28 ก.พ. 2568 | 10:51 น.
KEY
POINTS
การขุดค้นเพื่อหาซากกำแพงเมืองเก่ารุ่นอยุธยา บริเวณโนนพลล้าน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา แต่กลับพบสุสานที่ฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผู้รู้หลายท่านแสดงความตื่นเต้นกันอย่างมาก เพราะเห็นร่วมกันว่าการค้นพบครั้งนี้กำลังจะทำให้เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของนครราชสีมา
แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายท่าน เกิดอาการ ‘งงในงง’ สงสัยขึ้นมาว่า โครงกระดูกก่อนประวัติศาสตร์ก็พบหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตจังหวัดนครราชสีมา พบมาแล้วตั้งหลายสิบแห่ง ไฉนเล่าถึงบอกว่าการพบที่ตัวเมืองนครราชสีมานี้จะมีผลถึงขั้นต้องทำให้ประวัติศาสตร์ของนครราชสีมาเปลี่ยนโฉมไปจากเดิม เคลมเว่อกันเกินไปไหม?
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเดิมที่เป็นมาความรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองนครราชสีมา ตามที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่จนกลายเป็น ‘ประวัติศาสตร์กระแสกหลัก’ นั้น เมืองนครราชสีมาเขาว่าเป็นเมืองที่เพิ่งเกิดมีขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
การขุดหากำแพงเมืองนครราชสีมาบริเวณฝั่งตะวันออก จริง ๆ ก็เริ่มดำเนินการขุดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาซากกำแพงเมืองสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่ว่านี้ แต่กลายเป็นพบสิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่ามาก
กลายเป็นว่าต่อไปประวัติศาสตร์ของย่านบริเวณที่เป็นเมืองนครราชสีมา จะต้องปรับเปลี่ยนว่ามีชุมชนผู้คนอยู่อาศัยย้อนหลังกลับไปจนถึงราว ๓,๕๐๐ ปีล่วงมาแล้ว ถือว่าร่วมสมัยเดียวกับยุคบ้านเชียง จ.อุดรธานี, หนองหาน จ.สกลนคร, หรืออย่างบ้านหลุมข้าว ในอ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เอง
เมื่อเป็นดังนั้น เนื้อร้องท่อนฮุกของ ‘เพลงประวัติศาสตร์’ ขับร้องโดย ‘คริสติน่า อากีลาร์’ ก็ดังขึ้นมาอย่างสะใจให้กับนักประวัติศาสตร์ไทยที่ศึกษานครราชสีมา ขึ้นมาว่า “ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน...”
บทความนี้จะอภิปรายชี้ให้เห็นรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ที่ว่า “ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน” คือเปลี่ยนยังไง และทำไมประวัติศาสตร์นครราชสีมาแบบเดิมนั้นได้ ‘พลาด’ อะไรไปบ้าง เพื่อเป็นบทเรียนแก่ที่อื่นต่อไปข้างหน้า
ดังที่ทราบกันดีว่า บริเวณที่เรียกว่า ‘แอ่งโคราช’ นี้ ลำน้ำสายใหญ่และมีความสำคัญ เป็นที่ตั้งของแหล่งชุมชนทั้งยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ คือ ‘แม่น้ำมูน’ (ไม่ได้เขียนว่า ‘มูล’) ซึ่งเชื่อมกับ ‘แม่น้ำซี’ (ไม่ได้เขียน ‘ชี’) ที่จะไหลเชื่อมกับแม่น้ำโขงทางตอนบน และลำมูนยังไหลไปทางตะวันออกไปออกแม่น้ำโขงบริเวณ เรียกว่า ‘ปากมูน’ (ที่มีการสร้างเขื่อน ก่อนผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสมัชชาคนจนเคยนำชาวบ้านมาประท้วงอยู่หลายปีในทศวรรษ ๒๕๔๐ นั่นแหล่ะ)
จากภูมิศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้พิมายซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งรับกับลำน้ำสามสายคือ ลำจักราช, ลำมูน และลำซี (อีสานเรียกแม่น้ำลำคลองว่า ‘ลำ’) เกิดเป็นชุมชนสำคัญ เมื่อมีการพัฒนายกระดับจากชุมชนเกษตรกรรมดั้งเดิมขึ้นเป็น ‘เมืองท่าการค้า’
แต่ทุกบ้านเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเมืองที่มีการค้ากับภายนอก ล้วนแต่ต้องอาศัยหัวเมืองขึ้นในการจัดหาทรัพยากรมาส่งออกเป็นสินค้า เมืองพิมายจึงตั้งสถานีการค้าและพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าอันสอง สาม สี่ ฯลฯ ขึ้นรอบทิศในบริเวณใกล้เคียงกัน แล้วแต่ว่าอำนาจของเจ้าผู้ครองเมืองจะปกแผ่ไปได้แค่ไหน
แน่นอนว่าชุมชนเมืองเหล่านี้ก็มีพัฒนาการคู่เคียงมากับศูนย์กลางอย่างพิมายด้วย จึงปรากฏแหล่งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในละแวกย่านรอบข้างพิมายเป็นอันมาก พบเกือบจะทุกอำเภอในจังหวัดนครราชสีมา โดยมากเป็นชุมชนเกษตรกรรมยุคโลหะตอนปลาย (ราว ๓,๕๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีล่วงมาแล้ว)
ชุมชนเหล่านี้มักแสดงความสัมพันธ์กับแหล่งในอีสานด้วยกัน อย่างเช่น บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี, หนองหาน จังหวัดสกลนคร, หนองคาย, กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด เป็นต้น แม้แต่สิ่งที่จัดว่า ‘ไฮไลต์’ มาก พบน้อยแห่งและพบที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เป็นแห่งแรก อย่างสุสานที่ฝังโครงกระดูกสุนัขคู่กับกระดูกคน ก็มีพบที่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ถึง ๒ หลุม (ดังที่ผู้เขียนได้เคยนำเสนอไปแล้วดู กำพล จำปาพันธ์. “‘ซุปเปอร์ด็อก’ (Superdog) น้องหมาในประวัติศาสตร์ความเชื่อไทย ๆ” เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567)
แม้พิมายจะสำคัญอย่างที่เราทราบกัน แต่ทว่าบริเวณที่พบร่องรอยชุมชนก่อนประวัติศาสตร์มากที่สุดในเขตจังหวัดนครราชสีมา กลับเป็นในเขตอำเภอโนนสูง แต่ก็ไม่ไกลจากอำเภอพิมาย พบหลายหมู่บ้านเช่น บ้านโตนด, บ้านหลุมข้าว, บ้านดงพลอง, บ้านปราสาท, บ้านคอหงส์, บ้านด่านทองหลาง, บ้านโนนกรีน, บ้านเนินอุโลก, บ้านหนองนาตูม เป็นต้น
ชุมชนเหล่านี้นอกจากโครงกระดูกและข้าวของเครื่องใช้โบราณแล้ว ยังมีการขุดพบของอีก ๒ ชนิด ที่สะท้อนความสัมพันธ์กับชุมชนอื่น ๆ ในอีสาน คือ:
(๑) ภาชนะดินเผาที่เรียกว่า ‘พิมายดำ’ ได้ชื่อนี้เพราะพบที่พิมายเป็นที่แรก แต่ภายหลังพบมากในที่อื่นด้วย โดยเฉพาะที่ทุ่งสำริด (บ้านสัมฤทธิ์), บ้านปราสาท, บ้านหลุมข้าว เป็นต้น
(๒) ข้าวเหนียวพันธุ์เมล็ดป้อมแบบที่เรียกว่า ‘เหนียวมะดัน’ (Nieaw madan) เป็นพันธุ์ข้าวโบราณที่ยังปลูกกันอยู่ในพื้นที่แอ่งโคราชจนถึงปัจจุบัน
ในรายการของที่ขุดค้นพบที่โนนพลล้าน มีภาชนะดินเผาพิมายดำรวมอยู่ด้วย ส่วนข้าวเหนียวแบบเหนียวมะดัน เชื่อว่าหากขุดไปอีกเรื่อย ๆ ก็จะพบเช่นกัน เพราะเขาคงไม่กินข้าวอะไรที่ต่างไปกว่าที่คนในพิมายและโนนสูงปลูกกินกัน แถมยังมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเป็นเครือญาติกับชุมชนเหล่านี้ที่ขุดพบมาก่อนหน้าอีกด้วย หรือไม่ใช่ญาติ แต่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอด ก็ทำให้วัฒนธรรมแบบที่พบในแอ่งสกล พบได้ในแอ่งโคราชด้วย
จากความสำคัญของโนนสูงและพิมายดังกล่าวมานี้ เบื้องต้นจึงมีการนำเสนอว่า ชุมชนคนโคราชเดิมอยู่ที่อำเภอโนนสูง แล้วไปตั้งเมืองใหญ่อยู่ที่พิมาย ต่อมาพิมายขึ้นกับเขมรพระนคร และมีบทบาทร่วมกับประวัติศาสตร์กัมพูชา มหาราชสององค์สุดท้าย คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ กับพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เป็นเชื้อสายราชวงศ์ที่เคยครองพิมายมาก่อน เมื่อพิมายมาขึ้นกับอยุธยา ได้ถูกลดบทบาทลง อยุธยาหันไปสนับสนุนศูนย์กลางแห่งใหม่ในย่านคือนครราชสีมานั่นเอง
จากข้อมูลหลักฐานแล้วย้อนมาดูแนวคิดตลอดจนคำอธิบายให้ความหมายต่าง ๆ เพราะประวัติศาสตร์หาใช่เป็นแค่เรื่องการค้นพบหลักฐานใหม่ไม่ ประวัติศาสตร์ยังเป็นเรื่องของการสร้างชุดคำอธิบายอดีต แม้หลักฐานเดียวกัน ก็มองต่างกันได้ กระทั่งนำมาสู่เรื่องเล่าแตกต่างกัน ก็เป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตาม ครั้นจะโทษว่าหน่วยงานที่เผยแพร่แนวคิดเพดานประวัติศาสตร์นครราชสีมาแบบเก่า (คือนครราชสีมาที่เพิ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์) แต่เพียงลำพังก็กระไรอยู่ เพราะการใช้คูน้ำคันดินตลอดจนซากกำแพงเมืองป้อมปราการ เป็นขอบเขตของเมืองโบราณนี้ เป็นหลักเกณฑ์ของการกำหนดอายุเมืองที่มีในแนวคิดและวิธีการของนักโบราณคดีไทยมาหลายทศวรรษ
ที่ผ่านมามีการโต้แย้งแนวคิดและวิธีการดังกล่าวอยู่ตลอด แต่ไม่ค่อยเป็นผลเท่าไรนัก แนวคิดและวิธีการที่ยึดถือหลักเกณฑ์ข้างต้นนี้ทำให้เมืองโบราณหลายแห่งทั่วประเทศ ถูกกาให้เป็นแหล่งสาบสูญหรือไม่มีอยู่จริง เพียงเพราะไม่พบคูน้ำ คันดิน กำแพงเมือง ป้อมปราการ หรือที่ระบุว่ามี ก็มีแบบคลาดเคลื่อนไปกว่าที่น่าจะเป็นจริง
ตัวอย่างเมืองที่ถูกทำให้สูญหาย เพราะแนวคิดและวิธีการดังกล่าวนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล คือ ‘เมืองอโยธยา’ หรืออยุธยาก่อน พ.ศ.๑๘๙๓ ทั้ง ๆ ที่กว่าอยุธยาจะมีการขุดคูน้ำและสร้างกำแพงเมืองแบบที่รู้จักกันภายหลังมานี้ ก็ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา
อีกอย่าง แต่ไหนแต่ไร ของอย่างคูน้ำ คันดิน กำแพงเมือง ป้อมปราการ ก็เป็นเพียงแค่ที่ตั้งของหน่วยบริหารราชการ พูดง่าย ๆ ให้เข้าใจกันในภาษาแบบปัจจุบัน คือของแบบนั้นเป็นแค่ที่ว่าการอำเภอ หรือที่ตั้งอบต. อบจ. เท่านั้น ยังห่างไกลลิบลับกับคำว่า ‘เมือง’
ในทางสังคมวัฒนธรรม ‘เมือง’ มีความหมายอย่างกว้าง หมายถึงที่ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ กิจกรรมของผู้คนที่หลากหลายเหล่านั้น ไม่เคยทำให้ ‘เมือง’ มีอยู่แค่ภายในคูน้ำ คันดิน กำแพงเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจการค้าของผู้คนทำให้ ‘เมือง’ ก็คือ ‘ตลาด’ ดังที่เราจะเห็นหลายยุคสมัยจวบจนปัจจุบัน สิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘เมือง’ นั้นก็คือ ‘ตลาด’ ซึ่งมีทั้งในตัวคูน้ำ คันดิน กำแพงเมือง และนอกคูน้ำ คันดิน กำแพงเมือง
ถ้าใช้แนวคิดและวิธีการโบราณคดีคร่ำครึแบบดังกล่าวมามองยุคปัจจุบันแล้ว กรุงเทพฯ ก็คงแค่คลองผดุงกรุงเกษม คลองแสนแสบไม่เกี่ยว ย่านบางเขน บางกะปิ รังสิต ฯลฯ ยิ่งไม่ใช่ รอบนอกเกาะรัตนโกสินทร์ล้วนแต่ไม่ใช่กรุงเทพฯ
กำแพงเมืองจะมีประโยชน์จริง ๆ ก็ในช่วงมีศึกสงครามมาประชิดเมือง ที่เหลือนอกนั้น แม้แต่ตัวป้อมปราการก็ยังต้องใช้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างการจัดเก็บส่วยสาอากร ป้อมปราการที่เน้นใช้ประโยชน์ในด้านนี้บางแห่ง (เช่น ป้อมทุ่งเศรษฐีที่กำแพงเพชร, ป้อมเก่าแหลมสิงห์ที่จันทบุรี, ป้อมกุยบุรีที่ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ) ตั้งอยู่นอกตัวเมืองด้วยซ้ำไป
แต่หากเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในแนวเส้นคมนาคมอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องสร้างป้อมปราการอยู่แยกต่างหากจากกำแพงเมือง ตัวอย่างก็เช่น ป้อมวิไชยประสิทธิ์ที่เมืองบางกอก, ป้อมชนะสงครามกับป้อมท่าโพธิ์ที่ลพบุรี, ป้อมเมืองกาญจนบุรีเก่า, ป้อมเมืองนครศรีธรรมราช, ป้อมเพชรที่อยุธยา รวมถึงป้อมที่เมืองนครราชสีมา เป็นต้น
เมื่อมีข้อมูลตามพระราชพงศาวดารระบุว่า สมเด็จพระนารายณ์ได้อนุมัติโครงการที่เรียกกันอย่างลำลองว่า ‘เมกะโปรเจกต์ของฟอลคอน’ อย่างการสร้างกำแพงเมืองป้อมปราการทั่วหัวเมืองใหญ่ในราชอาณาจักร (มีนครราชสีมารวมอยู่ในนั้นด้วย)
‘เมกะโปรเจกต์’ (ของออกญาวิไชยเยนทร์/คอนสแตนติน ฟอลคอน) ที่ว่านี้จะถูกท้วงติงว่าทำให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง จนนำไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มพระนารายณ์และฟอลคอนลงใน พ.ศ.๒๒๒๑ จนต้องยุติโครงการไปก็ตาม แต่หลายเมือง (รวมทั้งนครราชสีมา) ชนชั้นนำท้องถิ่นต่างเล็งเห็นว่าการมีกำแพงเมืองป้อมปราการขึ้นในเมืองของตน จะเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นอย่างมหาศาล พวกเขาจึงสนับสนุนให้เจ้าเมืองท้องถิ่นดำเนินการสานต่อโครงการนี้ด้วยทุนรอนจากพ่อค้าและกลุ่มทุนในท้องถิ่นเองจนแล้วเสร็จในเวลาต่อมา
เมืองจันทบุรี ก็มีโครงการนี้และก็ต้องหยุดชะงักไปเพราะการรัฐประหารนำโดยออกพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๑ แต่ต่อมาเจ้าเมืองจันทบุรี ซึ่งสมัยนั้นเป็นชาวมลายู มีเรื่องสู้รบกับโจรสลัด และสุ่มเสี่ยงมีปัญหากระทบกระทั่งกับกัมพูชาและเวียดนามอยู่บ่อยครั้ง จึงได้เรียกประชุมปรึกษาหารือกับกลุ่มพ่อค้าจีนในเมืองจันท์ ขอความสนับสนุนให้สร้างกำแพงเมืองป้อมปราการต่อ ก็ได้รับความสนับสนุน เพราะโจรสลัดในแถบทะเลตะวันออกเวลานั้นก่อปัญหาให้กับกลุ่มพ่อค้าจีนที่แล่นเรือไปมาค้าขายเป็นอย่างมาก (เรื่องนี้มีวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผู้เขียน หาอ่านเอาเอง)
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เดินทัพออกจากอยุธยาไปตีเมืองจันทบุรี ก็ได้เผชิญกับความแข็งแกร่งของกำแพงเมืองป้องปราการดังกล่าวนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ต้องอาศัยเวลามืดสนิทยกกำลังเข้าตีเมือง และบุกเข้าตีในจุดที่เป็นจุดอ่อนของกำแพงเมืองป้อมปราการดังกล่าวนี้ จึงตีได้สำเร็จ
ในศึกที่กองทัพอยุธยายกไปปราบกบฏ ๒ ครั้ง (กบฏพระยายมราช (สังข์) กับกบฏบุญกว้าง) ที่นครราชสีมาในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ก็ได้เผชิญกับกำแพงเมืองนครราชสีมานี้ ทั้งสองครั้งกองทัพอยุธยาไม่สามารถบุกเข้ายึดเมืองได้โดยตรง ต้องอาศัยไส้ศึกให้เปิดประตูเมืองให้ (ในกรณีกบฏบุญกว้าง) หรืออย่างการหลอกให้ยกทัพออกมาจากเมืองจะไปตีอยุธยา แล้วค่อยดักซุ่มตีทัพจนแตกพ่ายไปในระหว่างทาง(กรณีกบฏพระยายมราช-สังข์)
ล้วนแต่แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งของกำแพงเมืองป้อมปราการที่ว่านี้ กระทั่งแม้แต่กองทัพจากเมืองหลวงยังไม่สามารถพิชิตได้ด้วยกำลังทัพที่เหนือกว่า ต้องเอาชนะด้วยเล่ห์เพทุบาย การสร้างกำแพงเมืองสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่จริงก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่เท่ากับ ‘สร้างเมือง’ เมืองนี้อยู่แล้ว และกำแพงเก่าก่อนหน้านั้นก็ต้องมีอยู่เช่นกัน เพราะเป็นหัวเมืองใหญ่ เพียงแต่อาจจะไม่ ‘ไฮเทคโนโลยี’ แบบสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งมีวิศวกรฝรั่งเศส อิตาเลียน และเปอร์เชีย ช่วยออกแบบวางแผนผังเมืองให้
กำแพงเมืองนครราชสีมาแรกสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นี้ เป็นกำแพงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๑,๐๐๐ x ๑,๗๐๐ เมตร วัดโดยรอบยาวประมาณ ๕,๒๑๘ เมตร เนื้อที่ภายในกำแพงเมืองยาวประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ มีคูน้ำล้อมรอบนอกกำแพงอีกต่อหนึ่ง ซ้อนทับกับตัวเมืองนครราชสีมาในปัจจุบัน
ตัวกำแพงส่วนใหญ่ก่อด้วยอิฐ (ลาวเรียก ‘ดินจี่’ คำนี้เคยทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมาแล้วว่า เป็นกำแพงก่อด้วยดิน ซึ่งที่จริงก็ไม่ผิด เพราะอิฐทำจากดินเผา)
มีป้อมตั้งรับกับเส้นทางคมนาคมเข้า-ออกเมืองโดยรอบกำแพงถึง ๑๕ ป้อม มีประตูประจำทิศทั้งสี่ ก่อด้วยศิลาแลง มีชื่อเรียกดังนี้:
ทิศเหนือ ชื่อ ‘ประตูพลเสน’ หรือ ‘ประตูน้ำ’
ทิศใต้ ชื่อ ‘ประตูไชยณรงค์’ หรือ ‘ประตูผี’
ทิศตะวันออก ชื่อ ‘ประตูพลล้าน’ (ใกล้กับที่ขุดพบโครงกระดูก)
ทิศตะวันตก ชื่อ ‘ประตูชุมพล’ (ที่มีอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี)
เหนือประตูทั้งสี่ เดิมมีหอรักษาการอยู่บนเชิงเทิน ทำเป็นรูปเรือน (คฤหะ) หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้าใบระกาทุกแห่ง ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียงที่ประตูชุมพลแห่งเดียว
ศิลาแลงที่เอามาก่อประตูเพื่อเสริมความแข็งแรง มีประเด็นว่าเคลื่อนย้ายมาจากปราสาทร้างในย่านไม่ไกลจากตัวเมือง เพราะศิลาบางก้อนยังปรากฏลวดลายตามอย่างศิลาองค์ประกอบสถาปัตย์ปราสาทเขมร บริเวณที่ต้องสงสัยว่าเป็นที่อยู่เดิมของศิลาแลงเหล่านี้คือ ‘เมืองโฆราฆปุระ’ เมืองเก่าที่อำเภอสูงเนิน
แต่ก็มีผู้เห็นแย้งว่า ไม่ได้เอามาจากนอกเมือง เพราะในตัวเมืองก็อาจเคยมีปราสาทเขมรตั้งอยู่มาก่อน เช่นที่วัดกลาง ข้างโบสถ์กลางน้ำรูปเหมือนบารายล้อมรอบปราสาทเขมร เป็นที่ตั้งของเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ถือเป็นเทวสถานประจำเมืองนครราชสีมา
มีประเด็นดราม่าว่า คำเรียก ‘โนนพลล้าน’ ไม่เหมาะสมเป็นชื่อแหล่งตามที่สื่อเรียก ควรเรียก ‘ประตูพลล้าน’ แต่ถามว่า แล้วทำไมประตูนี้ถึงเรียก ‘พลล้าน’ ล่ะ? ก็เรียกตามชื่อบ้านภูมิสถานเดิมนั่นแหล่ะ คำว่า ‘โนน’ เป็นคำอีสานโบราณ มีใช้กันมาก่อนสมัยอยุธยาเสียอีก ดังนั้น ที่เรียกว่า ‘โนนพลล้าน’ นั้นถูกต้องแล้วครับ
มีชุมชนถึงมีเมือง มีเมืองแล้วถึงมีกำแพงเมือง ไม่ใช่จะมาคิดกลับกันว่ามีกำแพงเมืองแล้วถึงมีเมือง ดังนั้นที่ ‘ประวัติศาสตร์นครราชสีมากระแสหลัก’ เคยบอกเล่ากันมาว่า เมืองนครราชสีมาก่อนหน้าสมัยสมเด็จพระนารายณ์ไม่มีนั้น ฟังแล้วนักประวัติศาสตร์หลายท่านถึงกับต้องเอาตีนก่ายหน้าผาก เพราะรู้สึกว่า ‘อิหยังวะ’ หลายท่านจึงไม่เชื่อข้อมูลนี้ของหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ว่าจะมาอวดเก่งกว่า แต่เพราะมีหลักฐานเป็นอันมากที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของเมืองนี้ก่อนหน้าสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เป็นต้นว่า:
(๑) นครราชสีมาไม่ได้ปรากฏชื่ออยู่ใน ๑๖ หัวเมือง ซึ่งพระราชพงศาวดารเนื้อความตอนเมื่อแรกเริ่มสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสถาปนากรุง พ.ศ.๑๘๙๓ ระบุว่าเป็นหัวเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ก็จริงอยู่ แต่มาปรากฏเด่นชัดในกฎมณเฑียรบาล ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ตามกฎมณเฑียรบาลฉบับนี้ระบุว่า นครราชสีมาเป็น “เมืองพญามหานคร แต่ได้ถือน้ำพระพัท” เช่นเดียวกับอีก ๗ เมือง คือ พิษณุโลก, ศรีสัชนาลัย, สุโขทัย, กำแพงเพชร, นครศรีธรรมราช, ตะนาวศรี, ทวาย และเมื่อนับรวมนครราชสีมาก็เป็น ๘ เมือง
‘เมืองพญามหานคร’ ตามนัยแห่งตัวบทกฎหมายข้างต้น แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ:
(๑.๑) เมืองที่อยุธยาจะส่งเจ้านายองค์สำคัญชั้นที่เป็นถึงพระราชโอรสหรือพระราชอนุชาไปปกครอง เป็นการฝึกทดลองงานก่อนจะขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองหลวง เมืองแบบนี้ในจำนวน ๘ เมืองข้างต้น มีอยู่เมืองเดียวคือพิษณุโลก
(๑.๒) นอกนั้น (นอกจากพิษณุโลกที่เหลืออีก ๗ เมือง รวมทั้งนครราชสีมา) มักจะแต่งตั้งขุนนางใหญ่ไปปกครอง หรือแต่งตั้งจากเชื้อสายกษัตริย์วงศ์ที่เคยครองเมืองนั้นมาก่อน โดยมากเป็นหัวเมืองห่างไกล และอำนาจของส่วนกลางไม่เสถียรลงรากในย่านมากพอ หากส่งเชื้อพระวงศ์ไปครอง ก็เกิดหวั่นเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย
(๒) นครราชสีมายังปรากฏชื่อใน ‘พระไอยการนาทหารหัวเมือง’ ตราขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเช่นกัน ระบุชื่อขุนนางใหญ่ที่กษัตริย์อยุธยาแต่งตั้งจากเจ้านายท้องถิ่นชื่อราชทินนามคือ ‘ออกญากำแหงสงครามรามภักดีพิรียภาหะ’ ตามบทพระไอยการฉบับนี้เมืองนครราชสีมาถือเป็น ‘เมืองโท’ รองจาก ‘เมืองเอก’ คือพิษณุโลกกับนครศรีธรรมราช
(๓) ในเอกสารรายงานของพ่อค้าฮอลันดาที่เคยอยู่มาก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ๒ คน คือ ‘โยสต์ เชาเต็น’ (Joost Chouten) กับ ‘เยเรเมียส ฟาน ฟลีต’ หรือ ‘วัน วลิต’ (Jeremias van Vliet) ต่างก็มีระบุถึงเมืองชื่อ ‘นครราชศรีมา’ หรือ ‘นครราชสีมา’ โยสต์ เชาเต็น อยู่มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมถึงต้นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ส่วนวัน วลิต มีรายงานฉบับดังกล่าวนี้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
(๔) หลักฐานจากสมุดภาพแผนที่ไตรภูมิกรุงศรีอยุธยา หมายเลข 6 ซึ่งคาดว่ามีอายุตกถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีระบุชื่อ ‘ณคอรราชศรีมา’ บอกพิกัดอยู่เหนือบริเวณ ‘พระบาดเจ้า’ (พระพุทธบาทสระบุรี) และตอนใต้ของ ‘แม่น้ำของ’ (แม่น้ำโขง) อีกฝั่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของ ‘ณคอรหลวง’ (เมืองพระนครหลวงของกัมพูชา)
ถึงแม้ผู้เขียนจะเห็นว่า แผนที่ไตรภูมิฉบับนี้น่าจะมีอายุอยู่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่ก็เห็นว่าชื่อ ‘ณคอรราชศรีมา’ ที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานนี้เป็นชื่อเก่า มีมาก่อนหน้านั้น เพราะสอดคล้องกับชื่อที่ปรากฏในหลักฐานของอีสาน
(๕) ใน ‘อุรังคธาตุ’ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของอีสาน - ล้านซ้าง ฉบับเก่าสุดคือฉบับวัดทาดหลวง นะคอนหลวงเวียงจัน มีชื่อเมืองหนึ่งว่า ‘คอนราด’ หรือ ‘ครราช’ หรือ ‘ละโว้ราชเสมา’ (เรียกคู่กับลพบุรี)
เมื่อพบว่าหลักฐานแรกสุดในสมัยอยุธยา ที่ระบุถึง ‘นครราชสีมา’ มีอายุตกอยู่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ คำถามที่จะเกิดตามมาอีก ก็คือว่า ทำไม เพราะอะไร ถึงเพิ่งเกิดมีในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งก็เป็นคำถามทำนองเดียวกับประเด็นว่า ทำไมถึงเพิ่งมีในสมัยสมเด็จสมเด็จพระนารายณ์ (ตามความรับรู้แบบเก่า)
เราจะเข้าใจได้ดีขึ้น หากดูหลักฐานอีก ๒ ชิ้นเป็นอย่างน้อย คือ ‘จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ’ พบที่ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา แต่ปัจจุบันเคลื่อนย้ายไปไว้ที่วัดบ้านฉางประชานิมิต อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ซึ่งอยู่ติดกัน กับ ‘พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลี หมายเลข ๒/ก ๑๐๔’ หรือ ‘พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับไมเคิล วิกเคอรี’ (เรียกตามชื่อผู้พบและคัดลอกออกเผยแพร่คนแรก)
‘จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ’ เป็นหลักฐานทำขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) เนื้อความกล่าวถึงการที่ทรงแต่งตั้งขุนพลเอกคือขุนศรีไชยราชมงคลเทพ เป็นแม่ทัพ ยกไปตีอีสานใต้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีหลักฐานถึงการที่อยุธยาส่งกองทัพไปยังอีสาน แต่ศัตรูจริง ๆ ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ต้องการจะพิชิตจริง ๆ ในศึกนี้คือเมืองพระนครธมของกัมพูชา ที่ต้องยกทัพไปจัดการกับบ้านเมืองในอีสานใต้ก่อน ก็เพราะอีสานใต้เวลานั้นยังขึ้นกับเขมรพระนคร
หัวเมืองในอีสานใต้ที่ปรากฏชื่อเป็นเมืองใหญ่ที่ขุนศรีไชยราชมงคลเทพยกทัพไปตีมีเมืองพิมายกับวนำรุง (พนมรุ้ง) ไม่มีชื่อ ‘นครราชสีมา’ แสดงว่าในยุคนั้น พิมายยังคงเป็นหัวเมืองใหญ่มีอำนาจปกครองดูแลหัวเมืองข้างเคียงในพื้นที่แอ่งโคราชอยู่ และเมืองนครราชสีมาก็ยังเป็นเพียง ‘เมืองท่าหน้าด่านอันดับสอง’ ของแคว้นพิมาย
หลักฐานอีกชิ้นที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ก็คือ ‘พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับไมเคิล วิกเคอรี’ แต่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กล่าวถึงเจ้าผู้ครองเมืองพิมายเดิม หลังจากเปลี่ยนย้ายจากเขมรพระนครมาขึ้นกับอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) แล้ว ได้เสียชีวิตลง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) จึงได้แต่งตั้ง ‘พระยากลาง’ เป็นเจ้าเมืองแทน
ถึงแม้คำว่า ‘พระยากลาง’ ดูเป็นคำเรียกด้วยความคุ้นชินมากกว่าจะเป็นราชทินนาม แต่คำนำหน้าว่า ‘พระยา’ นั้น ก็สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของสถานะเจ้าเมืองพิมายและเขตที่ราบสูงโคราช จากกษัตริย์หัวเมืองประเทศราชในสมัยเขมรพระนคร มาเป็นขุนนางของอยุธยา
นอกจากนี้มีเหตุให้เชื่อได้ว่า หลังจากพ่ายศึกต่อขุนศรีไชยราชมงคลเทพและเข้ามาเป็นหัวเมืองประเทศราชของอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) แล้ว สถานะบทบาทของเมืองพิมายคงลดลงอย่างมาก
ตามธรรมดาของระบบ ‘เมืองแฝด’ สมัยนั้น เมื่อศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักรแว่นแคว้นนั้น ๆ เสื่อมสลายลง เมืองท่าอันดับสองของอาณาจักรก็จะทวีความสำคัญเป็นศูนย์กลางขึ้นมาแทนที่ เมืองที่ว่านี้สำหรับอาณาจักรพิมายเดิมแล้วก็คือเมืองนครราชสีมานั่นเอง (ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ก็ขอให้นึกถึงการขึ้นมาเป็นเมืองหลวงใหม่ของกรุงธน - กรุงเทพ หลังจากอยุธยาเสียกรุง ๒๓๑๐ ก็ได้)
พูดง่าย ๆ คือนครราชสีมาเริ่มปรากฏบทบาทเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ในย่านแทนที่พิมาย หลังสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) เป็นต้นมา
แต่ต้องบอกตรงนี้ไว้ด้วยว่า แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่า เมืองนครราชสีมาเพิ่งมีหรือเกิดใหม่ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ไปอีกนะ เพราะเมืองนครราชสีมามีมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นแคว้นมหินธรปุระ ซึ่งมีเมืองพิมายเป็นศูนย์กลาง แล้วเป็นอย่างน้อย
กล่าวโดยสรุปในเบื้องต้นได้ว่า นครราชสีมาแม้จะขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา แต่ก็เป็นไปอย่างหลวม ๆ ไม่ได้ส่งเจ้านายชั้นพระราชโอรสหรือพระราชอนุชาไปฝึกทดลองงาน การแผ่อำนาจของอยุธยาไปยังที่ราบสูงโคราช เป็นแค่ช่วงเวลาอันสั้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา)
หลังจากนั้นมา ก็ไม่พบว่าอยุธยาได้ยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของนครราชสีมาที่มีนัยยะสำคัญแบบในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่มีการสร้างกำแพงเมืองและส่งพระยายมราช (สังข์) ไปเป็นเจ้าเมือง
เมื่อการรัฐประหารโค่นล้มพระนารายณ์ลงใน พ.ศ.๒๒๓๑ จบไปลงหมาด ๆ สมเด็จพระเพทราชาได้เรียกให้พระยายมราช (สังข์) เข้าเฝ้าเพื่อถือน้ำพระพัทธ์ แต่พระยายมราช (สังข์) ไม่ยอม ก่อขบถและประกาศอิสระ ไม่ยอมให้นครราชสีมาขึ้นกับอยุธยาในราชวงศ์ใหม่ สมเด็จพระเพทราชาส่งกองทัพไปปราบแล้ว พระยายมราช (สังข์) ยังหลบหนีไปนครศรีธรรมราช ชวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชทำอย่างเดียวกัน คือประกาศเป็นอิสระไม่ขึ้นกับอยุธยา ทำให้สมเด็จพระเพทราชาต้องส่งกองทัพไปปราบนครศรีธรรมราชอีก
แม้ว่าพระยายมราช (สังข์) จะอ้างการกระทำของตนเองว่าเป็นเพราะยังจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้า แต่ทว่าพระยายมราช (สังข์) ผู้นี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นคนโคราช สมเด็จพระนารายณ์ถึงได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา พระยายมราช (สังข์) จึงได้คิดเห็นและกระทำการโดยอิงผลประโยชน์ของชาวนครราชสีมา ถึงกับยอมเสี่ยงภัยอันตราย แม้รู้ว่าจะต้องเผชิญการปราบปรามจากกองทัพส่วนกลางก็ตาม
แม้ว่า พระยายมราช (สังข์) จะพ่ายแพ้ไป แต่ไม่นานหลังจากนั้น ชาวโคราชก็สร้างผู้นำขบถขึ้นมาใหม่อีก คราวนี้หนักกว่าเดิม เพราะเป็นขบถไพร่ผู้มีบุญ อย่างขบถบุญกว้าง สมเด็จพระเพทราชาต้องเสียทรัพยากรไปเป็นอันมาก กว่าจะนำเอานครราชสีมากลับมาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาได้อีก และต้องไม่ลืมว่าจริง ๆ แล้วกองทัพที่ยกไปครั้งแรก แพ้บุญกว้างกลับมา ยกไปครั้งที่ ๒ ก็เอาชนะได้ด้วยเล่ห์เพทุบาย หลอกให้บุญกว้างยกทัพไปตีอยุธยา โดยอ้อมไปทางลพบุรี เพื่อให้ผ่านช่องเขาที่ฝ่ายดักซุ่มโจมตีจะได้เปรียบ และในระหว่างเดินทัพก็ทำให้ผู้คนชาวเมืองโคราชที่ไม่เคยมีประสบการณ์เดินทัพทางไกล ต้องประสบความยากลำบากและล้มตายไปในระหว่างทางเป็นอันมาก
หลังจากกรณีขบถพระยายมราช (สังข์) กับบุญกว้าง ก็ทำให้ชนชั้นนำอยุธยารู้แล้วว่า ไม่ควรปกครองอย่างเข้มงวด ควรปล่อยให้มีอิสระภายใน และต้องชิงแต่งตั้งเจ้าเมืองที่เป็นคนโคราชแต่อยู่ฝ่ายเดียวกับตนไปปกครอง ไม่ปล่อยให้ชาวเมืองโคราชตั้งเจ้าเมืองของตนเอง ที่เหลือเมื่อได้ส่วยบรรณาการเป็นประจำทุกปีแล้ว อยุธยาก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวมากนัก แต่แรงปรารถนาที่จะเป็นอิสระจากอยุธยา คงมีอยู่ตลอด รอวันมีผู้นำใหม่ขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.๒๓๑๐ กรมหมื่นเทพพิพิธได้ขึ้นไปยึดเอาเมืองพิมายเป็นศูนย์กลางตั้งเป็น ‘ก๊กเจ้าพระพิมาย’ ขึ้นมา จึงได้รับความสนับสนุนจากชาวเมือง
กลยุทธ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่ทรงใช้ในการจัดการกับก๊กเจ้าพระพิมาย นอกจากส่งกองทัพขึ้นไปตีพิมายโดยตรงแล้ว ยังพบว่าทรงหันกลับไปดำเนินนโยบายแบบเดียวกับที่ชนชั้นนำอยุธยาเคยใช้ได้ผลมาก่อน คือการสนับสนุนเมืองนครราชสีมาขึ้นมาคานกลุ่มชนชั้นนำท้องถิ่นที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พิมาย ทำให้เมืองนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางใหม่ขึ้นอีกครั้ง หลังจากหวนกลับไปเป็นพิมายในช่วงก๊กเจ้าพระพิมาย
ทั้งนี้การที่เจ้าพระพิมายคือกรมหมื่นเทพพิพิธ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากชาวพิมายและหัวเมืองขึ้นข้างเคียง แต่เนื่องจากใช้นโยบายฟื้นอยุธยาขึ้นในเมืองพิมาย โดยมีกลุ่มขุนนางและเชื้อพระวงศ์เก่าที่อยุธยาหลบหนีออกไปเข้าร่วมด้วยมาก กลายเป็นว่าพิมายแทนที่จะเป็นพิมายเอง กลับเป็นอยุธยาที่พิมายแทน จึงเหมือนกรมหมื่นเทพพิพิธนำเอาสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ห่างไกลมาอยู่ในระยะประชิด ในช่วงหลังไพร่บ้านพลเมืองจึงหันไปสนับสนุนสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ แทน
หลักฐานสมัยอยุธยา บางทีเขียนว่า ‘ณคอรราชศรีมา’ บางทีก็เขียน ‘นครราชสีห์มา’ หมายถึงเมืองเดียวกัน คนสมัยก่อนเขียนตามเสียง ไม่มีป้า ๆ ลุง ๆ (แบบที่เรารู้จักกันในภายหลังมานี้ว่า ‘ราชบัณฑิต’) มาคอยกำกับว่ารูปพยัญชนะและตัวอักษรเขียนที่ถูกต้องคือแบบไหน ใครใคร่เขียนแบบไหน ก็เขียนไป แค่ให้พ้องเสียงกันเท่านั้น ถือว่าสื่อสารเข้าใจกัน ก็โอเคแล้ว
แต่คำที่เป็นปัญหา นำมาสู่ข้อถกเถียงกันก็คือคำว่า ‘โคราช’ ซึ่งเป็นอีกชื่อของเมืองนครราชสีมา ถึงแม้เราจะรู้ว่าเป็นคำเก่าแน่ (อย่างน้อยก็ปรากฏในเอกสาร ‘คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม: เอกสารจากหอหลวง’ ของอยุธยา) และยังรู้กันอีกว่าเป็นคำคู่แฝดกับ ‘นครราชสีมา’ มาแต่เดิม
เรื่องนี้ก็เหมือนอย่างคำว่า ‘บางกอก’ กับ ‘กรุงเทพ’ คำหนึ่งเป็นคำชาวบ้านเรียกกันจนติดปาก กับอีกคำเป็นคำบวชบาลี หวังจะให้เป็นคำพระคำศักดิ์สิทธิ์ แต่กลายเป็นคำลิเกไป
ที่ผ่านมา สันนิษฐานกันว่า ‘โคราช’ มาจาก:
(๑) ‘ณคอรราช’ เป็นคำย่อของ ‘นครราชสีมา’ นั่นแหล่ะ ในทางนิรุกติศาสตร์ สระออ กับสระโอ เพี้ยนกันไปมาได้
(๒) เชื่อกันว่ามาจาก ‘โฆราฆะปุระ’ คือคำหน้าที่ว่า ‘โฆราฆ’ ซึ่งสมเหตุสมผล จึงเป็นที่เชื่อกันมากที่สุด แต่ ฆ. กับ ช. ออกเสียงคนละแบบ
ผู้เขียนจึงเสนออีกข้อพิจารณา คือ
(๓) เป็นคำลาว มาจาก ‘คอนราด’ หรือ ‘ครราช’ ตามที่ปรากฏใน ‘อุรังคธาตุ’ นอกจากนี้ ‘อุรังคธาตุ’ ยังอธิบายได้ด้วยว่า ‘ครราชเสมา’ นั่นแหล่ะเป็นที่มาของ ‘นครราชสีมา’
เรื่องของเรื่องก็คือ แท้ที่จริงแล้วนครราชสีมาสัมพันธ์กับแหล่งวัฒนธรรมในอีสานด้วยกัน มากกว่าอารยธรรมของส่วนกลางอย่างกรุงศรีอยุธยา แม้แต่กระทั่งชื่อ...
จะเห็นได้ว่า กรณีโนนพลล้านนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับนครราชสีมาก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีการขุดค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์หลายแห่ง และอันที่จริงโนนพลล้านก็ใม่ใช่ที่แรกที่พบในย่านตัวเมือง ดังที่สื่อนำเสนอแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการขุดค้นพบโครงกระดูกสมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยบังเอิญที่บริเวณวัดกลาง ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองนครราชสีมาเลยด้วยซ้ำ (ปัจจุบันโครงกระดูกนี้แสดงอยู่ที่อาคารด้านใต้ของโบสถ์กลางน้ำวัดกลาง เยื้องฝั่งตรงข้ามกับเทวสถานโบสถ์พราหมณ์)
แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมา นครราชสีมาก็เช่นเดียวกับหัวเมืองอีสานอื่น ๆ ที่มักถูกสร้างประวัติศาสตร์โดยยึดโยงกับส่วนกลาง ยึดโยงกับสุโขทัยไม่ได้ ก็หันมาใช้ยุคอยุธยาแทน ซึ่งไม่แปลกหากรัฐไทยซึ่งสร้างอัตลักษณ์ผ่านการเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจ จะให้ความสนับสนุนประวัติศาสตร์และโบราณคดีในแบบดังกล่าวนี้ เพราะสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐไทยอยู่โดยนัยยะ
เมื่อใช้วิธีคิดและมองแบบรวมศูนย์ (centralize) และยังให้ความสำคัญแก่ชนชั้นนำส่วนกลาง (elitism) ประวัติศาสตร์แบบนั้นก็หาได้เป็น ‘ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น’ ดังที่ควรจะเป็นไม่ เพราะประวัติศาสตร์แบบนั้นจะบดบังเบียดขับประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น สร้างภาพท้องถิ่นที่ไม่มีพลวัตความเปลี่ยนแปลงและจุดกำเนิดจากภายในสังคมวัฒนธรรมของตนเองเป็นลำดับมา หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ส่วนกลางโดยเนื้อหา และเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแต่เพียงรูปแบบพื้นผิวเท่านั้น
ประวัติศาสตร์แบบดังกล่าวนี้ทำให้การเกิดขึ้นของหัวเมืองสำคัญอย่างนครราชสีมา กลายเป็นเรื่องที่จู่ ๆ ก็ถูกเนรมิตขึ้นโดยสมเด็จพระนารายณ์ ไม่มีพัฒนาการความคลี่คลายทางประวัติศาสตร์ใด ๆ เช่นเดียวกับที่ก็มองว่าจู่ ๆ อยุธยาก็เกิดมีขึ้นมา เพราะเนรมิตขึ้นโดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ไม่มียุคสมัยก่อนหน้านั้นในพื้นที่ที่เป็นเมืองอยุธยา อโยธยาจึงถูกบังคับให้สูญหายไป เพื่อจะได้เคลมไปทางนั้นได้สะดวก
จริงอยู่ว่ามีข้อมูลหลักฐานถึงการสร้างกำแพงเมืองนครราชสีมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่นั่นไม่เท่ากับเป็นการสร้างเมือง เมืองมีอยู่ก่อนแล้ว และมีพัฒนาการความเป็นมาของตนเองย้อนหลังกลับไปนับพันปีก่อนหน้าจะเกิดมีกรุงศรีอยุธยาเสียอีก อยุธยามีความสำคัญต่อนครราชสีมาก็จริง แต่การนำเอาเรื่องการสร้างกำแพงเมืองไปให้ความหมายว่าเท่ากับสร้างเมือง นับว่าบดบังและลดทอนอะไรไปหลายสิ่งอย่าง ทำให้เกิดการรับรู้ประวัติศาสตร์นครราชสีมากันมาอย่างผิดเพี้ยน ถึงขนาดปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า นครราชสีมาเป็นหัวเมืองอันดับต้นที่ก่อขบถครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยา
การอธิบายประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างหลุดลอยออกนอกบริบททางสังคมวัฒนธรรมแบบนี้ก็เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐไทยที่เกิดใหม่ภายหลัง เป็นการใช้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพื่อรับใช้อำนาจทางการเมือง เพิ่มความชอบธรรมให้แก่ชนชั้นนำในการยึดครองท้องถิ่นแบบเจ้าอาณานิคมล่าเขตแดนในอดีต ที่แตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้เพื่อการยึดครองของเจ้าอาณานิคมตะวันตกในอดีต ก็คือ ‘ความรู้แบบเจ้าอาณานิคม’ (Colonial knowledge) ของชนชั้นนำสยาม กระทำโดยปกปิดหรือไม่บอกว่ากำลังใช้ความรู้เพื่อการยึดครอง ชอบตีเนียนว่าเป็นเรื่องของข้อมูลหลักฐานล้วน ๆ (อย่างบริสุทธิ์และโคตรจะเป็นกลาง)
ปัญหาของความรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีแบบนี้สืบเนื่องมาจากการมีวิธีคิดแบบ ‘อาณานิคมอำพราง’ (Crypto-colonialism) ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ให้ความสำคัญแก่ราชธานี มองสุโขทัย อยุธยา กรุงเทพฯ ลพบุรี และเมืองพระนครของเขมร แบบเป็น ‘เจ้าอาณานิคม’ บดบังความสำคัญ การเป็นอิสระ (Autonomous) มาแต่เดิม และการมีพัฒนาการภายในเป็นของตนเองของท้องถิ่น ประวัติศาสตร์แบบนี้แหล่ะที่ถึงคราว “จะต้องเปลี่ยน” กันได้แล้วล่ะนะ...
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
อ้างอิง
กฎหมายตราสามดวง (จัดพิมพ์ตามต้นฉบับหลวง) เล่ม 1. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550.
กฎหมายตราสามดวง (จัดพิมพ์ตามต้นฉบับหลวง) เล่ม 1. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550.
กำพล จำปาพันธ์. “‘ซุปเปอร์ด็อก’ (Superdog) น้องหมาในประวัติศาสตร์ความเชื่อไทยๆ” https://www.thepeople.co/history/nostalgia/54471 เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567.
ทะเบียนโบราณสถานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี และยโสธร. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2529.
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่นๆ. นนทบุรี: ศรีปัญญา, 2553.
รวมบันทึกประวัติศาสตร์ของฟาน ฟลีต (วัน วลิต). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2546.
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดนครราชสีมา. กรุงเทพฯ: 1กรมศิลปากรและกระทรวงศึกษาธิการ, 2542.
วินัย พงศ์ศรีเพียร. (บก.). ความยอกย้อนของประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย, 2539.
ศานติ ภักดีคำ. ยุทธมรรคา: เส้นทางเดินทัพไทย-เขมร. กรุงเทพฯ: มติชน, 2557.
สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา-ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 1. กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ, 2542.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. โคราชของเรา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2558.
สุภัทรดิศ ดิศกุล. (บก.). โบราณคดีนครราชสีมา. กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2512.