Post on 21/11/2019

วิลล์ สมิธ จากเจ้าชายสายแรปสู่ซูเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้า

ช่วงปี 1996-2008 หากจะหานักแสดงคนไหนที่มีผลงานฮิตติดต่อกันมากกว่า วิลล์ สมิธ (Will Smith) คงไม่มีอีกแล้ว เพราะในช่วงดังกล่าว เขาคนเดียวเล่นหนังทำเงินถล่มทลายทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Independence Day (1996), Men in Black (1997), Enemy of the State (1999) ไล่ไปจนถึง Bad Boyz II (2003), I, Robot (2004), The Pursuit of Happyness (2006), I am Legend (2007), Hancock (2008) เป็นต้น

แต่เมื่อผ่านช่วงนั้นไปแล้ว กราฟความสำเร็จของ สมิธ ก็ค่อย ๆ ตกลง หนังที่เขาเคยเล่นอาจไม่ได้ทำเงินมากเท่าก่อน แม้ปี 2019 หนังเรื่อง Aladdin (2019) เวอร์ชันคนแสดงที่เขารับบทเป็นยักษ์จินนี่จะกวาดรายได้ทั่วโลกในระดับ 1,050 ล้านดอลลาร์ แต่หนังอีกเรื่องอย่าง Gemini Man (2019) ผลงานการกำกับของ อัง ลี (Ang Lee) กลับเจ๊งสนั่น แม้ว่าหนังจะพยายามชูจุดขายว่าใช้เทคโนโลยีการถ่ายทำและการฉายที่ล้ำสุดอย่าง High Frame Rate หรือใช้เฟรมเรตของภาพสูงถึง 120 เฟรมเรตต่อ 1 วินาที ช่วยให้ภาพมีความไหลลื่น และดูนวลตา เพิ่มรายละเอียดของภาพให้คมชัดกว่าเดิมหลายเท่า แต่กลับดึงคนได้ไม่มากอย่างที่คิด

ถึงจุดขายอย่าง HFR อาจไม่ปัง แต่เทคนิคสุดล้ำของ Gemini Man ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อหนังใช้เทคนิคพิเศษสร้าง วิลล์ สมิธ คนที่ 2 ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เพื่อให้เขามาต่อกรกับ วิลล์ สมิธ ด้วยกันเอง คนดูจะได้เห็นใบหน้าสดใสแทบจะไร้ริ้วรอยของ สมิธ วัยหนุ่มปะทะวัยผู้ใหญ่กร้านโลก ซึ่งให้ผลลัพธ์บนจอที่น่าทึ่งแทบหาข้อติไม่ได้ การดูใบหน้าเยาว์วัยของ สมิธ ยังชวนให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตสมัยที่เขายังหนุ่มแน่น ปากกัดตีนถีบฝ่าฟันอุปสรรคนานา ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้าดังเช่นในทุกวันนี้

Gemini Man (2019)

 

ชื่อเต็มของเขาคือ วิลลาร์ด แครอลล์ สมิธ จูเนียร์ (Willard Carroll Smith Jr.) เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1968 เป็นชาวเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย เป็นลูกคนโตในบรรดา 4 คนของตระกูล คุณพ่อเป็นอดีตทหารอากาศกองทัพสหรัฐอเมริกาและมีคุณแม่เป็นครู แม้ว่าครอบครัวของเขาอาจจะไม่อบอุ่นมากนักเนื่องจากพ่อกับแม่มีปัญหาจนแยกกันอยู่ (แต่กว่าจะหย่าขาดจากกันต้องรอหลังจากนั้นอีกเป็นสิบปี) แต่ก็ถือว่ามีชีวิตวัยเด็กที่อบอุ่นกว่าครอบครัวคนผิวสีหลาย ๆ ตระกูล

วิลล์เป็นเด็กหัวดี ฉลาด และรอบรู้ ชอบวิชาคณิตศาสตร์ ความอัจฉริยะของเขาแสดงออกมาผ่านการแก้ลูกรูบิคได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ด้วยหัวระดับนี้ทำให้เขาได้รับทุนให้เรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT) มหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าซึ่งใครต่อใครใฝ่ฝันอยากศึกษาต่อ แต่เขาไม่สนใจเรื่องเรียนมากนักเมื่อเทียบกับความชอบในเสียงดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลงแรป ซึ่งเขาหมายมั่นปั้นมือมาตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีว่าอยากโด่งดังในสายทางนี้ เขาจึงบอกปัดทุนดังกล่าวแล้วมุ่งมั่นกับการเป็นแรปเปอร์เต็มตัว ถึงกระนั้นเขาก็สัญญากับพ่อว่า หากไม่ประสบความสำเร็จกับการเป็นแรปเปอร์ เขาจะกลับมามุ่งมั่นเอาดีกับการเรียนทันที

แต่ปรากฏว่าอาชีพแรปเปอร์ของสมิธประสบความสำเร็จ และไปได้ดีเร็วกว่าที่ใครคาดคิด เขาใช้ชื่อในวงการว่า เฟรชปรินซ์ (Fresh Prince) จับคู่กับเพื่อนสนิท เจฟฟรีย์ ทาวน์ส (Jeffrey Townes) หรือ ดีเจ แจซซี่ เจฟฟ์ (DJ Jazzy Jeff) กลายเป็นคู่หูแรปเปอร์ที่ทำเพลงโดนใจแฟน ๆ ทั่วอเมริกา ซิงเกิลแรกของพวกเขา Girls Ain’t Nothing but Trouble (1986) กลายเป็นเพลงฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วนอัลบั้มแรก Rock the House ที่วางจำหน่ายในปีเดียวกันก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

 

 

ไม่เพียงยอดขายดี แต่เพลงของพวกเขายังกวาดเสียงชื่นชมมหาศาล พวกเขาได้เข้าชิงและได้รางวัลแกรมมี่ สาขาแรปยอดเยี่ยม (Grammy Award for Best Rap Performance) ในปี 1989 จากเพลง Parents Just Don’t Understand ส่วนเพลง Summertime (1991) ยังไต่ขึ้นชาร์ต Billboard Hot 100 ได้สูงสุดถึงอันดับ 4 และคว้ารางวัลแกรมมี่สาขาเดิมมาครองได้เป็นตัวที่ 2 จากความสำเร็จที่ออกมาส่งให้ สมิธ a.k.a. เฟรชปรินซ์ กลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน สมิธก็ได้เรียนรู้สัจธรรมว่าความสำเร็จไม่จีรังยั่งยืน เมื่อมีเงินมากก็มีรายจ่ายมาก เขาซื้อแมนชันราคาแพง ซื้อของอย่างสุรุ่ยสุร่าย มีมิตรสหายหลายคนเข้าหาเขาเพราะเงินล้วน ๆ กระนั้นมันอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับการลืมจ่ายภาษีหลายล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เขาโดนสรรพากรตามเช็คบิลจนแทบหมดตัว คนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพื่อนหายหน้าไปหมด และถึงแม้เขาจะยังได้ทำงานเพลงอยู่ แต่ความสำเร็จก็ไม่อาจเทียบเท่าแต่ก่อนได้ “การมีชื่อเสียงและถังแตกพร้อมกัน คือส่วนประกอบที่โคตรจะเฮงซวยเลย”

ชีวิตไม่สิ้นต้องดิ้นกันไป ถึงจะเจอวิกฤตทางการเงินจนตุปัดตุเป๋ แต่ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ประตูบานสำคัญกลับเปิดออกและชุบชีวิตเขาขึ้นมาใหม่ ในงานปาร์ตี้แห่งหนึ่งเขาได้พบกับ ควินซีย์ โจนส์ (Quincy Jones) นักธุรกิจ โปรดิวเซอร์เพลงและนักทำหนัง/ซีรีส์ กำลังมองหาวัตถุดิบมาสร้างซีรีส์สักเรื่อง ทั้งคู่ถูกชะตากันดีจน วิลล์ สมิธ ตัดสินใจเซ็นสัญญารับบทนำในซีรีส์ซิทคอม The Fresh Prince of Bel-Air ออกอากาศทางช่อง NBC ระหว่างปี 1990-1996 

แม้ว่าในตอนที่เขาเซ็นสัญญา เขาจะไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดง และต้องหาเงินมาจ่ายภาษี โดยช่วงแรก ๆ เมื่อเขาได้เงินจากการเล่น The Fresh Prince of Bel-Air เขาต้องหักเงินก้อนใหญ่จากรายรับไปจ่ายสรรพากรจนแทบไม่เหลือใช้เอง แต่อย่างน้อยรายรับที่เหลืออยู่ก็ช่วยให้เขารอดพ้นจากความอด ๆ อยาก ๆ มาได้

The Fresh Prince of Bel-Air เล่าเรื่องราวของ วิลล์ (วิลล์ สมิธ รับบทเป็นตัวละครชื่อเดียวกัน ซึ่งไม่มากไม่น้อย เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างในซีรีส์สะท้อนถึงชีวิตของเขาจริง ๆ) วัยรุ่นผิวสีจากฟิลาเดลเฟียที่ดันไปมีเรื่องกับแก๊งเจ้าถิ่นโดยไม่ตั้งใจ เลยต้องย้ายหนีไปอยู่กับน้าที่แคลิฟอร์เนีย ที่นั่นทำให้เขาได้พบกับวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวฝั่งน้ามาใช้ชีวิตในวัฒนธรรมชนชั้นสูง ฟังเพลงแจ๊ส มีเงินทองร่ำรวย และแต่งกายดูดี ส่วนตัวเขามีฐานะยากจน ในหัวมีแต่วัฒนธรรมฮิปฮอปแหกขนบ 

ซีรีส์นำเสนอความตลกของการปะทะกันของชนชั้นได้อย่างน่าสนใจ และกลายเป็นผลงานฮิต สร้างฐานแฟนคลับมากพอตัว ถึงทุกวันนี้จะหยุดออกอากาศไปนานแล้ว แต่ก็ยังถูกนำมาพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ในฐานะผลงานคัลต์เรื่องสำคัญของวงการฮอลลีวูด

The Fresh Prince of Bel-Air

 

เนื่องจาก The Fresh Prince of Bel-Air เป็นผลงานการแสดงแรกของเขา ทำให้ สมิธ ตั้งใจกับมันมากเป็นพิเศษจนเกิดอาการเกร็งไม่น้อย และไม่ว่าจะแสดงยังไงก็รู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร “ผมนั่งจำบททั้งเรื่อง รวมถึงบทพูดของทุกคนเลยด้วย ถ้าคุณได้ดูช่วง 4-5 ตอนแรก จะเห็นเลยว่าผมขยับปากพูดในบทของคนอื่นด้วย แต่ผมเล่นแย่มากตอนนั้น ผมทนดูตัวเองแทบไม่ได้เลย” 

แต่ความพยายาม ความมุ่งมั่นก็ส่งผลให้ในเวลาต่อมา เขาสามารถเล่นซีรีส์เรื่องนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเป็นตัวของตัวเอง ด้าน เบนนี เมดินา (Benny Medina) เพื่อนร่วมจอของ สมิธ ในซีรีส์ยังกล่าวชมเขาไว้ด้วยถึงความสามารถที่หาใครเทียบได้ยาก “ผมคิดว่าวิลล์มีความสามารถที่น่าทึ่งและเป็นเอกลักษณ์ด้านการแสดง เมื่ออยู่บนจอแล้วเขามีเสน่ห์มาก”

แม้จะมีรากฐานมาจากการทำเพลงแรป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า The Fresh Prince of Bel-Air ต่างหากคือหมุดหมายสำคัญที่ทำให้อาชีพของ วิลล์ สมิธ มั่นคงจนถึงทุกวันนี้ แม้ปัจจุบันถึงจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากเท่าแต่ก่อน แต่เขาก็ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส เขาจะกลับไปทำเพลงแรป และพูดถึง The Fresh Prince of Bel-Air อยู่เสมอ ในฐานะเป็นประตูบานสำคัญที่เปิดให้งานต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามา 

ทั้งนี้มีข่าวลืออยู่เรื่อย ๆ ว่าเขาอยากปลุกชีพซีรีส์ Fresh Prince ขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะรีเมกใหม่ หรือทำภาคแยกไปเลย แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่หากใครเป็นแฟนตัวยงของยอดนักแสดงผิวสีล่ะก็ เชื่อได้ว่าในใจคงภาวนาให้กลายเป็นความจริงในเร็ววันเสียที

 

นักเขียนรับเชิญ: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

 

ที่มา:

https://www.imdb.com/name/nm0000226/

https://www.the-numbers.com/person/770401-Will-Smith#tab=summary

https://www.hotnewhiphop.com/will-smith-on-his-fresh-prince-of-bel-air-role-its-terrible-and-i-cant-watch-it-news.41326.html

https://www.much.com/remember-when-will-smith-was-a-rapper/

https://www.youtube.com/watch?v=y_WoOYybCro

https://biography.jrank.org/pages/2827/Smith-Will.html


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

เจ Penguin Villa หนุ่มเพนกวินที่ไม่กลัวความสูงอีกต่อไป กับอีกบทบาทในฐานะ “เจ้าพ่อเพลงโฆษณา”

ไขปริศนาแห่งตอนจบของโดราเอมอน ที่จริงจบ 3 แบบ (?)

นอร์แมน รีดัส จากนักล่าซอมบี้ สู่บุรุษไปรษณีย์กู้โลก

โซฟี เทอร์เนอร์ คาดหวังชีวิตกึ่งธรรมดา หลังสิ้นสุดหน้าที่ใน GOTs

บ็อบ ไอเกอร์​ ประธานบริหารดิสนีย์ ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการฮอลลีวูด

โจ๊กเกอร์ เสียงหัวเราะเมื่อโลกร่ำไห้ ความสุขใจสลายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

วิจารณ์ภาพยนตร์ Behind the Curve | รู้จักกับมนุษย์ผู้เชื่อว่าโลกใบนี้ “แบน”

“หลบหน่อยหนูป๋าจะเต้น” มิค แจ็กเกอร์ ร็อคสตาร์รุ่นเก๋าที่แดนซ์ “ไม่กลัวตาย” มาตั้งแต่ยุค 60s