Post on 07/06/2019

คัลลี ฟอน ฟูลโตว์ เกษตรกรที่ตัดไม้เผาถ่านเพื่อช่วยโลก

FSC

ถ้ามีคนบอกว่าจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการตัดต้นไม้คงไม่มีใครเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังเอาไม้ที่ตัดนั้นมาเผาถ่านอีก ยิ่งไม่น่าใช่วิธีการรักษ์โลก แต่ผู้ชายที่ชื่อ คัลลี ฟอน ฟูลโตว์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้เป็นคนเผาถ่านก็มีส่วนช่วยโลกใบนี้ได้เช่นกัน

คัลลี ฟอน ฟูลโตว์ (Kallie von Flotow) เป็นเกษตรกรของกลุ่ม ฟรีดไฮม์ ทิมเบอร์ (Friedheim Timbers’ Forest Management Group) ในสาธารณรัฐนามิเบีย ประเทศในทวีปแอฟริกาตอนใต้ ที่พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้ง

ตระกูลของคัลลีเข้ามาในนามิเบียประมาณ ค.ศ. 1942 โดยพ่อของเขาเริ่มต้นจากการซื้อที่ดินรกร้างพื้นที่กว่า 5,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร เพื่อบุกเบิกทำการเกษตร ซึ่งได้ส่งให้เขารับช่วงต่อในปี 1969

ช่วงแรก ๆ คัลลียังคงใช้ที่ดินมรดกทำไร่ทำสวนเท่าที่ทำได้ ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาหันเหมาเป็นคนเผาถ่าน เกิดขึ้นประมาณปี 1989 จากปัญหาต้นอาเคเชียที่แพร่พันธุ์เป็นจำนวนมากในแปลงเกษตร เดิมต้นอาเคเชียเป็นพืชพื้นเมืองของออสเตรเลียที่มีคนนำมาปลูกในแอฟริกาใต้ช่วงปี 1858-1865 เพื่อปรับสภาพพื้นดินที่มีความแห้งแล้ง ต่อมาพืชชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีกับภูมิอากาศบริเวณนี้ ทำให้จากพืชฮีโร่ที่มาแก้ปัญหา เริ่มกลายมาเป็นตัวปัญหาเสียเอง โดยเฉพาะกับเกษตรกรที่ต้องไถพรวนเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกอย่างยากลำบาก

การโค่นต้นอาเคเชียซึ่งกำลังสร้างปัญหากับระบบนิเวศแล้วนำมาเผาถ่าน เลยเป็นทางออกที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ทั้งลดจำนวนต้นอาเคเชีย นำมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น ซึ่งเฉพาะกิจการเผาถ่านของคัลลีมีการจ้างงานมากกว่า 30 ตำแหน่ง โดยคนงานแต่ละคนมีครอบครัวอีกหลายชีวิตอาศัยพ่วงตามมาด้วย การตัดไม้เผาถ่านเลยช่วยทำให้กว่าร้อยชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในขณะที่เกษตรกรบางรายสนใจแค่การสร้างรายได้ ช่วยเรื่องปากท้องของคนเพียงอย่างเดียว โดยละเลยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตอื่นโดยรอบ แต่สำหรับคัลลีแล้ว ความสุขอย่างหนึ่งในการทำเกษตรของเขาคือการได้ดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพื่อให้พื้นดินของเขาให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ และยังคงมีความหลากหลายทางชีวภาพไว้อย่างเดิม เขาพยายามรักษาสมดุลนี้ด้วยการดำเนินกิจการเผาถ่านให้อยู่ในกรอบ FSC

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก FSC (Forest Stewardship Council) หรือ องค์การจัดการด้านป่าไม้ เป็นการรับรองว่ามาจากป่าไม้ทั้งป่าไม้ตามธรรมชาติและสวนป่าที่มีการปลูกต้นไม้ทดแทน ที่มีการบริหารจัดการอย่างมีความรับผิดชอบตามมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อความยั่งยืนของสังคม ชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยไม้ที่ผ่านการรับรองที่ทั้งเข้มงวดและมีความโปร่งใสนี้ จะสามารถระบุตรวจสอบแหล่งที่มาของไม้ได้ ปัจจุบันผู้ซื้อในหลายประเทศหันมาเลือกใช้ไม้ที่ผ่านการรับรองสีเขียวนี้แล้วเท่านั้น

มาตรฐานที่เข้มงวดของ FSC จำเป็นต้องเพิ่มขั้นตอนในการผลิตหลายข้อ ส่งผลถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นต้องมีวิธีการปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี โดยคัลลีต้องจัดการดูแลเรื่องอาหารการกินให้ทั้งคนงานและครอบครัวของพวกเขาอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้ท้องอิ่มและมีโภชนาการครบถ้วน เมื่อพวกเขาไม่หิวโหย ก็ช่วยไม่ให้ออกไปล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหารอีก ซึ่งนอกจากอาหารการกินที่คัลลีต้องเตรียมให้แล้ว เขายังมองไกลโดยจัดสรรที่ดินให้สำหรับแต่ละครอบครัวมีพื้นที่ปลูกผักสวนครัวกินเองได้อีกด้วย

แม้การปฏิบัติเพื่อให้ผ่านการรับรองนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คัลลีก็เชื่อว่ามันคุ้มค่าที่จะเริ่มลงมือเพื่อคืนอะไรให้กับโลกใบนี้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นทางที่เกษตรกรผู้ผลิต ไปจนถึงปลายทางที่ผู้บริโภค คนงาน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ กลายเป็นห่วงโซ่สีเขียวที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“โชคดีที่ภรรยาเห็นด้วยกับไอเดียของผม เราทั้งคู่รู้สึกว่าแนวคิดนี้จะช่วยเรื่องความยั่งยืนของทั้งผู้ผลิตอย่างเรา คนงาน ไปจนถึงผู้บริโภค”

นอกจากกิจการเผาถ่านของคัลลีแล้ว ยังมีเกษตรกรอีกเป็นจำนวนมากในประเทศนามิเบียที่ยึดอาชีพเผาถ่านขาย โดยประเทศนี้ส่งออกถ่านไม้มากที่สุดเป็นอันดับห้าของโลก มีการคาดการณ์ว่าในปี 2020 ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นถึง 200,000 ตัน ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดที่เลือกวิธีการผลิตถ่านที่ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมอย่างคัลลี ซึ่งหากทุกคนหันกลับมาใส่ใจแบบเขาก็จะมีส่วนอย่างมากในการช่วยโลกใบนี้

ในฐานะผู้บริโภคที่ปลายทาง เราจะสานต่อความห่วงใยรักษ์โลก ที่เริ่มต้นจากสองมือของ ‘คนเอาถ่าน’ อย่าง คัลลี ฟอน ฟูลโตว์ ได้ด้วยวิธีที่ง่ายกว่าคือ การเลือกใช้สินค้าที่วัตถุดิบจากไม้ที่ผ่านการรับรอง FSC ไม่ว่าจะเป็นถ่านหุงต้ม สมุดหนังสือ กล่องบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงกระดาษชำระ

“ก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป อยากลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อคืนกลับให้โลกใบนี้ คืนให้ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และผู้คนที่อยู่ร่วมกัน” นั่นคือเป้าหมายเล็ก ๆ แต่สร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนนี้

 

ภาพ : https://www.fsc.org

 

ที่มา 

https://marketingtoolkit.fsc.org
https://ncanamibia.com
https://ic.fsc.org
http://www.igniteonline.co.za
https://www.independent.co.uk
https://neweralive.na
https://gallery.mailchimp.com

 


The People

กองบรรณาธิการ

Related

อดัม จอห์นสัน นักฟุตบอลที่อาชีพพัง เพราะล่วงละเมิดทางเพศแฟนบอลหญิงอายุ 14

เจอร์รี มาร์สเดน: วันที่ไร้ต้นเสียง You’ll Never Walk Alone แต่เดอะค็อปจะไม่เดินเดียวดาย

“เป๊ป กวาร์ดิโอล่า” บอลบอยสู่ยอดกุนซือ “ขงเบ้ง” ฉบับ “ขบถ” การเมือง

“ที่หนึ่งไม่ไหว!” 19 ปีของ ลี ชอง เหว่ย นักแบดฯ กับมะเร็งที่พรากโอกาสพิชิตเหรียญทองโอลิมปิก

แพทริค แซง โค้ชของ เอเลียด คิปโชเก้ ชายผู้สอนว่าความสำเร็จนั้นมาจาก “ความเชื่อ”

“โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน: “เป๊ป กวาร์ดิโอล่า” คือ ไอดอล

คาสเตอร์ เซเมนยา แชมป์โลกวิ่ง 800 เมตรหญิง ที่ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ผู้หญิง 

สัมภาษณ์ แอมแปร์-ณัฐวดี อดีตเด็กเนิร์ด สู่จอมทัพดาวรุ่งว่าที่อนาคตทีม “ชบาแก้ว” กับชีวิตที่เรียนรู้จากฟุตบอล