Post on 04/06/2021

The People Talk : สุนทรพจน์อำลาตำแหน่งครั้งสุดท้ายของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

*The People Talk รวมสุนทรพจน์เปลี่ยนโลก
**สุนทรพจน์ในพิธีกล่าวอำลาตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 10 มกราคม นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

“แปดปีในฐานะประธานาธิบดี ข้าพเจ้ายังคงเชื่อว่า
เราประชาชนสร้างรัฐที่สมบูรณ์แบบผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า ประชาธิปไตยได้”

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ บารัค โอบามา (Barack Obama) คว้าชัยชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 44 แห่งสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญ เขายังเป็นประธานาธิบดีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ด้วย

สหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่า เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดชาติหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีผลสำรวจออกมาว่า ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวในอเมริกาไม่ได้ลดน้อยลงมากเท่าไร แต่โอบามาก็ยังนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหลายประการ อาทิ การผลักดันกฏหมายควบคุมอาวุธปืน การออกกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อม เอาจริงเอาจังกับปัญหาวิกฤตภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศ การแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนนโยบายที่กลายเป็นภาพจำอย่าง ‘Obamacare’ ที่ครอบคลุมการประกันสุขภาพให้กับอเมริกันชนกว่า 20 ล้านคน

คะแนนความนิยมของโอบามาทำให้เขาได้รับความไว้วางใจ ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐถึง 2 สมัย กระทั่งถึงวันสุดท้ายของการทำหน้าที่ประธานาธิบดี โอบามาขึ้นกล่าวสุนทรพจน์อำลาตำแหน่งที่ศูนย์ประชุมแมคคอร์มิค เพลส (McCormick Place) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ โดยเขาให้เหตุผลว่า เลือกที่นี่เพราะชิคาโกเป็นจุดเริ่มต้นของเขา และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างมิเชลล์ โอบามา (Michelle Obama) แทนที่การกล่าวอำลาตำแหน่ง ณ ทำเนียบขาว

นี่คือ สุนทรพจน์สุดท้ายในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของบารัค โอบามา ความยาวกว่า 50 นาทีเต็ม โดบจะขอยกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการการเมืองและสังคมมาไว้ในนี้

 

สวัสดีชิคาโก ดีจริง ๆ ที่ได้กลับบ้าน ขอบคุณทุกคน ขอบคุณมาก ๆ ชาวอเมริกันทุกท่าน มิเชลล์และข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจอย่างยิ่งกับคำอวยพรที่พวกเราได้รับตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในคืนนี้ เป็นทีของข้าพเจ้าบ้างแล้วที่จะต้องกล่าวขอบคุณ ไม่ว่าพวกท่านจะเห็นด้วยหรือแทบจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ประชาชนชาวอเมริกัน ทั้งที่อยู่กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นและในโรงเรียน ที่ฟาร์มหรือในโรงงาน ที่ร้านอาหารและในค่ายทหารที่อยู่ห่างไกล บทสนทนาพวกนั้นต่างเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ายังคงซื่อสัตย์ ทำให้ข้าพเจ้ามีแรงบันดาลใจ และทำให้ข้าพเจ้าก้าวต่อไป และในทุกทุกวัน ข้าพเจ้าก็ได้เรียนรู้จากพวกท่าน ทุกท่านทำให้ข้าพเจ้าเป็นประธานาธิบดีที่ดีขึ้น และพวกท่านทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนที่ดีขึ้น

ข้าพเจ้ามาที่ชิคาโกครั้งแรกเมื่อครั้งอายุ 20 ปีต้น ๆ และข้าพเจ้ายังคงพยายามค้นหาตัวเองว่า ข้าพเจ้าเป็นใคร ยังคงค้นหาว่า ความหมายของชีวิตคืออะไร และมันก็คือย่านชุมชนที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ที่ที่ข้าพเจ้าเริ่มทำงานกับกลุ่มในโบสถ์ภายในร่มเงาของโรงเหล็กกล้าที่ปิดตัวไปแล้ว ที่ถนนสายนี้เอง ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบกับพลังแห่งศรัทธา และความทรนงในศักดิ์ศรีของคนทำงานที่กำลังเผชิญหน้าการต่อสู้และความสูญเสีย

นี่คือที่ ๆ สอนให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนธรรมดาอย่างเราเข้ามามีส่วนร่วมและทำอะไรร่วมกัน แล้วพวกเขาก็ร่วมกันออกมาเรียกร้องมัน

หลังจากเป็นประธานาธิบดีของพวกท่านมา 8 ปี ข้าพเจ้ายังคงเชื่อเช่นนั้น และไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว มันคือหัวใจสำคัญของแนวคิดอเมริกันชน นั่นคือการทดลองอันหาญกล้าของพวกเราในการปกครองตัวเอง เป็นความเชื่ออย่างแรงกล้าที่ว่าพวกเราทั้งหมดถูกสร้างมาให้เท่าเทียมกัน ได้รับมอบสิทธิที่มีมาตั้งแต่เกิดจากพระผู้สร้างของพวกเรา นั่นคือชีวิต เสรีภาพ และการตามหาความสุข ต้องขอยืนยันว่า แม้สิทธิเหล่านี้จะประจักษ์ชัดในตัวเองแต่มันไม่เคยเป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว อย่างไม่ต้องรอการรับรองตามกฎหมายของประเทศ พวกเรา เหล่าประชาชนทุกคนจึงสามารถร่วมมือกันสร้างรัฐที่สมบูรณ์แบบได้ยิ่งกว่านี้ ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่าประชาธิปไตย

ช่างเป็นความคิดที่สุดขั้วลึกซึ้งอะไรเช่นนี้ ของขวัญที่ผู้ก่อตั้งประเทศมอบให้พวกเราคือ เสรีภาพในการไล่ตามความฝันของปัจเจกบุคคลผ่านหยาดเหงื่อ ความเหนื่อยยาก และจินตนาการ แล้วมันก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่พวกเราจะต่อสู้พยายามไปด้วยกัน เพื่อทำให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน บรรลุผลดีต่อส่วนรวมได้ดียิ่งขึ้น

เป็นเวลา 240 ปีมาแล้ว ที่ประเทศชาติของพวกเรารวบรวมเป็นปึกแผ่น เป็นพลเมืองที่ส่งทอดต่อกันทั้งหน้าที่การงานและเป้าหมายในชีวิตของแต่ละรุ่น แต่ละยุคสมัย สิ่งนี้ทำให้เกิดความรักชาติที่จะเลือกการเป็นสาธารณรัฐแทนที่จะกลายเป็นผู้นิยมในระบอบเผด็จการ สิ่งนี้ทำให้เราปีนป่ายสู่ตะวันตก สิ่งนี้ทำให้ทาสกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสู่เส้นทางรถไฟสายอิสรภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้เหล่าผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากทั่วทุกสารทิศข้ามมหาสมุทรและรีโอแกรนด์ (แม่น้ำที่กั้นพรมแดนระหว่างรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก) สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้ผู้หญิงเรียกร้องที่จะมีสิทธิเลือกตั้ง ผลักดันให้แรงงานจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา ทำให้พวกทหารจีไอสละชีพในสมรภูมิโอมาฮาและอิโวจิมา ในอิรักและอัฟกานิสถาน และมันคือเหตุผลที่ทำไมชายและหญิงจากเซลมาถึงสโตนวอลล์พร้อมที่จะเสียสละตัวเองเช่นกัน

นี่คือ ความหมายที่เราสื่อถึงเมื่อเราพูดว่า อเมริกามีความยอดเยี่ยม ไม่ใช่เพราะว่าประเทศพวกเราไร้ที่ติมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เป็นเพราะพวกเราต่างแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง และทำให้ชีวิตดีขึ้น แน่นอนว่า ความก้าวหน้าของพวกเราก็ไม่ได้ราบรื่น การทำงานของประชาธิปไตยเป็นเรื่องยากมาโดยตลอด มีเรื่องที่ต้องถกเถียงกันมาโดยตลอด บางครั้งก็ถึงขั้นเลือดตกยางออก ทุก ๆ 2 ก้าวที่เราก้าวไปข้างหน้าบางครั้งพวกเรารู้สึกเหมือนถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวด้วย แต่ฝีพายของเรือที่ชื่อว่า อเมริกา ก็ยังคงได้รับการนิยามว่า เป็นการเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่ดี เป็นการขยายความเชื่อมั่น หลักการในการก่อตั้งประเทศของพวกเราอยู่เสมอ ในการที่จะโอบรับคนทุกคนไม่เพียงแค่บางคนเท่านั้น

ข้าพเจ้าเคยบอกท่านเมื่อ 8 ปีก่อนว่า อเมริกาจะกลับสู่สภาวะเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ เราจะปลุกอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กลับมาอีกครั้ง และทำให้เกิดการสร้างงานที่ทอดยาวและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเรา ถ้าหากข้าพเจ้าเคยบอกกับพวกท่านว่า เราจะเปิดประวัติศาสตร์บทใหม่กับประชาชนชาวคิวบา ปิดโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยไม่ต้องลั่นไกแม้แต่นัดเดียว กำจัดผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 ถ้าหากข้าพเจ้าเคยบอกพวกท่านว่า เราจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันเรื่องการแต่งงานและทำให้เกิดสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการสุขภาพแก่เพื่อนร่วมชาติอีก 20 ล้านคนของพวกเรา ถ้าหากข้าพเจ้าเคยบอกพวกท่านอย่างนี้ พวกท่านอาจจะบอกว่า เราตั้งเป้าหมายกันสูงไปสักหน่อย แต่ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเราทำได้สำเร็จ นี่คือ สิ่งที่พวกท่านทำสำเร็จ

พวกท่านคือความเปลี่ยนแปลง พวกท่านตอบรับความหวังของประชาชน และเป็นเพราะพวกท่าน อเมริกาจึงดีขึ้นจากมาตรวัดแทบทุกชนิด เป็นที่ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจากจุดที่พวกเราเริ่มต้นกันมา

พวกเรามีสิ่งที่พวกเราจำเป็นต้องมี พวกเรามีทุกสิ่งที่ควรจะมีสำหรับเผชิญกับความท้าทายเหล่านั้น ท้ายที่สุด พวกเราก็ยังคงเป็นชาติที่มั่งคั่งที่สุด มีอำนาจที่สุด และน่าเคารพนับถือที่สุดในโลก คนหนุ่มสาวของพวกเรา พลังขับเคลื่อนของพวกเรา ความหลากหลายและเปิดกว้างของพวกเรา ความสามารถในการกล้าเสี่ยงและคิดค้นสิ่งใหม่อย่างไม่มีขอบเขตของพวกเราหมายความว่า อนาคตควรเป็นของพวกเรา แต่ศักยภาพเหล่านี้จะเป็นที่ตระหนักได้ก็ต่อเมื่อประชาธิปไตยของพวกเราทำงานเท่านั้น ถ้าเพียงแค่การเมืองของพวกเราจะสะท้อนความดีงามของประชาชน ถ้าเพียงแค่พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะอิงอยู่กับพรรคการเมืองใดหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดก็ตาม ช่วยกันฟื้นฟูความรู้สึกร่วมของผู้คนในจุดประสงค์เดียวกันนี้ นั่นคือสิ่งที่พวกเรากำลังต้องการอย่างมากในตอนนี้

นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการเน้นย้ำในคืนนี้ สภาพประชาธิปไตยของพวกเรา ต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยไม่ได้จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเหมือนกันทั้งหมด ผู้ก่อตั้งประเทศของพวกเราก็โต้แย้ง พวกเขาต่อสู้ห้ำหั่นกัน จนกระทั่งพวกเขาประนีประนอมกันได้ พวกเขาคาดหวังว่า พวกเราจะทำเหมือนกัน แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าประชาธิปไตยก็ต้องการความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในระดับพื้นฐาน – แนวคิดที่ว่าไม่ว่าภายนอกพวกเราจะแตกต่างกันเพียงใด พวกเราทั้งหมดทุกคน ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำลง เราต้องเกาะเกี่ยวเป็นหนึ่งเดียว

มีหลายช่วงเวลาตลอดประวัติศาสตร์ ที่เป็นอันตรายต่อความเป็นปึกแผ่นของพวกเราอยู่เหมือนกัน และในช่วงต้นศตวรรษนี้ก็เป็นหนึ่งในช่วงเวลานั้น โลกที่หดแคบลง ความไม่เท่าเทียมกันที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และปีศาจของการก่อการร้าย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทดสอบความปลอดภัยและความรุ่งเรืองของพวกเราเท่านั้น แต่ยังทดสอบประชาธิปไตยของพวกเราด้วย และวิธีการที่เราเผชิญกับปัญหาเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการให้การศึกษาแก่ลูกหลานของพวกเรา สร้างงาน ปกป้องบ้านเกิดของพวกเรา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันจะเป็นการกำหนดอนาคตของพวกเรา

เริ่มต้นด้วยว่า ประชาธิปไตยของพวกเราจะไม่มีความหมาย ใช้การไม่ได้เลย หากปราศจากแนวคิดที่ว่า ทุกคนมีโอกาสทางเศรษฐกิจ และข่าวดีคือปัจจุบันเศรษฐกิจกำลังเติบโตขึ้น ค่าแรง รายได้ ราคาที่อยู่อาศัย และเงินบัญชีเกษียณอายุกำลังเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ความยากจนกำลังลดลงอีกครั้ง คนรวยจ่ายภาษีอย่างเป็นธรรมมากขึ้นแม้ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในระดับทำลายสถิติอยู่ก็ตาม ระดับการว่างงานแทบจะต่ำสุดในรอบ 10 ปี ค่าใช้จ่ายแบบไม่เอาประกันภัยก็ไม่เคยต่ำเท่านี้มาก่อน อัตราราคาค่าบริการสาธารณสุขปรับตัวเพิ่มขึ้นช้าลงที่สุดในรอบ 50 ปี และข้าพเจ้าได้พูดไปแล้ว ข้าพเจ้าหมายความเช่นนั้นจริง ๆ ว่า ถ้าหากใครก็ตามที่แผนงานแล้วสาธิตให้เห็นว่า ดีขึ้นกว่าการพัฒนาระบบสาธารณสุขของพวกเรา และทำให้คนเข้าถึงได้มากที่สุดโดยมีค่าใช้จ่ายลดลง ข้าพเจ้าก็ออกตัวจะสนับสนุนผ่านสื่อ

เพราะนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมพวกเราถึงรับใช้ ไม่ใช่เพื่อทำให้ได้คะแนนหรือเอาหน้า แต่เพื่อให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น

แต่สำหรับความก้าวหน้าทั้งหมดที่พวกเราทำมา พวกเรารู้ว่ามันยังไม่พอ เศรษฐกิจของพวกเราไม่ได้เติบโตได้ดีพอหรือเร็วพอเมื่อมีแค่ไม่กี่คนที่มั่งคั่ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตขึ้น และต่อบันไดที่ชนชั้นล่างจะใช้ปีนขึ้นไปสู่ชนชั้นกลาง นั่นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันทางเศรษฐกิจ แต่ความไม่เท่าเทียมกันอย่างสิ้นเชิงกำลังกัดกร่อนอุดมคติประชาธิปไตยของเรา ในขณะที่ชนชั้นนำร้อยละ 1 รวบรวมความมั่งคั่งและรายได้ได้มากขึ้น แต่ก็มีครอบครัวจำนวนมากทั้งในเมืองและในชนบทยังคงถูกทอดทิ้ง คนงานโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกปลดออก พนักงานเสิร์ฟหรือคนทำงานสาธารณสุขที่ต่อสู้ดิ้นรนเพียงเพื่อจะจ่ายค่าครองชีพได้ พวกเขารู้สึกว่า เกมนี้มันถูกกำหนดให้กีดกันพวกเขาออกไปแต่แรกอยู่แล้ว รัฐบาลของพวกเขาเพียงแค่รับใช้ผลประโยชน์จากคนที่มีอำนาจ สิ่งนี้เป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้เกิดการมองโลกในแง่ร้ายอย่างหยามเหยียดและการแบ่งขั้วทางการเมืองของพวกเรา

แต่ก็ไม่มีวิธีการสำเร็จรูปที่ดูจะเป็นปัญหาในระยะยาวนี้ ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่า การค้าของเราต้องเป็นธรรมด้วยไม่ใช่แต่เพียงเสรีเท่านั้น แต่คลื่นลูกต่อไปของการย้ายฐานทางเศรษฐกิจจะไม่ได้มาจากต่างชาติ แต่จะมาจากการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งที่ทำให้เกิดการผลิตสินค้า ทำให้งานของชนชั้นกลางดูล้าสมัยและหายไป

ดังนั้น พวกเราต้องสร้างข้อตกลงทางสังคมแบบใหม่ ที่จะการันตีได้ว่า เด็ก ๆ ทั้งหมดของพวกเราจะได้รับการศึกษาอย่างที่พวกเขาต้องการ เพื่อให้แรงงานมีพลังในการรวมตัวจัดตั้งสหภาพเพื่อค่าแรงที่ดีขึ้น เพื่อพัฒนาเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม เพื่อให้สะท้อนรับกับวิถีชีวิตที่เรามีอยู่ในตอนนี้ และทำการปฏิรูปกฎหมายภาษีมากขึ้น เพื่อให้บริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่นี้ไม่ละเลยต่อพันธะกรณีของพวกเขาต่อประเทศชาติที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จมากเท่าที่จะเป็นไปได้

พวกเราสามารถโต้แย้งกันได้ว่า พวกเราจะใช้วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงเป้าหมายนี้ได้อย่างไร แต่พวกเราก็ไม่ควรที่จะหยุดยั้งนิ่งนอนใจอยู่กับแค่ตัวเป้าหมายเองอย่างเดียว เพราะหากเราไม่สร้างโอกาสให้กับคนทุกคน ก็จะเกิดความบาดหมางและการแบ่งแยก ที่จะเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าของพวกเราซึ่งจะเป็นสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

มีภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของพวกเราเป็นอย่างที่สอง – สิ่งนี้อายุยืนยาวนานเท่ากับประเทศของเราเลย หลังจากการเลือกตั้งสมัยของผมผ่านมาแล้ว ก็เริ่มมีการพูดถึงอเมริกาหลังยุคแบ่งแยกเชื้อชาติสีผิว และวิสัยทัศน์นี้เองแม้ว่า จะมีเจตนาดีแต่ก็ไม่เคยเป็นความจริงเลย เชื้อชาติสีผิวยังคงเป็นแรงขับดันสำคัญที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกในสังคม ในตอนนี้ข้าพเจ้ามีอายุยาวนานพอที่จะรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติสีผิวเป็นไปได้ดีขึ้นมากกว่าเมื่อ 10 หรือ 20 หรือ 30 ปีที่แล้ว ไม่ว่าคนบางคนจะว่าอย่างไรก็ตาม พวกท่านจะเห็นได้ว่า มันไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขทางสถิติเท่านั้น ท่านยังพบเห็นมันในทัศนคติของคนหนุ่มสาวชาวอเมริกันในทุกประเด็นทางการเมือง

แต่พวกเราก็ยังไปไม่ถึงที่ ๆ เราควรจะไปให้ถึง และพวกเราทุกคนต่างก็มีงานให้ต้องทำมากกว่าเดิม ถ้าหากประเด็นทางเศรษฐกิจทั้งหมดถูกจับใส่กรอบคิดว่า เป็นเรื่องการต่อสู้ระหว่างชนชั้นกลางผิวขาวที่ทำงานหนักกับชนกลุ่มน้อยที่ไม่สมควรได้รับการยอมรับ ก็จะทำให้แรงงานทุกส่วนถูกทิ้งให้ต่อสู้เพื่อให้เลี้ยงชีพไปวัน ๆ ขณะที่คนมั่งคั่งหลบเข้าไปอยู่ในที่ซุกตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น ถ้าพวกเราไม่ต้องการลงทุนกับเด็กที่เป็นผู้อพยพเพียงเพราะว่า พวกเขาดูไม่เหมือนพวกเรา พวกเราก็จะลดทอนโอกาสของลูกหลานพวกเราเอง เพราะว่าเด็กผิวน้ำตาลเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนที่มีอยู่ในกลุ่มแรงงานอเมริกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วพวกเราก็แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจของพวกเราไม่จำเป็นต้องเป็นเกมที่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ เมื่อปีที่แล้ว ทุก ๆ เชื้อชาติ ทุกช่วงวัย ทั้งชายและหญิงต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น

ดังนั้น หากพวกเราจะเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันและมุ่งหน้าไปสู่อนาคต พวกเราควรจะยึดมั่นกฎหมายต่อต้านการเหมารวมกีดกัน ทั้งในการจ้างงาน ในด้านที่พักอาศัย ในด้านการศึกษา และในด้านระบบยุติธรรม นั่นคือสิ่งที่รัฐธรรมนูญของพวกเราและอุดมคติสูงสุดของพวกเราต้องการ

แต่แค่กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ หัวใจเราต้องเปลี่ยนด้วย มันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน ทัศนคติทางสังคมมักจะใช้เวลาหลายชั่วอายุคนในการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากประชาธิปไตยของพวกเราคือ การทำให้ประเทศชาติมีความหลากหลายมากขึ้น ดังนั้นแล้ว พวกเราทุกคนก็ควรพยายามทำตามคำแนะนำของตัวละครที่ยอดเยี่ยมในนิยายอเมริกันที่ชื่อ แอตติคัส ฟินช์ (Atticus Finch) ผู้กล่าวไว้ว่า “คุณจะไม่มีทางเข้าใจคน ๆ หนึ่งได้จริง ๆ จนกว่าคุณจะพิจารณาจากมุมมองของเขา …จนกว่าคุณจะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อหนังของเขาและเดินไปมาในนั้น”

สำหรับคนดำและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ แล้ว มันหมายถึงการผูกเอาการต่อสู้ที่แท้จริงของพวกเราไว้กับการท้าทายที่ผู้คนจำนวนมากในประเทศนี้ต้องเผชิญ ไม่เพียงแค่ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ คนจนในชนบท หรือคนข้ามเพศชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชนชั้นกลางคนผิวขาวที่เมื่อมองจากภายนอกแล้วเขาอาจดูเป็นคนที่ได้เปรียบ แต่ดันเห็นโลกแบบกลับหัวกลับหางจากการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี พวกเราควรต้องให้ความสนใจและรับฟัง

สำหรับคนขาวอเมริกันแล้ว หมายความว่า การยอมรับว่าผลของการใช้ทาสและกฎหมายจิม โครว์ (กฎหมายที่มีเนื้อหาแบ่งแยกคนผิวขาวและผิวดำ) ไม่ได้หายไปทันทีในช่วงทศวรรษ ‘60 นั่นคือช่วงเวลาที่ชนกลุ่มน้อยแสดงความไม่พอใจออกมา พวกเขาไม่ได้แค่ใช้วิถีการเหยียดเชื้อชาติย้อนกลับหรือการใช้ความถูกต้องทางการเมืองเท่านั้น แต่พวกเขายังทำการประท้วงอย่างสันติ พวกเขาไม่ได้ต้องการให้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างวิเศษ แต่ต้องการให้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมตามที่ผู้ก่อตั้งประเทศพวกเราได้ให้สัญญาไว้

สำหรับคนอเมริกันโดยกำเนิด มันหมายถึงการย้ำเตือนพวกเราเองว่า การเหมารวมเกี่ยวกับผู้อพยพยังคงมีการพูดกันอยู่ในทุกวันนี้แทบจะคำต่อคำ เกี่ยวกับชาวไอริช และอิตาเลียน และโปแลนด์ และใครก็ตามที่ถูกบอกว่า จะทำลายรากฐานตัวตนของอเมริกา แล้วก็ปรากฏว่า อเมริกาไม่ได้อ่อนแอลงจากการปรากฏตัวของผู้มาใหม่เหล่านี้เลย ผู้มาใหม่เหล่านี้โอบรับหลักบัญญัติของประเทศ และประเทศนี้ก็แข็งแกร่งขึ้น

ดังนั้น ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม พวกเราล้วนแต่ต้องพยายามให้มากขึ้นทั้งสิ้น พวกเราทุกคนต้องเริ่มจากหลักฐานที่ว่า เหล่าเพื่อนร่วมชาติของพวกเรารักประเทศนี้มากเท่ากับที่พวกเรารัก และพวกเขาก็ให้ความสำคัญกับการทำงานหนักรวมถึงครอบครัว มากเท่ากับที่พวกเราให้ความสำคัญด้วย ลูกหลานของพวกเขาต่างก็มีความสงสัยใคร่รู้และมีความหวัง รวมถึงมีคุณค่าที่จะได้รับความรักมากเท่ากับลูกหลานของพวกเราเอง

และนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะทำ สำหรับพวกเราจำนวนมากแล้วมันปลอดภัยกว่าถ้าจะหลบเข้าไปอยู่ในฟองสบู่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนของพวกเราเอง มหาวิทยาลัย หรือสถานที่ทางศาสนา หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าข่าวโซเชียลมีเดียของพวกเราเองที่ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่เหมือนกับเราและมีมุมมองทางการเมืองแบบเดียวกับเรา โดยที่ไม่เคยมีการท้าทายข้อสันนิษฐานของพวกเราเองเลย ความเสี่ยงจากการแบ่งแยกสมัครพรรคพวกอันเปลือยเปล่า และการแบ่งชนชั้นทางเศรษฐกิจและภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ การกระจัดกระจายของสื่อพวกเรากลายเป็นช่องต่าง ๆ สำหรับทุกรสนิยม ทั้งหมดนี้ที่ดูเป็นการจัดประเภทแบบสุด ๆ คล้ายว่า จะเป็นไปตามธรรมชาติหรือถึงขั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นก็ยิ่งทำให้พวกเราซุกตัวอยู่กับฟองสบู่ของพวกเราเอง จนกระทั่งพวกเราเริ่มเอาแต่รับข้อมูลที่เข้ากับความคิดเห็นของพวกเราแต่เพียงอย่างเดียวไม่ว่า มันจะจริงหรือเท็จก็ตาม แทนที่เราจะวางความคิดเห็นของตัวเองอยู่บนหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่

และแนวโน้มแบบนี้เองที่แสดงถึงภัยอย่างที่สามต่อประชาธิปไตยของพวกเรา แต่การเมืองคือการต่อสู้ทางความคิด นั่นคือสิ่งที่ประชาธิปไตยของพวกเราถูกออกแบบมาให้เป็น ในช่วงที่มีการถกเถียงอภิปรายกันอย่างเป็นประโยชน์นั้นพวกเราเน้นเรื่องความแตกต่างของเป้าหมายมาเป็นอันดับแรก และวิธีการต่างกันในการเข้าถึงเป้าหมาย แต่ถ้าไม่มีพื้นฐานข้อเท็จจริงร่วมกันบ้างเลย ไม่มีการยอมรับข้อมูลใหม่ และไม่มีการยอมรับว่า ฝ่ายตรงข้ามอาจจะพูดได้ตรงประเด็น เป็นวิทยาศาสตร์และมีเหตุผล ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ มันจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเราจะหาจุดร่วมและการประนีประนอมได้

แล้วนั่นคือ สิ่งที่ทำให้การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ราบรื่นใช่หรือไม่? เจ้าหน้าที่ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแสดงความไม่พอใจ อ้างเรื่องการขาดดุลงบประมาณในตอนที่พวกเราเสนอให้ลงงบประมาณไปกับเด็กก่อนวัยเรียนได้อย่างไร ทั้งที่ตอนที่พวกเราตัดลดภาษีองค์กรพวกเขาไม่โวยเรื่องนี้บ้าง พวกเราหาข้ออ้างการขาดจริยธรรมของพรรคการเมืองเราเองได้อย่างไร ทั้งที่เรากระโดดโผเข้าใส่พรรคอื่นด้วยเรื่องเดียวกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องการไม่ซื่อสัตย์ การเลือกปฏิบัติรับแค่ความจริงบางอย่าง มันกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง เพราะแม่ผมเคยบอกไว้ว่า ความจริงจะไล่ตามทันเราเสมอ

ดูอย่างเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เวลาเพียง 8 ปี พวกเราก็ลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างชาติได้ครึ่งหนึ่ง พวกเราเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้นเป็นสองเท่า พวกเราเป็นผู้นำโลกไปสู่ข้อตกลงที่สัญญาว่าจะช่วยกอบกู้โลก แต่ถ้าไม่มีปฏิบัติการที่ทะยานไปไกลกว่านี้ ลูกหลานของพวกเราก็จะไม่มีเวลามาถกเถียงกันเรื่องว่า โลกร้อนมีอยู่จริงหรือไม่อีกต่อไป พวกเขาจะวุ่นวายอยู่กับการจัดการผลกระทบที่ได้รับ จะมีภัยทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีการชะงักงันทางเศรษฐกิจมากขึ้น มีคลื่นผู้ลี้ภัยที่แสวงหาที่กำลังมองหาสถานที่ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

ในตอนนี้พวกเราทำได้และควรจะถกเถียงกันถึงแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การปฏิเสธปัญหาไปเลยนั้นไม่เพียงแค่เป็นการทรยศต่อคนรุ่นอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นการทรยศต่อจิตวิญญาณที่แท้จริงของประเทศนี้อีกด้วย นั่นคือ จิตวิญญาณที่แท้จริงอย่างการมีนวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาแบบเดียวกับที่นำทางให้ผู้ก่อตั้งประเทศของพวกเรา

จิตวิญญาณที่ถือกำเนิดมาจากยุคแสงสว่างทางปัญญา ที่ทำให้พวกเราเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จิตวิญญาณที่โบยบินจากคิตตี้ฮอว์ก ไปจนถึงแหลมคานาเวอรัล เป็นจิตวิญญาณที่รักษาโรคภัยและเอาคอมพิวเตอร์ใส่ในกระเป๋ากางเกงของทุกคน

มันคือ จิตวิญญาณพวกนี้เอง จิตวิญญาณแห่งความมั่นคงศรัทธาในเหตุผล ความเป็นเอกภาพ และการเน้นสิ่งที่ถูกต้องมาก่อนการใช้กำลัง นั่นคือ สิ่งที่ช่วยให้พวกเราสามารถต้านทานการล่อลวงจากลัทธิเผด็จการฟาสซิสม์และทรราชในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ได้ นั่นคือ สิ่งที่ทำให้พวกเราสร้างระเบียบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กับประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ ได้ ระเบียบที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจการทหารเพียงอย่างเดียวแต่ยังสร้างขึ้นมาจากหลักการหลายประการ อาทิ หลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน หลักเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพในการมีสื่อที่เป็นอิสระด้วย

ระเบียบเหล่านี้กำลังถูกท้าทาย เริ่มแรกจากกลุ่มหัวรุนแรงที่อ้างว่าเป็นตัวแทนจากศาสนาอิสลาม หลังจากนั้นเมื่อไม่นานมานี้ก็มาจากผู้มีอำนาจเผด็จการในต่างประเทศ ที่มองว่าตลาดการค้าเสรีและประชาธิปไตยแบบเปิดกว้างรวมถึงตัวภาคประชาสังคมเองเป็นภัยต่ออำนาจของพวกเขา ภัยต่อประชาธิปไตยจากพวกเขาเหล่านี้ส่งผลสะเทือนไปไกลยิ่งกว่าคาร์บอมบ์หรือจรวดมิสไซล์เสียอีก มันแสดงถึงความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นความกลัวต่อผู้คนที่มีรูปลักษณ์หรือสวดภาวนาแตกต่างกัน เป็นการดูหมิ่นหลักนิติธรรมที่ให้ผู้นำถูกตรวจสอบและรับผิดชอบ เป็นความไม่อดกลั้นต่อการถูกต่อต้านและอิสรภาพทางความคิด เป็นความเชื่อที่ว่า ดาบหรือปืนหรือระเบิดหรือเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อจะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายว่า อะไรถูกอะไรผิด

เพราะความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาของชายและหญิงในเครื่องแบบของพวกเรา เพราะเหล่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของพวกเรา และผู้บังคับกฎหมาย และเหล่านักการทูตของพวกเราที่สนับสนุนกองทัพของเรา – ทำให้ไม่มีองค์กรก่อการร้ายจากต่างชาติองค์กรใดที่วางแผนและปฏิบัติการโจมตีผืนแผ่นดินของพวกเราได้สำเร็จในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และแม้ว่าเหตุการณ์ในบอสตัน ออร์แลนโด ซานเบอร์นาร์ดิโน และฟอร์ตฮูดจะย้ำเตือนพวกเราว่า กระบวนการจะทำให้กลายเป็นพวกหัวรุนแรงนั้นเป็นอันตรายอย่างไร หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของพวกเรามีระมัดระวังและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม พวกเราสามารถกำจัดผู้ก่อการร้ายได้หลายหมื่นคนรวมถึงบิน ลาเดน ด้วย แนวร่วมระดับโลกกำลังนำปฏิบัติการต่อต้านผู้นำกลุ่มไอซิล (ISIL) ได้กำจัดผู้นำของพวกนั้นไปแล้ว และสามารถยึดพื้นที่ของพวกนั้นได้ราวครึ่งหนึ่ง ไอซิสจะถูกทำลาย และไม่มีใครที่จะมาคุกคาม อเมริกาจะปลอดภัย

และสำหรับเหล่าผู้ที่รับใช้และเคยรับใช้ การได้เป็นผู้บัญชาการทหารของพวกท่านถือเป็นเกียรติอันสูงสุดตลอดชีวิตของผม พวกเราต่างก็เป็นหนี้บุญคุณของพวกท่านอย่างลึกซึ้ง

แต่การปกป้องวิถีชีวิตของพวกเรานั่นไม่ใช่แค่งานของกองทัพเพียงอย่างเดียว ประชาธิปไตยยังสามารถพังทลายลงได้ถ้าหากเรายอมจำนนให้กับความกลัว ดังนั้น พวกเรา ในฐานะที่เป็นพลเมือง ควรต้องคอยเฝ้าระวังการรุกรานจากภายนอกเสมอ พวกเราควรต้องปกป้องคุณค่าที่ทำให้พวกเราเป็นเราซึ่งเป็นคุณค่าที่กำลังอ่อนแรงลง

และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ที่ทำไมตลอด 8 ปีที่ผ่านมาผมถึงทำงานต่อสู้กับการก่อการร้ายโดยยึดหลักการกฎหมายอย่างหนักแน่นขึ้น นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมพวกเราถึงหยุดการทารุณกรรม พยายามปิดคุกกวนตานาโม (Gitmo) ปฏิรูปกฎหมายของพวกเราที่ควบคุมการสอดแนมเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพพลเมือง นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมผมถึงต่อต้านการเหยียดชาวมุสลิมอเมริกันผู้ที่มีความรักชาติมากเท่าพวกเรา

มันคือเหตุผลว่า ทำไมพวกเราถึงไม่สามารถถอนตัวจากการต่อสู้ขนาดใหญ่ในระดับโลกได้ – เพื่อขยายประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าความพยายามของพวกเราจะไม่สมบูรณ์แบบเพียงใด ไม่ว่าการละเลยค่านิยมเหล่านี้จะทำให้เราได้เปรียบมากแค่ไหนก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือ ส่วนหนึ่งของการปกป้องอเมริกา สำหรับการต่อสู้กับลัทธิหัวรุนแรง ความไม่อดกลั้นต่อความต่าง การแบ่งแยกนิกายศาสนา และการคลั่งชาตินั้น เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับอำนาจนิยมและการรุกรานจากชาตินิยม ถ้าหากขอบเขตของเสรีภาพและการเคารพในหลักนิติธรรมลดลงทั่วโลก โอกาสที่จะเกิดสงครามภายในหรือระหว่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้น และเสรีภาพของพวกเราเองก็จะถูกคุกคามไปด้วย

ฉะนั้น ขอให้ระมัดระวังแต่อย่าหวาดวิตกไป กลุ่มไอซิสจะพยายามหาทางสังหารผู้บริสุทธิ์ แต่พวกเขาจะไม่สามารถโค่นล้มอเมริกาได้ เว้นแต่พวกเราทรยศต่อรัฐธรรมนูญและหลักการของพวกเราในการต่อสู้ คู่แข่งอย่างรัสเซียและจีนจะไม่อาจสู้กับอิทธิพลต่อทั่วโลกของพวกเราได้เลย เว้นแต่พวกเรายอมละจุดยืนที่พวกเรามีมาตลอด และเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแค่ประเทศใหญ่ ๆ ประเทศหนึ่งที่คอยแต่จะรังแกเพื่อนบ้านที่ตัวเล็กกว่า

นั่นนำมาสู่ประเด็นสุดท้ายของข้าพเจ้าคือ ประชาธิปไตยของพวกเราจะถูกคุกคามทุกครั้งที่พวกเราไม่ยอมแพ้และไม่เห็นความสำคัญ พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม ควรจะต้องเอาตัวเองเข้าไปทำภารกิจสร้างสถาบันประชาธิปไตยกันขึ้นมาอีกครั้ง เมื่ออเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการลงคะแนนเสียงน้อยที่สุดในหมู่ประเทศที่มีประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว พวกเราควรจะทำให้มันง่ายขึ้น ไม่ใช่ยากขึ้น ในการที่จะลงคะแนนเสียง เมื่อความไว้วางใจในสถาบันของพวกเราอยู่ในระดับที่ต่ำ พวกเราก็ควรจะลดอิทธิพลของเงินที่กัดกินต่อการเมืองของพวกเราลง และยืนหยัดในหลักการเรื่องความโปร่งใสและจริยธรรมในการให้บริการประชาชน เมื่อสภาคองเกรสไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ พวกเราควรจะนำพาภาคส่วนรัฐสภาเพื่อให้นักการเมืองตอบสนองต่อสามัญสำนึกและไม่สุดโต่งจนสุดลิ่มทิ่มประตูจนเกินไป

แต่ก็จงระลึกไว้สิ่งหนึ่งว่า ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยตัวมันเอง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของพวกเรา พวกเราทุกคนต้องยอมรับว่า ตัวเองมีความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง ไม่ว่าลูกตุ้มแห่งขั้วอำนาจจะแกว่งไกวไปทางใดก็ตาม

รัฐธรรมนูญของพวกเราเป็นของขวัญที่งดงาม แต่มันก็เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว มันไม่ได้มีพลังอยู่ในตัวเองแต่เป็นพวกเราประชาชนที่ให้พลังกับมัน พวกเราประชาชนให้ความหมายกับมัน ด้วยการมีส่วนร่วมของพวกเรา ด้วยทางเลือกที่พวกเราเลือก และด้วยพันธมิตรที่พวกเราร่วมมือกันสร้างขึ้น ไม่ว่าพวกเราจะลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อเสรีภาพของพวกเราหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าพวกเราจะเคารพและทำให้เกิดหลักนิติธรรมหรือไม่ก็ตาม นั่นขึ้นอยู่กับพวกเรา อเมริกาไม่ใช่สิ่งที่เปราะบาง แต่สิ่งที่เราได้รับจากการเดินทางไปสู่อิสรภาพอันยาวนานนั้นไม่มีอะไรรับประกันได้

ในสุนทรพจน์อำลาตำแหน่งของจอร์จ วอชิงตัน ได้เขียนไว้ว่า การปกครองตนเองเป็นรากฐานความเข้มแข็งของความปลอดภัย ความรุ่งเรือง และเสรีภาพของพวกเรา แต่ในนั้นก็ยังระบุว่า “จากประเด็นทางสังคมที่ต่างกันจะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก…จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อความจริงในจิตใจของท่านอ่อนแอลง” และพวกเราควรจะรักษาความจริงนี้ไว้ด้วย “ความวิตกกังวลอิจฉาริษยา” อย่างการที่พวกเราควรปฏิเสธ “ทุก ๆ การริเริ่มพยายามทำให้ภาคส่วนใด ๆ ของประเทศพวกเราแปลกแยกจากส่วนอื่น ๆ หรือทำให้สายใยอันศักดิ์สิทธิในสังคมอ่อนแรงลง” นั่นคือสิ่งที่ทำให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียว

อเมริกา พวกเราทำให้สายใยในสังคมที่ว่าอ่อนแรงลง พวกเราเปิดทางให้การถกเถียงทางการเมืองของพวกเรากลายเป็นสิ่งที่กัดกร่อนอย่างมาก จนกระทั่งทำให้คนที่มีลักษณะที่ดีถึงขั้นไม่ยอมเข้าร่วมกับการบริการสาธารณะ มันหยาบกร้านไปด้วยความโกรธแค้นที่ชาวอเมริกันมองคนที่พวกเราไม่เห็นด้วยไม่ใช่เพียงแค่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิดเท่านั้น แต่ยังมองว่าชั่วช้าด้วย พวกเราทำให้สายใยเหล่านั้นอ่อนแอลงเมื่อพวกเรานิยามพวกเรากันเองแค่บางกลุ่มว่า มีความเป็นอเมริกันมากกว่าคนอื่น เมื่อพวกเราตีค่าไปแล้วว่า ระบบทั้งระบบมันเสื่อมทรามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อพวกเราเอาแต่โทษทุกอย่างกับผู้นำที่เลือกตั้งเข้ามาโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบบทบาทของพวกเราเองในการที่เลือกคนพวกนี้เข้ามาเลย

สิ่งนี้ตกอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเราทั้งหมด ในการที่เราจะเป็นผู้รับภารกิจปกป้องประชาธิปไตยของพวกเราเองทั้งที่มีความกังวลและริษยา ในการที่จะโอบรับหน้าที่อันน่ายินดีในการพัฒนาประเทศที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราต่อไปเรื่อย ๆ เพราะว่าไม่ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของพวกเราจะแตกต่างกันอย่างไร ในความเป็นจริงแล้ว พวกเราทุกคนล้วนมีตำแหน่งอันน่าภาคภูมิใจเหมือนกัน เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในประชาธิปไตยของพวกเรา นั่นคือ พลเมือง

ดังนั้น พวกท่านเห็นแล้วว่า ประชาธิปไตยของพวกเราต้องการอะไร ประชาธิปไตยต้องการพวกท่าน ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะตอนที่ผลประโยชน์ของตัวเองตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น แต่เป็นตลอดชั่วชีวิตของพวกท่าน ถ้าหากท่านเหนื่อยล้ากับการโต้เถียงกับคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ต ลองพูดกับคนแปลกหน้าเหล่านั้นในโลกความจริงดูสิ ถ้าอะไรบางอย่างต้องการได้รับการแก้ไข ก็ถึงเวลาผูกเชือกรองเท้าท่านแล้วก็จัดตั้งขบวนกันสักหน่อย ถ้าหากพวกท่านผิดหวังกับเจ้าหน้าที่เลือกตั้งเข้ามา หยิบกระดานจดออกมา ออกไปล่ารายชื่อ แล้วก็ไปยื่นที่สำนักงานด้วยตนเอง แสดงตัวออกมา จดจ่อ แล้วก็อยู่กับประเด็นนั้น

บางครั้งท่านอาจจะชนะ บางครั้งท่านอาจจะสูญเสีย การคาดการณ์ไปก่อนล่วงหน้าถึงความดีงามในตัวคนอื่นเป็นเรื่องเสี่ยง และบางครั้งกระบวนการก็จะทำให้ผิดหวัง แต่สำหรับคนที่โชคดีพอก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้และได้มองมันใกล้ ๆ ขอให้ข้าพเจ้าได้บอกพวกท่านสักหน่อยว่า มันสามารถสร้างพลังและแรงบันดาลใจได้ และหลายครั้งที่ศรัทธาในอเมริกาและในชาวอเมริกันของพวกท่านจะได้รับการยืนยัน ข้าพเจ้าแน่ใจว่า ข้าพเจ้าได้รับมัน

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มองเห็นใบหน้าที่มีความหวังของบัณฑิตจบใหม่และเจ้าหน้าที่ทหารรุ่นใหม่ที่สุดของพวกเรา ข้าพเจ้าได้ร่วมโศกเศร้าไปกับครอบครัวผู้เจ็บปวดที่ยังคงค้นหาคำตอบ ได้พบเห็นความงดงามในโบสถ์ชาร์ลส์ตัน ข้าพเจ้าได้เห็นนักวิทยาศาสตร์ของพวกเราช่วยเหลือคนเป็นอัมพาตกลับมามีประสาทสัมผัสการแตะต้องได้ ข้าพเจ้าได้เห็นนักรบที่บาดเจ็บเจียนตาย ที่ดูแล้วคงสิ้นหวังจะถูกปล่อยให้ตายไปได้กลับมาเดินได้อีกครั้ง ข้าพเจ้าได้เห็นแพทย์ของพวกเราและอาสาสมัครช่วยกันสร้างอาคารหลังแผ่นดินไหวและหยุดยั้งโรคระบาด ข้าพเจ้าได้เห็นเด็กที่เยาว์วัยที่สุดย้ำเตือนพวกเราผ่านการกระทำของพวกเขาและผ่านความเอื้อเฟื้อของพวกเขา ในการทำหน้าที่ดูแลผู้ลี้ภัยหรือทำงานเพื่อสันติภาพ และทั้งหมดทั้งมวลคือการดูแลกันและกัน

ดังนั้นแล้ว ศรัทธาที่ข้าพเจ้าวางเอาไว้เพื่อหลายปีที่แล้วไม่ได้อยู่ไกลจากที่นี่เลย ด้วยพลังของคนธรรมดาชาวอเมริกันที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ศรัทธานั้นให้อะไรบางอย่างแก่ข้าพเจ้าในแบบที่ไม่สามารถจินตนาการออกได้ แล้วข้าพเจ้าก็หวังว่า ศรัทธานั้นจะให้อะไรแก่พวกท่านเช่นกัน บางคนในที่นี้ คืนนี้ หรือดูอยู่ที่บ้าน ท่านอยู่กับพวกเราในปี 2004, 2008, 2012 บางครั้ง ท่านอาจจะไม่เชื่อเลยด้วยซ้ำว่า ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ขอให้ข้าพเจ้าได้บอกกับทุกท่าน ไม่ใช่ท่านคนเดียวหรอกที่รู้สึกเช่นนี้

เพื่อนชาวอเมริกันทุกท่าน เป็นเกียรติในชีวิตที่ได้รับใช้พวกท่าน ข้าพเจ้าจะไม่หยุดยั้งแค่นี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะยังอยู่กับพวกท่านในฐานะพลเมืองตลอดวันและเวลาที่เหลืออยู่ แต่สำหรับตอนนี้ ไม่ว่าท่านจะยังอยู่ในวัยเยาว์ หรือเยาว์วัยด้วยหัวใจของพวกท่านเอง ข้าพเจ้ามีคำขอสุดท้ายในฐานะประธานาธิบดีของท่าน – สิ่งเดียวกับที่ข้าพเจ้าเคยขอไว้เมื่อครั้งที่พวกท่านให้โอกาสกับข้าพเจ้าเมื่อ 8 ปีก่อน

ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านมีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มาจากความสามารถของข้าพเจ้า แต่เป็นเพราะพวกท่านเอง

ข้าพเจ้าขอให้ท่านยึดมั่นในศรัทธาที่เคยเขียนไว้ในธรรมนูญของประเทศ บทบัญญัติที่เพรียกหาโดยทาสและผู้เลิกทาส จิตวิญญาณของผู้อพยพและชาวบ้าน และผู้เรียกร้องความยุติธรรม หลักการที่ยืนยันอีกครั้งโดยผู้ที่ปักธงจากสนามรบต่างประเทศ จนถึงพื้นผิวของดวงจันทร์ หลักการที่เป็นแกนกลางของอเมริกันชนทุกคนที่ยังเขียนไว้ไม่เสร็จสมบูรณ์

ใช่ เราทำได้
ใช่ เราได้มันแล้ว
ใช่ เราทำได้

ขอขอบคุณทุกท่าน ขอพระเจ้าอวยพร และขอให้พระเจ้าอวยพรสหรัฐต่อไป

 

เรียบเรียงโดย: พิราภรณ์ วิทูรัตน์


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

The People talk: เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม สุนทรพจน์เพื่อเด็ก จากเด็กสาวผู้กล้า มาลาลา ยูซาฟไซ

บิลล์ เกตส์: สุนทรพจน์วันรับปริญญาที่ดีที่สุดของศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดที่เรียนไม่จบ

The People Talk: สุนทรพจน์ปลุกใจไม่ให้ยอมแพ้จาก ฮาร์วีย์ มิลค์ ตำนาน LGBTQ คนแรกที่ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ

The People Talk: “Nobody ever has to say ‘Me too’ again” สุนทรพจน์เรียกร้องสิทธิสตรีสุดกินใจของ โอปราห์ วินฟรีย์

The People Talk: ‘อุดมการณ์ที่พร้อมแลกด้วยชีวิต’ สุนทรพจน์ของเนลสัน แมนเดลา นักสู้ผู้เรียกร้องความเท่าเทียม

The People Talk: ‘Unity’ สุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยโจ ไบเดน

The People talk: สุนทรพจน์ที่ดีที่สุดของสตีฟ จ็อบส์

The People Talk : สุนทรพจน์เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ของอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนี