‘โรเบอร์ตา แฟล็ก’ ราชินีเสียงพิฆาตที่ killing คนฟัง softly with her song

‘โรเบอร์ตา แฟล็ก’ ราชินีเสียงพิฆาตที่ killing คนฟัง softly with her song

‘โรเบอร์ตา แฟล็ก’ ราชินีเสียงทองเจ้าของเพลงระดับตำนาน ‘Killing Me Softly with His Song’ กับมรดกที่ทิ้งไว้ให้โลกดนตรี

KEY

POINTS

  • ความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบ - เจ้าของรางวัลแกรมมี่ 4 รางวัล และเป็นศิลปินเดี่ยวคนแรกที่คว้ารางวัล Record of the Year สองปีติดต่อกัน ด้วยเพลง ‘The First Time Ever I Saw Your Face’ (1973) และ ‘Killing Me Softly with His Song’ (1974) 
  • เส้นทางจากครูสู่ซูเปอร์สตาร์ - อัจฉริยะการศึกษาที่ได้รับทุนเข้าฮาวเวิร์ดตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มจากการเป็นครูผู้ทุ่มเทก่อนได้รับการค้นพบโดยนักดนตรีแจ๊ส ‘เลส แม็คแคนน์’ และลงนามกับค่ายแอตแลนติก เรคอร์ดส์ 
  • ศิลปินผู้ช่วยเหลือสังคม - เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนดนตรีและมูลนิธิเพื่อเด็กด้อยโอกาส เรเวอเรนด์เจสซี่ 

โลกดนตรีสูญเสียราชินีแห่งบทเพลงแสนละเมียดละไม ‘โรเบอร์ตา แฟล็ก’ ผู้สร้างตำนานแห่งเพลง ‘Killing Me Softly With His Song’ และ ‘The First Time Ever I Saw Your Face’ ซึ่งจากไปอย่างสงบท่ามกลางอ้อมกอดของครอบครัว ขณะอายุ 88 ปี หลังจากได้เบิกทางให้ศิลปินผิวดำรุ่นหลังนับไม่ถ้วน 

โรเบอร์ตา แฟล็ก ได้รับการยกย่องทั่วโลกว่าเป็นนักร้องหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย เธอคว้ารางวัลแกรมมี่มากมาย มีพรสวรรค์อันหาใครเทียบได้ยากในการเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลง เสียงอบอุ่นละมุนละไมดุจกำมะหยี่ของเธอสามารถพาผู้ฟังดำดิ่งสู่ความเข้าใจชีวิต ความรัก วัฒนธรรม และแม้แต่การเมือง เธอเชี่ยวชาญหลากหลายแนวดนตรี ตั้งแต่ป็อป โซล ฟอล์ก ร็อก สวิง ไปจนถึงแจ๊ส โดยไม่มีแม้รอยต่อ การผสมผสานอย่างลงตัวนี้ท้าทายขนบของดนตรีป็อปผิวดำในยุคนั้น

โฆษกประจำตัวของเธอได้แถลงถึงการจากไปว่า “เธอหลับใหลไปอย่างสงบท่ามกลางครอบครัว” โดยไม่ได้เปิดเผยสถานที่เสียชีวิต 

แฟล็กประสบภาวะหลอดเลือดสมองในปี ค.ศ. 2016 และสองปีถัดมาเธอล้มลงระหว่างการแสดง จนต้องใช้รถเข็น ต่อมาในปี ค.ศ. 2022 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS ซึ่งทำให้เธอสูญเสียความสามารถในการร้องเพลง

“คิดถึงวิธีที่เราค้นพบเรื่องราวของตัวเองจากเสียงเพลงของใครสักคน นั่นคือสิ่งที่โรเบอร์ตา แฟล็ก มอบให้พวกเราตลอดมา” ทีมงานของเธอกล่าวในแถลงการณ์กับเดอะไทม์ส “เธอช่วยให้เราได้ยินเรื่องราวชีวิตของเราเอง และเธอได้มอบต้นแบบให้นักดนตรีนับไม่ถ้วนในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการร้องเพลง”
 

จากเด็กอัจฉริยะสู่ครูผู้ทุ่มเท

‘โรเบอร์ตา คลีโอพัตรา แฟล็ก’ เกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1937 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ  ชื่อแบล็ค เมาน์เทน รัฐนอร์ทแคโรไลนา เป็นลูกสาวของ ‘ซารอน เลอรอย’ ช่างเขียนแบบที่เล่นเปียโนเป็น และ ‘ไอรีน แฟล็ก’ ที่ทำงานรับใช้และเป็นแม่ครัว ทั้งยังเล่นออร์แกนในคณะประสานเสียงโบสถ์ด้วย ด้วยเหตุนี้ลูกสาวตัวน้อยของทั้งคู่จึงสนใจดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เธอหัดเปียโนตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ 

ด้วยพรสวรรค์ที่เหนือกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แฟล็กชนะการแข่งขันเปียโนระดับรัฐได้รางวัลรองชนะเลิศเมื่ออายุเพียง 13 ปี ที่สำคัญเธอเป็นเด็กฉลาดทั้งทางดนตรีและวิชาการ จนได้ข้ามชั้นเรียนหลายชั้น และสำเร็จการศึกษาตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี

ความสามารถพิเศษทำให้เธอได้รับทุนการศึกษาเปียโนเต็มจำนวนที่มหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ด ในวอชิงตัน ดี.ซี. แม้ว่าในช่วงแรกเธอจะเรียนเปียโน แต่ท้ายที่สุดเธอก็เปลี่ยนสาขาเป็นด้านดนตรี ซึ่งต้องฝึกทั้งการร้องและเล่นเครื่องดนตรี ที่นี่เองที่เสียงอันไพเราะของเธอได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นเลิศในระดับคลาสสิก แต่ด้วยความไม่มั่นใจในรูปร่าง ทว่ายังคงต้องการถ่ายทอดความสุขจากดนตรีให้กับผู้อื่น แฟล็กจึงเลือกที่จะเป็น ‘ครู’

เธอสำเร็จการศึกษาด้วยปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตจากฮาวเวิร์ดในปี ค.ศ. 1958 ขณะอายุเพียง 19 ปี และเริ่มสอนที่โรงเรียนแบ่งแยกสีผิวในฟาร์มวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่ซึ่งเธอสอนทั้งดนตรี วรรณคดีอังกฤษ และคณิตศาสตร์ นักเรียนหลายคนยากจนและต้องขาดเรียนเพื่อไปทำงานในทุ่งนา บางคนอายุมากกว่าเธอด้วยซ้ำ แต่พวกเขากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทุกอย่างที่ครูสอน และแฟล็กก็ทุ่มเทชีวิตให้กับพวกเขาอย่างเต็มที่ ทั้งรับหน้าที่กำกับคณะประสานเสียงของโรงเรียน ดูแลเชียร์ลีดเดอร์ และสร้างชั้นเรียนพิเศษสำหรับผู้พิการทางสมองและร่างกาย
 

จากห้องเรียนสู่เวทีดนตรี

หลังจากสอนที่ฟาร์มวิลล์หนึ่งปี แฟล็กย้ายไปวอชิงตัน ดี.ซี. และสอนดนตรีที่โรงเรียนมัธยมต้นสามแห่งช่วงปี ค.ศ. 1961 - 1967 ในเวลาว่างเธอเป็นผู้อำนวยการคณะประสานเสียงโบสถ์ สอนร้องเพลง และเล่นเปียโนประกอบให้นักร้องในคลับท้องถิ่น กระทั่งเธอได้ร้องเพลงเอง แม้จะขัดกับกฎโรงเรียนที่ห้ามครูทำงานพาร์ทไทม์

แฟล็กเล่าว่า เธอต้องรวบรวมความกล้ามากทีเดียวที่จะก้าวออกจากความปลอดภัยในห้องเรียนมายืนบนเวที สำหรับศิลปินผิวดำในยุคนั้น “คุณต้องมีหัวใจที่แข็งแกร่งและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำเช่นนั้น”

ไม่นานเธอก็กลายเป็นนักร้องป็อปที่เริ่มมีชื่อเสียงในคลับหรู มีแฟนเพลงเป็นคนบันเทิงชื่อดังอย่างเบิร์ต บาคาแรค, วูดดี้ อัลเลน และบิล คอสบี้ ในที่สุดช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1968 นักเปียโนแจ๊ส ‘เลส แม็คแคนน์’ ได้พบเธอในงานคอนเสิร์ตการกุศล เกิดประทับใจในความสามารถมาก จึงรีบส่งเทปบันทึกไปให้ค่าย ‘แอตแลนติก เรคอร์ดส’ ทำให้เธอได้เซ็นสัญญาในปี ค.ศ. 1969

โลดแล่นในวงการเพลง

อัลบั้มแรกของเธอ ‘First Take’ เปิดตัวในปี ค.ศ. 1969 บันทึกเสร็จภายในเวลาเพียง 10 ชั่วโมง แม้จะขายได้พอสมควร แต่จุดพลิกผันคือการปรากฏตัวในรายการทีวีพิเศษของคอสบี้ในปี ค.ศ. 1970 ที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงระดับประเทศ เธอสะกดผู้ชม และขายอัลบั้มถัดมา ‘Chapter Two’ และ ‘Quiet Fire’ ได้มากกว่าหนึ่งล้านชุด ขณะที่ในปี ค.ศ. 1971 นิตยสารดาวน์บีทยกให้แฟล็กเป็น ‘นักร้องหญิงแห่งปี’ ยุติการครองตำแหน่งเกือบสองทศวรรษของ ‘เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์’ ราชินีแห่งแจ๊ส

ในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1971 แฟล็กและ ‘ดอนนี ฮาธาเวย์’ บันทึกเพลงฮิต ‘You've Got a Friend’ ก่อนที่อัลบั้มทองของพวกเขา ‘Roberta Flack and Danny Hathaway’ จะออกวางจำหน่ายในหนึ่งปีต่อมา พวกเขาชนะรางวัลแกรมมี่จากเพลง ‘Where Is the Love?’ นักวิจารณ์ ‘ฟิล การ์แลนด์’ แห่ง Stereo Review มองว่าทั้งสอง “จับคู่กันได้อย่างลงตัว” มีลักษณะเสียงเดียวกันคือ “ไหลลื่นหวานฉ่ำ เหมือนน้ำผึ้ง” และมี “รากฐานกอสเพลอันมั่นคง” (ทั้งสองร่วมแสดงด้วยกันจนกระทั่งฮาธาเวย์ฆ่าตัวตายในปี ค.ศ. 1979)

แฟล็กคว้ารางวัลแกรมมี่ที่สองในปี ค.ศ. 1972 จากเพลง ‘First Time Ever I Saw Your Face’ ซึ่งเดิมอยู่ในอัลบั้มแรกของเธอ แต่กลับมามีชีวิตใหม่ในซาวนด์แทร็กของภาพยนตร์ ‘Play Misty for Me’ ที่นำแสดงโดย ‘คลินท์ อีสต์วูด’ เมื่อนำมาออกเป็นซิงเกิล เพลงนี้พุ่งทะยานขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ต ในเวลานั้นมีรายงานด้วยว่านักบินอวกาศสหรัฐฯ ได้นำเพลงบัลลาดอันฝันเฟื่องนี้ไปฟังเพื่อช่วยให้สมองผ่อนคลายในระหว่างขึ้นไปทำภารกิจบนดวงจันทร์ 

ปีต่อมาแฟล็กยังคว้ารางวัลแกรมมี่อีกสองรางวัลจากเพลงฮิตอันดับหนึ่งอีกเพลง ‘Killing Me Softly with His Song’ ซึ่งทำให้เธอสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะศิลปินเดี่ยวคนแรกที่คว้ารางวัลแกรมมี่ ‘Record of the Year’ สองปีติดต่อกัน 

ศิลปินผู้ใส่ใจในทุกรายละเอียด

ช่วงกลางทศวรรษ 1970 แฟล็กเริ่มควบคุมการบันทึกเสียงของเธอ ด้วยความสมบูรณ์แบบที่เธอยึดถือ ทำให้เธอออกผลงานใหม่น้อยลงและใช้เวลานานขึ้นในการทำแต่ละอัลบั้ม เธอเป็นคนหาวัตถุดิบดนตรีที่เก่ง เป็นนักคัดสรรผลงานที่ดีเยี่ยม และมักใช้เวลาหลายเดือนและหลายสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มให้สำเร็จ

ครั้งหนึ่งเธอยืนกรานให้บริษัทเรคอร์ดเรียกคืนแผ่นเสียงเพลง ‘Killing Me Softly With His Song’ กว่า 500,000 แผ่น เพื่อที่เธอจะได้ทำตอนจบของเพลงให้ดีขึ้น นี่เป็นตัวอย่างความเป็นคนสมบูรณ์แบบในการทำงานของเธอ

แฟล็กเรียกแนวดนตรีของเธอว่า ‘scientific soul’ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างพรสวรรค์ รสนิยม และการฝึกซ้อมอย่างไม่รู้จบ ตลอดอาชีพเธอออกอัลบั้มเกือบยี่สิบชุด มีเพลงติดชาร์ตบิลบอร์ดแปดเพลง และคว้าแกรมมี่สี่รางวัล แต่เธอมักเรียกตัวเองว่า ‘สาวชนบทตัวเล็ก ๆ’ ที่ทุ่มเทให้กับดนตรีโดยไม่ต้องพึ่งความฉูดฉาด นอกจากนี้เธอยังเป็นที่รู้จักในวงการว่าไม่ใช่แค่ศิลปินผู้โดดเด่น แต่ยังเป็นมืออาชีพผู้เคร่งครัดและทุ่มเทอย่างที่สุด

“ฉันเป็นนักดนตรีที่มีวินัยและพิถีพิถัน ฉันผ่านการฝึกดนตรีคลาสสิกมา เลยชินกับการซ้อมอะไรสักอย่างนานมากก่อนจะลงมือทำ” เธออธิบาย “บางคนอาจทำอัลบั้มในหนึ่งสัปดาห์ และมักจะฟังเหมือนทำในหนึ่งสัปดาห์จริง ๆ”

แฟล็กยังอธิบายความเป็นอิสระทางศิลปะของเธอใน The Best of the Music Makers ว่า “ฉันจะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่เอเจนต์ โปรโมเตอร์ บริษัทเพลง โปรดิวเซอร์ หรือสาธารณชนอยากให้ฉันเป็น... เมื่อเพลงของฉันออกมา ฉันต้องสามารถฟังมันได้โดยไม่ต้องหลบไปซ่อนใต้เบาะรถ”

การร่วมงานกับศิลปินคนอื่น

การร่วมงานกับดอนนี ฮาธาเวย์ ในยุค 70s สร้างผลงานที่น่าจดจำหลายชิ้น นอกจาก ‘Where Is the Love’ แล้ว ยังมี ‘You've Got a Friend’ และ ‘The Closer I Get to You’ ทั้งคู่ยังทำคัฟเวอร์ ‘I (Who Have Nothing)’ และ ‘You've Lost That Lovin' Feelin'’ ของ ‘ไรเทียส บราเธอร์ส’ รวมถึงเพลง ‘Be Real Black For Me’ ที่กลายเป็นเพลงโปรดของคนฟังมากมาย

อัลบั้ม ‘Roberta Flack Featuring Donny Hathaway’ ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่สองสาขา ทั้งการแสดงเสียงร้อง R&B หญิงยอดเยี่ยม และซิงเกิล ‘Back Together Again’ หลังจากฮาธาเวย์จากไป เธอมักจับคู่กับ ‘พีโบ ไบรสัน’ เริ่มจากอัลบั้ม ‘Live & More’ ปี ค.ศ. 1980 ตามด้วย ‘Born to Love’ ปี ค.ศ. 1983 และร่วมทัวร์กันหลายครั้ง

การถ่ายทอดอารมณ์ในการร้องเพลงของแฟล็กช่วยขยายนิยามให้โลกดนตรีของคนผิวดำ ขณะที่การนำมุมมองผู้หญิงเข้ามาในเพลง ช่วยปูทางให้ศิลปินรุ่นหลังอย่างลอรีน ฮิลล์, อลิเซีย คีย์ส และอินเดีย อารี นักวิจารณ์มองว่าแฟล็กมีไหวพริบและความละเอียดอ่อนสำหรับผู้หญิงผิวดำเทียบเท่ากับที่ ‘โจนี มิตเชลล์’ มีให้ผู้หญิงผิวขาว

น่าประหลาดใจที่แม้จะมีผลงานยอดเยี่ยม แต่บางครั้งแฟล็กกลับถูกประเมินค่าต่ำจากสถาบันเก่าแก่และไม่ได้รับการยอมรับในวงการเพลงป็อปเท่าที่ควร แม้กระทั่งหลังจากวง ‘Fugees’ คัฟเวอร์ ‘Killing Me Softly’ ในปี ค.ศ. 1996 ลงอัลบั้ม ‘The Score’ ที่ขายได้หลายแพลตินัม กว่าแฟล็กจะได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award จาก Recording Academy ก็ล่วงเข้าปี ค.ศ. 2020

“ฉันคิดว่าทุกอย่างที่คุณทำในฐานะคนผิวดำในประเทศนี้ ล้วนเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” เธอบอกกับ NPR ในปี ค.ศ. 2020 คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นความยากลำบากที่เป็นแก่นของชีวิตและผลงานของเธอ

ชีวิตส่วนตัวและการอุทิศตนเพื่อสังคม

เธอเปิดเผยถึงการต่อสู้กับภาพลักษณ์ร่างกายตลอดชีวิต ทำให้ไม่ชอบให้ถ่ายรูปและบางครั้งก็บั่นทอนความมั่นใจ สิ่งนี้ส่งผลต่อการแสดงที่เธอเลือกจะเรียบง่าย ไม่มีลูกเล่นหรือความหรูหราฟุ่มเฟือย

“ฉันต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นมากเพื่อให้ผู้ชมพอใจ เพราะดนตรีคือทั้งหมดที่ฉันมี... ถ้าฉันผอมเพรียวเหมือนไดอาน่า รอสส์ ฉันคงไม่เป็นอะไรถ้าจะกระโดดโลดเต้นบนเวที” เธอบอกเดอะไทม์สในปี ค.ศ. 1978

บัลลาดหวาน ๆ ของเธอทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเธอเปราะบางและเรียบร้อย แต่ความจริงแล้ว แฟล็กเป็น “ผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยว ชัดเจน และมีไหวพริบเป็นเลิศ ที่ต่อสู้กับภาพลักษณ์แบบเปราะบางนั้น” ตามที่เดอะไทม์สวิเคราะห์อาชีพของเธอในปี ค.ศ. 1975

เมื่อเลิกทัวร์ในปี ค.ศ. 2018 เธอยังคงซ้อมกับผู้อำนวยการดนตรีและโค้ชเสียงเป็นประจำทุกสัปดาห์ ขณะทำงานสารคดี หนังสือชีวประวัติ และหนังสือเด็ก ‘The Green Piano’ ที่อิงจากชีวิตของเธอ ความสนใจอื่น ๆ ของเธอยังรวมถึงการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์และโทรทัศน์ การจัดพิมพ์เพลงและผลิตเพลง และการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาการศึกษาและภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์-แอมเฮิร์สต์ เธอยังได้เตรียมตำราสำหรับนักการศึกษาเกี่ยวกับการเข้าใจภาษา ขณะที่การแต่งงานกับนักเบสแจ๊ส ‘สตีฟ โนโวเซล’ ในปี ค.ศ. 1966 จบลงด้วยการหย่าในปี ค.ศ. 1972 

เธอก่อตั้ง ‘โรงเรียนดนตรีโรเบอร์ตา แฟล็ก’ ที่โรงเรียนไฮด์ลีดเดอร์ชิพชาร์เตอร์ในบรองซ์ เพื่อมอบการศึกษาดนตรีฟรีแก่เด็กด้อยโอกาส ในปี ค.ศ. 2010 เธอตั้ง ‘มูลนิธิโรเบอร์ตา แฟล็ก’ เพื่อสนับสนุนสวัสดิภาพสัตว์และการศึกษาดนตรี แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่เธอมีต่อสังคมและชีวิตที่อยู่รอบข้าง

ความยิ่งใหญ่ของเธอยังทำให้ทางการวอชิงตัน ดี.ซี. ยกให้วันที่ 22 เมษายน เป็นวันความกรุณาของโรเบอร์ตา แฟล็ก สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความนับถือที่ผู้คนมีต่อเธอ ไม่เพียงในฐานะศิลปิน แต่ยังในฐานะมนุษย์ผู้ใจดีอีกด้วย

รางวัลและการยกย่องมากมาย ทั้งแกรมมี่ถึงสี่รางวัล การได้รับการเสนอชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า การได้รับเลือกเป็นนักร้องหญิงแห่งปีโดยนิตยสารดาวน์บีทติดต่อกันสามปี (1971 - 1973) และท้ายที่สุดคือรางวัล Lifetime Achievement Award จาก Recording Academy ในปี ค.ศ. 2020 สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของเธอในวงการดนตรี

“ฉันเป็นคนที่อยู่รอดมาได้เพราะฉันเลือกที่จะซื่อตรงต่ออุดมการณ์และหลักการของตัวเอง และซื่อตรงต่อประสบการณ์ชีวิตของฉัน” เธอบอกกับวอชิงตัน โพสต์ในปี ค.ศ. 1989 “ฉันเป็นคนผิวดำที่ร้องเพลงในแบบของฉันเอง ฉันไม่ใช่คนผิวดำที่ฟังดูเหมือนอาเรธา แฟรงกลิน หรือชาคา คาน ฉันรู้ว่าฉันเป็นใคร และฉันไม่ต้องการ และไม่ควรต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นในสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง”

ด้าน ‘เรเวอเรนด์ เจสซี่ แจ็คสัน’ เคยกล่าวถึงเธอว่าเป็นคน “เกี่ยวพันกับสังคมและไม่หวั่นเกรงทางการเมือง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟล็กไม่ได้เป็นเพียงศิลปินที่ต้องการความสำเร็จ แต่ยังเป็นผู้ที่ใช้ศิลปะของเธอเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ก่อนที่เธอจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS ในปี ค.ศ. 2022 ซึ่งทำให้เธอสูญเสียความสามารถในการร้องเพลง แฟล็กได้ทำการแสดงหลายครั้งในฐานะนักเปียโนคอนเสิร์ต ควบคุมการแสดงโอเปร่า และมีส่วนร่วมในซาวด์แทร็กภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง Play Misty for Me, Bustin' Loose, If Ever I See You Again และ Making Love

นักวิจารณ์ ‘ฟิล การ์แลนด์’ เคยกล่าวถึงความสามารถในการร้องเพลงของแฟล็กว่า “ความสามารถของแฟล็กในการสื่อสารโดยตรงกับผู้ฟังยังคงอยู่ แม้จะผ่านการตกแต่งที่ฉูดฉาดกว่า เธอยังคงเป็นเบอร์ต้นเสมอ” เป็นการสรุปที่ชัดเจนถึงพรสวรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอที่ยังคงอยู่แม้ในยุคที่เปลี่ยนไป

เสียงของโรเบอร์ตา แฟล็ก ยังคงล่องลอยอยู่ในความทรงจำและหัวใจของผู้ฟัง เสียงอันละเมียดละไมที่ ‘killing’ ใจเราอย่างนุ่มนวล ด้วยความละเอียดอ่อนที่แทบจะคล้ายกรีดกรายสัมผัสเส้นใยความรู้สึกได้ทีละเส้น สั่นสะเทือนหัวใจจนบางครั้งน้ำตาต้องรินไหล

‘โรเบอร์ตา แฟล็ก’ ไม่ได้เพียงแต่ร้องเพลง แต่เธอมอบหัวใจในทุกตัวโน้ต ในทุกลมหายใจ ในทุกถ้อยคำ บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอสามารถ “killing us softly with her song” ได้อย่างงดงามเสมอมา

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: Getty Images 
 

อ้างอิง:

Los Angeles Times. "Roberta Flack, Singer of 'Killing Me Softly,' Dies at 88." Los Angeles Times, 24 Feb. 2025, https://www.latimes.com/entertainment-arts/music/story/2025-02-24/roberta-flack-dead-obit. Accessed 25 Feb. 2025.

Musician Guide. "Roberta Flack Biography." Musician Guide, https://musicianguide.com/biographies/1608001332/Roberta-Flack.html. Accessed 25 Feb. 2025.