25 มี.ค. 2568 | 13:28 น.
KEY
POINTS
“รู้ไหมเธอว่าทุกข์นั้นเบาเมื่อแบ่งให้ใครสักคน
ก็เหมือนที่เธอเคยช่วยให้ฉันยิ้มได้ ก็เหมือนกัน
เหนื่อยมากไหม ฉันรู้ว่าเธอน่ะเก่งและยังไหว
แต่ขอวันใดที่เธอร้องไห้ อย่าร้องไห้คนเดียว ไม่บอกฉัน”
เนื้อเพลง ‘อย่าเสียใจคนเดียว’ ของ ‘Better Weather’ ฟังเวอร์ชันปกติก็ซาบซึ้งระดับน้ำตาปริ่มอยู่แล้ว ยิ่งได้มาฟังเวอร์ชันที่ ‘มอส’ ธวัชชัย คล้ายสอน ร้องคลอกับกีตาร์ด้วยอินเนอร์ที่จัดเต็ม ท่ามกลางกลุ่มคนที่แบกเรื่องทุกข์ใจไว้บนบ่า เดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรไปนั่งล้อมวงรอบกองไฟ เพื่อระบายความอัดอั้นทุกข์ใจที่เผชิญให้คนแปลกหน้ารับฟัง โดยมีฉากหลังเป็นทิวเขายามค่ำคืน ตั้งตระหง่านราวกับกำแพงที่ป้องกันไม่ให้เรื่องราวและปัญหาของคนเหล่านั้นรั่วไหลไปไกล
ด้วยบรรยากาศที่กล่าวนี้ ยิ่งทำให้เนื้อร้องของเพลงอย่าเสียใจคนเดียว เปี่ยมไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง และเรียกน้ำตาเราจนไหลพราก เพียงแค่ดูในเวลาไม่กี่วินาทีผ่าน TikTok
นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 เราได้แต่เฝ้ารอโอกาสว่าสักวันหนึ่งจะได้ขึ้นไปเยือน ‘อยู่บ้านเพื่อน โฮมสเตย์’ เพื่อไปฟังมอสร้องเพลงสด ๆ และแชร์เรื่องราวที่พบเจอกับคนแปลกหน้า… แต่เฝ้ารอตลอดทั้งปี วันนั้นของเราก็ไม่มาถึง โดยมีอุปสรรคสำคัญคือ “กลัวการเดินทางคนเดียว”
จะเรียกว่า ‘โชคดี’ หรืออะไรก็แล้วแต่ ปลายเดือนมีนาคม 2568 มอสหอบกีตาร์คู่ใจมาเปิดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ที่ร้านสายแคมป์ สโลว์บาร์ จังหวัดนนทบุรี ห่างจากบ้านเราไม่ถึง 20 กิโลเมตร จังหวะนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นการสนทนาที่เกี่ยวกับความฝัน ความคิด และทัศนคติ ของชายหนุ่มผู้ไม่ได้มีปริญญาด้านจิตวิทยา แต่สามารถ ‘เยียวยา’ จิตใจคนได้มากมาย ผ่านอาวุธเพียงสองอย่าง ได้แก่ ‘กีตาร์’ ที่ใช้ขับกล่อมคลอไปกับเสียงร้องจริงใจ เป็นเอกลักษณ์ และ ‘หู’ ที่ใช้รับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน ไม่เร่งรัด
‘มอส’ ธวัชชัย คล้ายสอน หนุ่มวัย 28 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาผ่านการทำงานมาหลากหลาย ทั้งแอดมินเพจที่ต้องไลฟ์ขายของด้วย พนักงานส่งของก็เคยเป็น
ชีวิตของเขาอาจทำงานวนเวียนอยู่อย่างนั้นต่อไป กระทั่งเขาได้เดินทางมาเที่ยวเชียงใหม่ แล้วเกิดตกหลุมรักเมืองเหนือที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์เข้าอย่างจังถึงขั้นร้องไห้ไม่อยากกลับ
หลังจากตระเวนร้องเพลงและทำงานในเชียงใหม่มาสักพัก ในที่สุดเดือนเมษายน ปี 2565 เขากับแฟนสาว (พลอย) จึงตัดสินใจมาเช่าพื้นที่เปิดโฮมสเตย์ที่แม่แตง
“ผมกับพลอยรู้สึกว่าเราไม่สามารถทำงานประจำได้ ไม่สามารถมองเห็นภาพตัวเองทำงานประจำสิบปียี่สิบปี” มอสเล่าถึงจุดเริ่มต้น ตอนแรกเขาตั้งใจให้ที่นี่เป็นเพียงที่พักธรรมดา อาจมีดนตรีและการพูดคุยเล็กน้อย ไม่ได้วางแผนให้กลายเป็นวงสนทนาเยียวยาจิตใจอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นโดยบังเอิญ “สมัยก่อนผมก็เล่นดนตรีร้องเพลงให้แขกฟังอย่างเดียว ไม่ได้คุยสักเท่าไร จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเห็นแขกนั่งฟังเพลงแล้วร้องไห้ ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาร้องไห้ทำไม หลัง ๆ พลอยเลยบอกให้ผมเปลี่ยนมาคุยกับแขกดูบ้าง ลองถามเขาหน่อยว่าร้องไห้เรื่องอะไร เจออะไรกันมา หลังจากนั้นก็เลยร้องเพลงแล้วสลับคุยกัน”
อยู่บ้านเพื่อน โฮมสเตย์ เริ่มเป็นที่รู้จักผ่านคลิป TikTok ในปี 2567 ที่บันทึกภาพมอสร้องเพลง ‘อย่าเสียใจคนเดียว’ คลิปกลายเป็นไวรัลและทำให้หลายคนอยากมาสัมผัสที่นี่ด้วยตัวเอง
จากประสบการณ์ มอสพบว่าแขกที่มาคนเดียวจะเปิดใจเร็วกว่า “ตอนแรก ๆ ก็รับแขกที่มาเป็นกลุ่ม ๆ แต่ในที่สุดเราก็เลือกรับแค่คนที่มาคนเดียวหรือสองคน เพราะถ้ามาเป็นกลุ่ม เขาก็จะคุยกับแต่กับเพื่อนตัวเอง ปรากฏว่าคนที่มาคนเดียวเขาก็สนิทกันเร็วมาก เพราะเขาไม่รู้จะไปคุยกับใคร”
แขกที่มาพักมีตั้งแต่เด็กชายอายุ 12 ปีที่มากับคุณแม่ ไปจนถึงวัย 60 ปี แต่ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน ปัญหาที่พวกเขานำมาเล่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรัก ปัญหาในการทำงาน และการไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว
“ผมชอบมองหน้าคนที่กำลังเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เพราะอยากให้รู้สึกว่ามีคนตั้งใจรับฟังเขาจริง ๆ ขอแค่ครั้งเดียว มันก็ต่อชีวิตเขาได้” มอสเล่าถึงพลังของการรับฟังอย่างตั้งใจ
มอสเป็นหนึ่งในคนที่ไม่เชื่อในการให้คำปรึกษาแบบเร่งด่วน “ผมจะไม่ตั้งคำถาม ไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องที่เขาเล่า เพราะผมรู้สึกว่า คนที่กำลังเล่าคือผู้ที่จัดการตัวเองได้เก่งที่สุด”
เขาปล่อยให้แขกเล่าจนกว่าจะพอใจ ไม่บังคับให้เล่าหากยังไม่พร้อม แล้วคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงจากเครือข่ายโซเชียลมีเดียหลังพวกเขากลับไป “พี่คนหนึ่ง แกเล่าเรื่องที่อกหักจากผู้หญิง รอบแรกแกร้องไห้ รอบที่สองก็ยังร้องไห้ แต่พอเล่ารอบที่สาม แกเริ่มยิ้มแล้ว พอได้เจอกันหลายครั้ง กลายเป็นว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น”
นอกจากเล่นกีตาร์แล้ว ประสบการณ์ในการทำโฮมสเตย์ยังทำให้มอสสัมผัสความรู้สึกของคนที่มาพักได้อย่างรวดเร็ว “คนที่มีอาการซึมเศร้า ผมเจอเกือบทุกวัน เขาไม่ได้ผิดปกตินะ แต่เดินลงมาจากรถจะรู้เลยว่าคนนี้กำลังซึมเศร้า มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างที่เขาแบกเอาไว้ เราแทบไม่ต้องคุยกับเขา แต่รู้ได้เลยว่า คนนี้ไม่ไหวแล้ว”
เรื่องราวที่กินใจที่สุดเรื่องหนึ่งคือพี่ตาล (นามสมมติ) ที่คิดจะจบชีวิตตัวเอง แต่ให้โอกาสตัวเองครั้งสุดท้ายด้วยการมาที่บ้านเพื่อนโฮมสเตย์ก่อน “แว่บแรกที่เห็นพี่ตาล ออร่าความเศร้าแผ่เป็นรัศมีออกมาเลย” จนกระทั่งถึงช่วงล้อมวง deep talk รอบกองไฟ พี่ตาลร้องไห้ระบายออกมา แล้วพี่ตาลก็ไม่ได้จบชีวิตตัวเอง ตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างสดใสอยู่ที่ต่างประเทศ และยังติดต่อกับมอสเสมอ
“แกบอกขอบคุณมากที่ทำให้อยากมีชีวิตต่อ ผมฟังแล้วรู้สึกว่า สุดยอดเลย มันดีมาก ๆ เลยนะครับ การที่ใครสักคนมาพูดกับเราแบบนี้ โดยที่เราก็ไม่ได้มีความพิเศษหรือยิ่งใหญ่อะไร”
เมื่อถามว่าทำไมผู้คนถึงเลือกระบายความทุกข์กับคนแปลกหน้าที่อยู่ไกลถึงเชียงใหม่? มอสมองว่า “ผมว่าเพราะเขาเป็นคนแปลกหน้ากัน เขาไม่รู้จักกันเลยครับ ต่อให้วันนี้เจอกัน พรุ่งนี้ก็อาจจะไม่เจอแล้ว ต่อให้มีใครเอาเรื่องไปเล่า เราก็ไม่รู้”
“คนแปลกหน้าเหมือนมีพลังวิเศษตรงที่ทำให้คนกล้าเล่าสิ่งที่ไม่เคยเล่า” มอสสรุปอย่างตรงไปตรงมา
นอกจากนั่งล้อมกองไฟระบายความทุกข์แล้ว กิจกรรมที่อยู่บ้านเพื่อนโฮมสเตย์ยังมีบอร์ดเกม การเที่ยวชมน้ำตก และสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยสีจากธรรมชาติ ให้ผู้มาพักได้ผ่อนคลาย
มอสมีมุมมองต่อความทุกข์ที่แตกต่าง เขาไม่เห็นด้วยกับการเร่งรีบผลักไสความทุกข์ออกไป “ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ดีกว่า ไม่ต้องรีบร้อน อยากร้องไห้ก็ร้องไห้ไปเถอะ มันต้องมีสักวันแหละ ที่เราได้เจอกันในวันที่ไม่ร้องไห้แล้ว”
เขายังมองว่าการร้องไห้เป็นการแสดงความรักต่อตัวเองรูปแบบหนึ่ง “เวลาร้องไห้ หมายความว่าเราไม่โกหกความรู้สึกข้างในของตัวเอง เพราะฉะนั้นการร้องก็คือการรักตัวเองอย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าไปเก็บมันไว้ วันหนึ่งมันต้องระเบิดออกมา แล้วการระเบิดแต่ละครั้ง ผมว่ามันอาจรุนแรงกว่าการร้องไห้อีก หรือเอาง่าย ๆ ถ้าผ่านไปแล้วเป็นสิบปีก็ยังร้องไห้อยู่ ก็คิดซะว่า เออ ก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อเป็นสิบปีเลยนะ”
คำพูดที่เขาประทับใจมาจากลูกค้าคนหนึ่งที่พูดกลางวงสนทนาว่า “ใครกันอนุญาตให้เราไม่มีความสุข” มอสสะท้อนความคิด “ผมชอบคำพูดนี้มาก มันจะใครกันล่ะ นอกจากตัวเราเอง”
“ขอเพียงเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งเราจะเจอกับวันที่ดี มาลองดูสิว่ามนุษย์เราจะอดทนกับความเจ็บปวดได้เท่าไร” เขากล่าว ก่อนจะเสริมอย่างจริงใจ “และต่อให้มันถึงสิบปี ผมก็จะรออยู่ตรงนี้”
บ้านเพื่อนโฮมสเตย์ที่เริ่มต้นเป็นเพียงธุรกิจที่พักแบบเรียบง่าย กลายเป็นพื้นที่แห่งการเยียวยาที่มีความหมายต่อชีวิตผู้คน มอสไม่ลืมยกเครดิตให้พลอย คู่ชีวิตที่กำลังตั้งครรภ์ “พลอยก็บอกว่ามันเป็นธุรกิจ แต่อย่าให้ความเป็นธุรกิจครอบงำเราเลย สุดท้ายแล้วนอกจากคำว่าธุรกิจที่ต้องพยุงตัวให้อยู่รอด ก็ยังมีคำว่า ความสนุกและความสุข รวมอยู่ด้วย”
ด้วยวุฒิการศึกษาเพียงมัธยมปลาย ไม่มีปริญญาด้านจิตวิทยา มอสมีความเข้าใจในความรู้สึกมนุษย์อย่างลึกซึ้ง เขาคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสูญเสียพ่อผู้เป็นที่รัก โดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้พ่อเห็น
เมื่อถามว่าทำไมคนยุคนี้ต้องการการเยียวยามากขึ้น เขาอธิบายว่า “มันเหมือนความอึดอัดที่เราบอกใครไม่ได้ บางคนระบายด้วยการเขียน แต่มันก็ไม่สามารถเขียนได้ตลอดเวลา บางคนระบายด้วยการเล่า แต่ก็ไม่อยากไปเล่าให้คนรู้จักฟัง”
“คนที่เขากล้าเล่าให้ผมฟัง อาจเป็นเพราะผมมองว่า ทุกคนมีปัญหาหมด แล้วปัญหาของทุกคนมันใหญ่มาก ไม่มีปัญหาใครเล็กกว่าหรือใหญ่กว่ากัน ผมไม่มีเงินห้าบาทมันก็เป็นปัญหาใหญ่ของผม เพราะเงินห้าบาทมันอาจพลิกชีวิตผม”
แม้จะรับฟังปัญหาของผู้อื่นมากมาย มอสก็ยอมรับว่าตัวเองมีความทุกข์เช่นกัน บางครั้งเขาแอบยืมวิธีจัดการความทุกข์จากแขกที่มาพัก ถ้าวิธีแรกไม่ได้ผล ก็ลองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบวิธีที่เหมาะกับตัวเอง นอกจากนี้ การอยู่กับพลอยก็ช่วยให้เขาคลายทุกข์ได้มาก
ส่วนคำแนะนำสำหรับคนที่ยังติดอยู่กับความทุกข์และไม่กล้าออกเดินทางคนเดียว มอสตอบอย่างจริงใจ “การเดินทางคนเดียวไม่ใช่เรื่องแย่ สนุกด้วยซ้ำ การมาเจอเพื่อนใหม่เป็นเรื่องที่ท้าทาย เหมือนหนังสือเล่มใหม่ที่เราอยากลองอ่าน หนังสือบางเล่มก็เป็นแนวทางปฏิบัติ และให้ความรู้กับเรา เราอาจจะได้เจอบางอย่างที่เราคิดไม่ถึงก็ได้ การเล่าเรื่องให้คนแปลกหน้าฟังก็สนุก ไม่ใช่เรื่องแปลก การร้องไห้กับคนแปลกหน้าก็เป็นเรื่องที่แบบ… บอกไม่ได้ ต้องมาเจอครับ ต้องมาสัมผัสเอง”
บางที สิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่คำตอบตายตัวหรือทางออกที่ชัดเจน แต่เป็นเพียงพื้นที่ปลอดภัยที่เราสามารถปล่อยให้น้ำตาไหล และความทุกข์ได้ระบายออกมา ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและการตัดสิน ดนตรีเบา ๆ จากกีตาร์ของมอส และใบหน้าที่พร้อมรับฟังโดยไม่ด่วนสรุป อาจเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังตามหา
มอสร้องเพลง ‘อย่าเสียใจคนเดียว’ เป็นเพลงสุดท้ายของค่ำคืนนั้น บางคนร้องเพลงเสียงดังอย่างปลดปล่อย บางคนร้องไห้เงียบ ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างไม่อายใคร แต่ทุกคนมีรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้า... บางทีคำว่า ‘อย่าร้องไห้คนเดียว’ อาจไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรร้องไห้ แต่เพียงแค่ให้มั่นใจว่า มีใครสักคนกำลังอยู่เคียงข้าง พร้อมรับฟังในวันที่เราหัวใจสั่นไหว
สัมภาษณ์: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: เพจเฟซบุ๊ก U Ban Puean Homestay - อยู่บ้านเพื่อน