24 มี.ค. 2568 | 16:00 น.
“เมื่อประมาณ 30-40 กว่าปีที่ผ่านมา เด็กๆในเผ่าของเราที่ต้องเข้าไปเรียนที่โรงเรียนในเมือง เมื่อต้องเรียน ม.ปลาย ถ้าจะพูดคุยกันภาษาแบบที่เราพูดกันในชุมชน ก็ต้องแอบคุยกันเองกับคนในเผ่าเท่านั้น ถ้าไปพูดกับคนอื่นก็จะโดนเพื่อนล้อเลียน นั่นเป็นเพราะชนเผ่าของเราอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย ที่ จ.ลพบุรี ซึ่งพูดภาษาไทย แต่ภาษาดั้งเดิมของเราคือ ภาษาลาว”
“ภาษาพูด ซึ่งเป็นภาษาลาวสำเนียงหลวงพระบาง ซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน กำลังจะสูญหายไปในอีกไม่นาน” เป็นความกังวลของคนในวัยประมาณ 50 ปีขึ้นไป ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่เรียกตัวเองว่า “ลาวหลวง” ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ 6 ตำบลของ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี คือ พุคา หนองเต่า หนองเมือง ไผ่ใหญ่ ดงพลับ และชอนม่วง
จากเรื่องราวในอดีต ซึ่งเด็กๆจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเชื้อสายลาวไม่สามารถใช้ภาษาถิ่นของตัวเองได้เมื่อต้องเข้าไปเรียนระดับชั้น ม.ปลาย ในเมืองที่คนส่วนใหญ่พูดภาษาไทย แต่ใน พ.ศ.2567 เด็กๆที่มีเชื้อสายชาติพันธุ์ลาวหลวงใน จ.ลพบุรี แทบจะไม่มีโอกาสได้พูดภาษาลาวด้วยซ้ำ
รัตนา พ่วงสาคร เกิดที่ ต.พุคา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ปัจจุบันมีอายุ 67 ปี (เกิดปี พ.ศ.2500) เธอเป็นหนึ่งในเด็ก “ชาติพันธุ์ลาวหลวง” ซึ่งเคยถูกล้อด้วยคำว่า “ลาว” จากการเข้าไปเรียนในเมืองเมื่อ 40 กว่าปีก่อน แต่ก็ยังเป็นรุ่นที่สามารถใช้ภาษาลาวได้อย่างคล่องแคล่วเพราะยังได้ใช้มาตั้งแต่เกิดจนโต แต่สิ่งที่ทำให้เธอกังวลในเวลานี้ ก็คือ เด็กๆทุกคนจะต้องเข้าไปเรียนในเมืองกันตั้งแต่ชั้น ป.1 ทำให้เด็กๆในชุมชน ไม่พูดภาษาลาวกันแล้ว
“ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของการกลัวโดนล้อว่าเป็นคนลาวเพราะไปพูดภาษาลาวอยู่ที่โรงเรียนอีกแล้ว แต่เด็กๆในชุมชนของเรา ไม่ได้พูดภาษาลาวตั้งแต่แรกต่างหาก”
“โรงเรียนประถมในระดับตำบลที่ใกล้ชุมชนถูกยุบไปหมดแล้วในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะมีเด็กเข้าเรียนน้อย ทั้งเป็นเพราะมีเด็กเกิดน้อยลง มีคนย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองใหญ่มากขึ้น มีการคมนาคมที่สะดวกสบายขึ้น ... ซึ่งเป็นผลพวงทำให้เด็กๆในชุมชนที่มีพื้นเพมาจากชาติพันธุ์ลาวแบบพวกเรา ก็เริ่มเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมด้วยการเข้าไปเรียนที่โรงเรียนในตัวจังหวัดลพบุรีเลย บางครอบครัวพ่อแม่ก็ย้ายตามไปด้วย ทำให้คนที่ใช้ภาษาลาวสำเนียงหลวงพระบางแบบดั้งเดิมในชุมชน เหลือแต่คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเท่านั้น”
การยุบโรงเรียนประถมขนาดเล็กในชุมชนเพราะโรงเรียนขาดทุนจนไม่สามารถบริหารงานต่อไปได้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการสืบทอดวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่ม ถูกสะท้อนให้เห็นภาพที่เด่นชัดผ่านความกังวลเรื่อง “ภาษาลาวที่หายไป” จากเรื่องเล่าของรัตนา
“ภาษาลาวที่ใช้กันกลุ่มชาติพันธุ์ลาวหลวงของเรา เป็นสำเนียง “หลวงพระบาง” ซึ่งจะมีความต่างจากที่ใช้กันในภาคอีสานของประเทศไทย ... ง่ายๆ คือ ถ้าไปคุยกับคนลาวที่เมืองหลวงพระบางก็จะเป็นภาษาเดียวกันเลย หรือถ้าเป็นพื้นที่ในประเทศไทยที่มีสำเนียงใกล้เคียงกับของเราก็คือที่ จ.เลย ... และด้วยความเป็นสำเนียงเฉพาะถิ่น เราก็มีความกังวลว่าจะสูญหายไป”
“สถานการณ์ในตอนนี้ คือ คนที่พูดภาษาลาวสำเนียงหลวงพระบางได้อย่างคล่องแคล่วและยังใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน คือ คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ถ้าเป็นรุ่นที่มีอายุ 40 กว่าปี ก็ยังมีที่ใช้อยู่บ้างประปราย ส่วนรุ่นที่อายุน้อยลงไปกว่านั้นไปจนถึงกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในวัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นกลุ่มที่ฟังภาษาถิ่นของตัวเองรู้เรื่อง พอพูดได้ แต่ลิ้นแข็งแล้ว เพราะสำเนียงแบบหลวงพระบางดั้งเดิมไม่ได้ติดมาด้วยเวลาพูด ส่วนเด็กๆรุ่นที่อายุน้อยลงไปกว่านั้น จะไม่ได้พูดเลย และฟังไม่ออกด้วย เพราะพ่อแม่ของเขาก็แทบไม่ได้พูดภาษาลาวกับลูกแล้ว”
หญิงวัย 67 ปี อธิบายให้เห็นถึงรูปแบบการใช้ภาษาถิ่นของชาติพันธุ์ลาวหลวงที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงอายุอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ต้องมาเร่งหาหนทางใหม่ๆเพื่อรักษา “ภาษาดั้งเดิม” ของคนในชุมชนเอาไว้ให้ได้
“เมื่อก่อนเราไปรวมตัวกันกับกลุ่มที่เรียกกันว่า ลาวแง้ว ... แต่ตอนนี้ เราอยากให้ทุกคนรู้จักเราในชื่อ ลาวหลวง”
การประกาศตัวเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์และสามารถค้นพบที่มาที่ชัดเจนขึ้นตั้งแต่บรรพบุรุษของตัวเองได้ เป็นแนวทางสำคัญที่รัตนา เชื่อว่า อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการต่อสู้เพื่อรักษาวิถี วัฒนธรรม และภาษาถิ่นดั้งเดิมเอาไว้ หลังจากที่เธอไปยืนยันในที่ประชุมเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรว่า ของให้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ว่า “ลาวหลวง”
หากไปสืบค้นข้อมูลที่เผยแพร่กันอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลส่วนใหญ่จะถือว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่อาศัยอยู่ที่ อ.บ้านหมี่ ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่ม “ลาวแง้ว” ซึ่งถูกระบุว่า เป็นกลุ่มชาวลาวจากทั้งเมืองหลวงพระบางและอีกกลุ่มที่มาจากพื้นที่ชนบทของนครหลวงเวียงจันทน์ที่ถูกกวาดต้อนหรืออพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ที่ราบลุ่มภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทยในปัจจุบันที่ จ.ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จากการทำสงครามกับอาณาจักรล้านช้าง 2 ช่วง คือ ในสมัยกรุงธนบุรี และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 3) หรือตรงกับสมัยเจ้าอนุวงศ์ของลาว
“เท่าที่สืบค้นได้ เรามาอยู่ที่บ้านหมี่ตั้งแต่รุ่นของ พ่อแม่ของปู่ยาของเราอีกที ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงในหลวงรัชกาลที่ 3 โดยเราเป็นกลุ่มที่ลงมาจากเมืองหลวงพระบาง เริ่มต้นมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณเขาวงพระจันทร์(ปัจจุบัน ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี) และมาอยู่ที่ อ.บ้านหมี่ ในเวลาต่อมา”
“แต่เดิมเราไม่แน่ใจว่าเรามาจากไหนกันแน่ แต่เราก็พยายามรวมกลุ่มของชาติพันธุ์ลาวที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคกลาง และเราก็เรียกรวมๆกันไปว่า ลาวแง้ว หรือบางทีก็เรียกทั้งชื่อ ลาวแง้วและลาวหลวง แต่ถ้าเราลองมาเทียบสำเนียงการพูดกันดู เช่น เราไปเทียบกับกลุ่มที่ จ.นครสวรรค์ ก็จะรู้ได้ทันทีว่ามีสำเนียงการพูดต่างกันมาก โดยสำเนียงของเราจะไปเหมือนกับทางพลวงพระบางเลย ซึ่งเราก็ยังเป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเหมือนเดิม แต่เพื่อจะอนุรักษ์ภาษาที่มีสำเนียงหลวงพระบางเอาไว้ ก็อาจจะต้องแยกแยะออกมาให้ชัดเจนเป็น ลาวหลวง” รัตนา อธิบายให้เห็นภาพว่า แม้จะเป็นชาติพันธุ์ลาวเหมือนกัน แต่เมื่อมีความต่างกันของที่มาซึ่งจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางในการรักษาอัตลักษณ์ของแต่ละชนเผ่าไว้ ก็ต้องแยกให้เห็นจุดเด่นของแต่ละชนเผ่า
“การแต่งงาน” เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ชาวชาติพันธุ์ลาวหลวงมีพิธีกรรมที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า มีไว้เพื่อสืบทอดเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ให้ยั่งยืนต่อไป โดยพิธีกรรมนี้ ผูกโยงไว้กับความเชื่อเรื่อง “ผี” ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
“ในสมัยก่อน คนในชนเผ่าเราส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าเราจะต้องแต่งงานกันเองภายในเผ่าเท่านั้น เพราะเรานับถือผีเหมือนกัน หรืออาจพูดได้ว่า นับถือผีตัวเดียวกันหรือบรรพบุรุษเดียวกันจึงจะไม่นำผีจากบรรพบุรุษอื่นเข้ามาอยู่ในเผ่า ซึ่งก็จะทำให้วิถีวัฒนธรรมต่างๆ สืบทอดกันต่อไปได้”
“แต่แน่นอนว่าในปัจจุบัน คนในชนเผ่าเราออกไปเรียนที่อื่น ไปทำงานต่างถิ่น ก็ไปมีคู่ครองเป็นคนต่างถิ่นต่างชาติพันธุ์มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมอยู่แล้ว แต่เราก็ยังพยายามรักษาวิถีดั้งเดิมไว้ โดยขอให้คนในเผ่าช่วยชักชวนคู่ครองมาเข้าทำพิธีที่เรียกว่า “เลี้ยงของรักษา” เพื่อบอกกล่าวต่อผีที่บรรพบุรุษของคนในเผ่านับถือว่าจะขอเข้ามาเป็นสมาชิกของชนเผ่าเรา” รัตนา อธิบายถึงความพยายามของชาวลาวหลวงที่จะดำรงรักษาชาติพันธุ์ของพวกเขาไว้
ในช่วงเดือนหก พิธีกรรมแรกที่จะทำก่อน คือ พิธีทำบุญกลางบ้าน ซึ่งในพื้นที่นี้จัดเป็นพิธีทางศาสนาพุทธ แต่จะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดในพื้นที่สาธารณะของชุมชนแทนการทำพิธีที่วัด ต่อจากนั้นจะมีพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า หรือผีบรรพบุรุษซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน เพื่อขอให้ป้องป้องคุ้มครองคนในชุมชน และพิธีที่สามซึ่งจะทำต่อกันไปเลย คือ พิธีเลี้ยงของรักษา ซึ่งนำคู่ครองจากต่างถิ่นมาบอกกล่าวเพื่อขอเข้าเป็นคนในชนเผ่าจะรวมอยู่ในพิธีนี้ด้วย
“พิธีเลี้ยงของรักษา จะไปจัดที่บ้านของผู้ที่สืบทอดตำแหน่งที่เราเรียกกันว่า “พระธรรม” ซึ่งเป็นเสมือน “ผี” ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่า และคนในเผ่าให้ความเคารพต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยคนในตระกูลดั้งเดิมที่มีบรรพบุรุษทำหน้าที่เป็นพระธรรม จะรับหน้าที่นี้สืบต่อกันมาทางสายเลือด ดังนั้นเมื่อมีคนในชนเผ่าไปแต่งงานกับคนต่างชาติพันธุ์ เราก็จะให้เขาพาตัวเขย หรือ สะใภ้ มาเข้าพิธีเลี้ยงของรักษาประจำปีเพื่อบอกกล่าวผ่านพระธรรมของคนชื่อนี้ นามสกุลนี้ ได้แต่งงานเข้ามาเป็นสมาชิกในชนเผ่าของเราแล้ว”
“พวกเราที่เป็นคนอายุ 50 กว่าปีขึ้นไป และผู้นำชุมชนใน ต.พุคา ก็พยายามที่จะจัดงานรวมกลุ่มของคนในชาติพันธุ์ลาวขึ้นมาตลอด เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น เพื่อรักษาวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต หรือแม้แต่ภาษา เอาไว้ให้ได้นานที่สุด รวมทั้งคนอายุ 67 ปี อย่างเรา ก็จะพยายามสื่อสารเพื่อรักษาสิ่งที่แสดงความเป็นตัวตนของเราออกไปให้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่เรากำลังกังวลกันมากว่าจะหายไปอย่างแน่นอนหลังจากหมดรุ่นของเรา” รัตนา กล่าวทิ้งท้าย
“ลาวหลวง” หรือ กลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่มาภาษาพูดเป็นสำเนียงหลวงพระบาง ถือเป็นชาติพันธุ์ลาวกลุ่มใหญ่ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย เพราะหากนับเฉพาะที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ก็เป็นกลุ่มที่อาศัยกันอยู่ถึง 6 ตำบล
แต่ในขณะที่ในภาคอีสาน กลุ่มคนที่มีชาติพันธุ์ลาวต่างสื่อสารด้วยวัฒนธรรมทางภาษาที่ใกล้เคียงกัน ต่างจาก “ลาวหลวง” ในพื้นที่ภาคกลางที่พวกเขาต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางชาติพันธุ์อื่นที่มีความแตกต่างในการใช้ภาษาอย่างสิ้นเชิง และเมื่อผนวกรวมกับรูปแบบการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป คนในท้องถิ่นต่างๆต้องอพยพเข้าไปเรียนและทำงานในเมืองมากขึ้น ...
“ภาษาลาวสำเนียงหลวงพระบาง” ของชนเผ่าลาวหลวง ยิ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ต้องหาแนวทางรักษาไว้ อย่างเร่งด่วน
เรื่อง: สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา