ที่สเปน นั่นก็คือการโค่นบาร์เซโลนาของเป๊ป กวาดิโอลา ลงจากบัลลังก์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมูรินโญ่ก็ไม่เคยทำได้แม้แต่จะใกล้เคียงกับสิ่งที่เป๊ปทำกับแมน ฯ ซิตี้ ในปัจจุบัน

       ยามที่ทีมแพ้ เขามักจะเลือกโทษนักเตะหรือกรรมการก่อนตัวเองเสมอ จนกลายเป็นปัญหาภายในทีมต่อมา ก่อนหน้านี้มูรินโญ่เคยออกมาต่อว่า ลุค ชอว์ หรือคริส สมอลลิง ว่าเป็นพวกกระดูกเปราะใจเสาะ ทัศนคติไม่ดี หรือในกรณีของ อองโตนี มาร์กซิอัล ที่มูรินโญ่มักจะออกมาโจมตีเรื่องไม่ช่วยเกมรับ จนนักเตะหลายคนไม่มีใจสู้เพื่อเขาอีกต่อไป นี่ยังไม่รวมถึงกรณีการดร็อปนักเตะจนขาดความมั่นใจ

3. ปัญหากับปอล ป็อกบา

       ด้วยฟอร์มที่ไม่ค่อยจะคงเส้นคงวา ทำให้ ปอล ป็อกบา ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุ (หรือแพะรับบาป?) ยามที่แมนฯ ยูไนเต็ดทำผลงานได้ไม่ดี และทัศนคติของมิดฟิลด์ฝรั่งเศสรายนี้ที่แย่ลงเรื่อย ๆ ทำให้มูรินโญ่ตัดสินใจดร็อปเขาจากการเป็นตัวจริงเรื่อยมา

ครั้งหนึ่งตามรายงานของ เดอะซัน กล่าวว่า หลังจากที่ป็อกบาได้เข้าพบมูรินโญ่ที่ออฟฟิศในแคร์ริงตันเพื่อแสดงความเห็นว่าเขาไม่ค่อยแฮ็ปปี้กับแทคติกของเดอะสเปเชียลวัน รวมถึงตำแหน่งและบทบาทของเขาในสนาม ปรากฏว่า มูรินโญ่ตอบโต้เขาด้วยการบอกให้ “มองป้ายหน้าประตู [ป้ายตำแหน่งผู้จัดการทีม] ตอนเดินออกไปด้วย” 

นี่เป็นการยืนยันให้นักเตะซุปเปอร์สตาร์ราคาแพงอย่างป็อกบารู้ว่า ใครคือ “เจ้านาย” ผู้มีอำนาจที่แท้จริงในการจัดการทีมซึ่งหลังเหตุการณ์นั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยากเกินจะเยียวยา นี่หลังไม่รวมตอนที่ ป็อกบา อัพภาพลงอินสตาแกรมด้วยหน้าตายิ้มกริ่ม ๆ พร้อมแคปชั่นสุดกวนว่า “ช่วยกันแคปชั่นภาพนี้หน่อย” ซึ่งมันเป็นจังหวะเดียวกันกับตอนที่ มูรินโญ่ โดนเด้งพอดี… ซึ่งมูรินโญ่ ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเหตุผลที่เขาโดนไล่ออกส่วนหนึ่งก็เพราะมีนักเตะเล่นไล่โค้ชอยู่ในทีม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายถึงป็อกบาหรือเปล่า?

4. การสูญเสียพ่อ สร้างผลกระทบต่อใจที่สุดตั้งแต่เป็นผู้จัดการทีม

        มูรินโญ่ เคยออกมาเผยว่าคริสต์มาสเมื่อปี 2017 คือช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตของเขา ในตอนนั้นผลงานของทีมปีศาจแดงก็ไม่ค่อยสู้ดีนักเก็บได้แค่ 3 แต้มจากตลอด 3 เกมส์ช่วงคริสต์มาสถึงช่วงปีใหม่ มูรินโญ่ อาจเป็นกุนซือที่มีมาดเข้มแบบกวน ๆ ตลอดเวลา แต่น้อยคนจะรู้ว่าภายใต้บุคลิกเหล่านั้นเขาต้องซ่อนความรู้สึกสูญเสียเอาไว้เช่นกัน

เฟลิกซ์ พ่อแท้ ๆ ของมูรินโญ่เสียชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 ด้วยวัย 79 ปี หลังจากต่อสู้กับโรคโรคปอดบวม ความสัมพันธ์ระหว่าง มูรินโญ่ กับ คุณพ่อของเขาถือว่ามีความใกล้ชิดกันอย่างมาก หลายครั้งเขายกย่องพ่อของเขา ว่าเป็นคนที่สำคัญที่สุดของเขาในโลกฟุตบอล

“เขาเหมือนโค้ชคนแรกของผม” มูรินโญ่เคยให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามว่าใครคือโค้ชคนแรกของตน

ผลงานในช่วงหลังของทีมปีศาจแดงเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายปี 2017 จนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด แต่สื่อหลายเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า มูรินโญ่ อาจจะมีเรื่องให้คิดมากกว่าแค่เรื่องฟุตบอล

”นี่คือคริสต์มาสแรก ที่พ่อผมไม่ได้อยู่ด้วย และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องยากมาก”  มูรินโญ่เล่าย้อนถึงช่วงสูญเสียพ่อ

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับมูรินโญ่เผยว่า “ในวันงานศพ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเขาเศร้ามาก ๆ เขาสองคนสนิทกันมาก” มูรินโญ่ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้จัดการทีมที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง เราแทบไม่เคยเห็นเขาแสดงมุมมองที่อ่อนแอเลยสักครั้ง ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นช่วงเวลาที่เขาเศร้าที่สุดตลอดเกือบ 18 ปีในฐานะกุนซือฟุตบอล

5. เริ่มหัวร้อนกับสื่อ

        ย้อนกลับไปหลังเกมพรีเมียร์ลีกนัดที่สามของฤดูกาล 2018-2019 หลังทีมปีศาจแดงเปิดบ้านโดนทีมไก่เดือยทอง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส อัดคาบ้าน 0-3 จากการทำประตูของแฮร์รี เคน และลูคัส มูร่า ในช่วงแถลงข่าวหลังเกม มูรินโญ่ ได้ทำการออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อตามปกติ แต่ดูเหมือนกุนซือชาวโปรตุกีส จะฟิวส์ขาดกว่าปกติ หลังเจอคำถามสุดยั่วจากสื่อทุกสำนัก จนมูรินโญ่ถึงขั้นต้องพูดว่า “ผู้จัดการทีมอีก 19 คนได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเท่าผมไหม ดังนั้นช่วยเคารพ เคารพ เคารพ กันหน่อยพวก ?’’ ก่อนที่เค้าจะลุกออกจากห้องแถลงข่าวไป

6. ความขัดแย้งที่ชัดเจน

        ที่แมนฯ ยูไนเต็ด มูรินโญ่ต้องพบกับปัญหามากมาย แต่ในมุมหนึ่งมันก็คือความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างเขากับทีม เช่นในตลาดซื้อขายช่วงหน้าร้อน 2018 มูรินโญ่ รู้ดีว่าทีมมีจุดอ่อนที่กองหลัง เขาบอกกับ เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอของทีมว่าต้องการปราการหลังตัวกลางคนใหม่ ซึ่งสุดท้ายสโมสรก็โดนโก่งราคาจนไม่ได้ใครเข้ามาเลย ปัญหาหาเดิม ๆ ที่ทีมมักจะแก้ไขไม่ได้คือการเจรจาซื้อตัวนักเตะ

เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ย้อนกลับไปในฤดูกาลที่สองของ มูรินโญ่ กับทีม เขาเคยได้แจ้งความปรารถนาที่จะได้ตัว อีวาน เปริซิซ มาอุดเกมริมเส้นที่ขาดของทีม แต่สุดท้ายทีมก็ไม่สามารถคว้าตัวมาได้ เพราะโดนอินเตอร์ มิลาน โก่งค่าตัวสุด ๆ นี่ยังไม่รวมปัญหาการเลือกผู้อำนวยการฟุตบอล ที่เขากับบอร์ดก็มีความเห็นไม่ตรงกันอีก

แต่ในตลาดซื้อขายรอบถัดหน้าในปี 2019 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการทุ่มซื้อตัว แฮร์รี แม็คไกวร์ มาจากเลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยมูลค่าสถิติโลกกว่า 80 ล้านปอนด์ ซึ่งปราการหลังตัวกลางทีมชาติอังกฤษก็อุดช่องโหว่ของทีมได้เป็นอย่างดี ซึ่งมูรินโญ่ก็ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แบบแสบ ๆ ว่า “ผมไม่ได้ง่าวนะตอนที่จะขอซื้อกองหลังคนใหม่”

7. พิษจากแดงเดือด

สัญญาณเตือนสุดท้ายของมูรินโญ่เกิดขึ้นในเกมแดงเดือดกับลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2018-2019 หลังพาทีมพ่ายต่ออริตลอดกาล ชนิดสู้ไม่ได้ เห็นได้ชัดว่ามูรินโญ่ ไม่ได้ต้องการแค่ผลชนะ แต่เขาต้องการให้นักเตะเล่นได้ดีด้วย แต่ในความเป็นจริงทุกคนเล่นได้ห่วยมากภายใต้การคุมทีมของเขา สไตล์การเล่นของทีมก็แย่ นักเตะภายในทีมเหมือนถูกใส่กุญแจมือและถูกจำกัดการเล่น จนไม่มีความสุข

        ไม่มีท่าทีว่ามูรินโญ่อยากจะพัฒนานักเตะที่มีให้ดีขึ้น เขาแค่ต้องการจะเปลี่ยนนักเตะเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมันสร้างความผิดหวังในกับทีมมากเมื่อรู้ว่า นักเตะของลิเวอร์พูลทุกคนในวันนั้นถูกเซ็นสัญญาในช่วงที่มูรินโญ่คุมแมนฯ ยูไนเต็ดแล้ว

ภายหลังจากมูรินโญ่ ถูกปลดจากทีมปีศาจแดง เหล่าคนดังในวงการก็ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอดีตนักเตะอย่าง แกรี่ เนวิลล์ ที่ออกมาสวนกระแสว่าแม้มูรินโญ่จะทำผิดพลาด แต่บอร์ดบริหาร และตัวนักเตะก็มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้เช่นกัน

“นี่ไม่ใช่แค่การไล่มูรินโญ่ออกหรือการหาผู้จัดการทีมคนใหม่ แต่มันคือช่วงเวลาที่สโมสรจะต้องมองย้อนกลับมาดูว่าพวกเขาทำอะไรอยู่ สโมสรควรจะจัดวางโครงสร้างใหม่ในการคัดเลือกคนหรือตัดสินใจต่าง ๆ และต้องมั่นใจว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่ามูรินโญ่ไม่ใช่คนเดียวที่ต้องโดนตำหนิ นักเตะและบอร์ดบริหารก็ต้องโดนด้วย รวมถึงเหล่าโค้ชเช่นกัน”

แมน ฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสเลือกคนที่ใช่มาสามครั้งแล้ว นับตั้งแต่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือลง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาผิดพลาดในการเลือกคน แม้มูรินโญ่จะถูกปลดเพราะผลงานที่แย่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทีมต้องเปลี่ยนแปลงก็คือ การสังคายนาระบบทั้งหมดของสโมสรใหม่หมด

“มันเป็นเจ็ดปีของสโมสรที่มีการตัดสินใจแย่ ๆ ผมไม่รู้เลยว่าใครคือคนที่ตัดสินในเรื่องนี้ ผมไม่รู้ว่าใครคือคนที่คอยบอกมูรินโญ่ว่านักเตะคนไหนควรหรือไม่ควรเซ็นสัญญา ตอนนี้ผมไม่เห็นว่าสโมสรจะมีใครที่มีคุณสมบัติจะทำเรื่องพวกนี้ได้” เนวิลล์ ทิ้งท้าย

แน่นอนตอนนี้แฟนบอลแมน ฯ ยูไนเต็ด กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดิม หลังกุนซือคนปัจจุบันอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กำลังทำทีมถอยหลังสุด ๆ หลังพาทีมปีศาจแดงออกสตาร์ทย่ำแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี และมีข่าวว่ากำลังจะใกล้โดนปลดออกจากตำแหน่ง

มูรินโญ่ เคยออกมาพูดถึงทีมเก่าของตัวเองอีกว่า “ปัญหาที่แท้จริงยังคงอยู่” ซึ่งก็ดูเหมือนว่า โซลชาร์ กำลังจะกลายเป็นแพะรับบาปอีกหนึ่งตัวบนความล้มเหลวของแมน ฯ ยูไนเต็ด

 

ที่มา : https://www.bbc.com/sport/football/46606505

https://www.telegraph.co.uk/football/2018/12/18/jose-mourinho-inside-story-manchester-united-tenure-doomed-day/


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

ทอม เคอร์ริดจ์ เชฟมิชลินสตาร์คนใหม่ของแมนฯยูฯ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้เป็น รีสอร์ท แอนด์ สปา ของจริง

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน กุนซือศูนย์บาท เด็กช่างฝันจากฟาร์มโคนม ที่เนรมิตความสำเร็จจากการ “สร้างคน”

แพทริค แซง โค้ชของ เอเลียด คิปโชเก้ ชายผู้สอนว่าความสำเร็จนั้นมาจาก “ความเชื่อ”

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี เจ้าหงอกจอมทรนง

Green Bay Packers ครองแชมป์มากที่สุด ด้วยระบอบประชาธิปไตย

“โรดา มูลอดซี” เจ้าหญิงแห่งเวนด้า ผู้สละมงกุฎเพื่อค้าแข้งในลีกอาชีพ

เอกนิษฐ์ ปัญญา สตาร์ดวงใหม่ผู้แจ้งเกิดจากการปฏิวัติวงการฟุตบอลไทย

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ จากอดีตช่างประปาสู่การเป็นนักสู้เงินล้าน เจ้าของฉายา “หมาบ้าไอริช”