Post on 11/06/2019

กิตติธัช ศรีพิชิต: เสื้อเหลืองเสื้อแดง Avengers และเพื่อน ม.4 ทำให้อยากทำหนัง

เสื้อเหลืองเสื้อแดง Avengers และเพื่อน ม.4 สิ่งเหล่านี้อาจจะดูไม่ได้มีความเกี่ยวโยงอะไรกันเลย แต่สำหรับ กิตติธัช ศรีพิชิต หรือ “ธัช” สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบที่หล่อรวมกันจนกลายมาเป็นความฝันในการทำหนัง และทัศนคติที่เขามีต่อสถานการณ์ของหนังไทยในปัจจุบัน

ธัช คือนักศึกษาคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สาขาถ่ายภาพและภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว The People ซึ่งธัชก็ได้เข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานวิดีโอหลายชิ้นในฐานะ The People Junior

ช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ธัชฝึกงานกับ The People เราจึงถือโอกาสนั่งคุยกับธัชถึงความรู้สึกของการฝึกงาน และความคิดที่ธัชมีต่อวงการหนังไทยในปัจจุบัน ในฐานะเด็กรุ่นใหม่ที่หลงมนต์เสน่ห์ของหนังไทย และมีความฝันอยากจะทำหนังเป็นของตัวเองในอนาคต

The People: ทำไมถึงเลือกเรียนสาขาถ่ายภาพและภาพยนตร์

กิตติธัช: อันนี้ตอบง่าย ๆ เลย เราอยากทำหนัง แล้วเราก็ชอบด้าน production ที่เราได้ออกปฏิบัติมากกว่ามานั่งเขียนบท

The People: ค้นพบความชอบด้านนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

กิตติธัช: ตอนขึ้น ม.4 เราเจอเพื่อนคนหนึ่งที่มันชอบถ่ายภาพตั้งแต่ ม.ต้นแล้ว อยู่ ๆ ก็มีช่วงหนึ่งที่เราไปสนิทกับมัน แล้วก็เรียนรู้การถ่ายภาพจากมัน เลยค้นพบว่าการถ่ายภาพทำให้เรามีความสุขมาก รู้สึกว่าเราได้เป็นตัวเองมากขึ้น เราเลยรู้ตัวตนแล้วว่าเราไปทางนี้แน่นอน โดยที่เพื่อนในห้องคนอื่นยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรในอนาคต

The People: แล้วพัฒนาจากการถ่ายภาพมาเป็นการทำหนังได้ยังไง

กิตติธัช: ช่วง ม.ปลาย มีงานวิชาการของโรงเรียน แล้วมีรุ่นพี่ที่รวมกลุ่มกันทำหนังสั้นเพื่อเอามาฉายในงานนั้น เพื่อนคนแรกที่เรารู้จักตอน ม.4 ก็อยู่ในกลุ่มนั้น ก็เลยขอติดไปด้วย ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่ากองถ่ายเขาทำอะไรกันบ้าง พอลองไปทำด้วยก็รู้สึกว่า เฮ้ย นี่คือทางของเราละ เพราะตอนไปออกกองมันสนุกมาก ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเลย แล้วเราก็ได้ค้นพบตัวเองว่า เราชอบทำงานด้านนี้ ด้วยความสนใจเราก็ศึกษามาเรื่อยๆ โดยที่มีเวลาก็เปิด YouTube ดู

The People: แสดงว่าเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง

กิตติธัช: ใช่ แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เวลาว่าง ๆ จะไปดูงานฉายหนังธีสิสของแต่ละมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นไปดูตั้งแต่จุฬา ธรรมศาสตร์ ศิลปากร ลาดกระบัง มศว รังสิต กรุงเทพ ไปมาหมดแล้ว ถ้าให้พูดถึงภาพรวมของหนังนักศึกษาในยุคนั้นจะพูดได้เลยว่าไปในทางไหน แล้วหนังจะพูดในเรื่องไหนมากที่สุด

The People: มีหนังในดวงใจไหม

กิตติธัช: ตอบยากเลย คือดูเยอะมากจนบอกไม่ถูก เพราะแต่ละเรื่องมันมีดีในแต่ละด้าน

The People: ขอตัวอย่างสักเรื่อง

กิตติธัช: ถ้าเป็นหนังไทยก็เป็นเรื่อง Snap ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี ถ้าหนังนอกก็เป็น 2001: A Space Odyssey

The People: ชอบอะไรในหนังสองเรื่องนี้

กิตติธัช: อย่างหนังเรื่อง Snap เราชอบที่โครงสร้างมันอิงการเมือง แล้วก็ให้อารมณ์ nostalgia อารมณ์เหมือนเราเรียนมัธยมจบไป ห่างไปแปดปีแล้วเรากลับมาเจอเพื่อน มันทำให้เรารำลึกถึงความหลัง ส่วนเรื่อง2001: A Space Odyssey  นี่ค่อนข้างจะพูดถึงปรัชญาชีวิตที่สอดคล้องกับภาพยนตร์ โดยจะพูดถึงชีวิตของมนุษย์กับหุ่นยนต์ สมมติว่ามนุษย์สร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาให้มันมีความคิดเหมือนคน แต่จะมีความรู้สึกเหมือนคนไหม อันนี้คือคำถามที่สร้างขึ้นในหนังเรื่องนั้น เราเลยสนใจเรื่องมนุษย์ เราเลยยังหาคำตอบว่า จริง ๆ แล้วเรามีความรู้สึกรึเปล่า หรือเราแค่ถูกสั่งการจากสมอง เราใช้สารเคมีในสมองออกมาแสดงท่าทาง แต่ความจริงมันไม่ใช่ความรู้สึก มันแค่สารเคมีในสมองสั่งออกมา

The People: ถ้าได้มีโอกาสทำหนัง จะทำหนังแนวไหน

กิตติธัช: ถ้าถามคำถามนี้เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ก็จะตอบว่าหนังการเมือง แต่ตอนนี้อาจจะเป็นแนวแฝง เป็นเรื่องเพื่อน เรื่องสืบสวน แล้วก็แฝง symbolic อะไรเกี่ยวกับการเมืองหน่อย

The People: ทำไมสนใจประเด็นการเมือง

กิตติธัช: เราคงใกล้ชิด เราอยู่มาตั้งแต่ยุคเสื้อเหลืองเสื้อแดง พอเราได้ยินข่าวจากครอบครัวจากญาติ ตอนนั้นเรายังศึกษาอยู่ว่าการเมืองเขาทะเลาะอะไรกัน พอหลังรัฐประหารเราก็ติดตามเพจที่พูดถึงการเมือง ก็เลยศึกษามาเรื่อย ๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัว แค่เราเลื่อน Facebook เราก็เจอข่าวการเมืองอย่างน้อยสองสามข่าวแล้ว

The People: คิดว่าประเทศไทยเปิดกว้างกับหนังที่แตะประเด็นการเมืองไหม

กิตติธัช: ที่ผ่านมาก็มีเยอะนะ พวกหนังนักศึกษาที่เล่นเรื่องการเมือง อย่างล่าสุด อันนี้ไม่ใช่หนังนักศึกษา แต่เป็นหนังที่เอาไปฉายข้างนอก แต่เป็นของไทยนี่แหละ เรื่อง Ten Years Thailand ประเด็นมันก็ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง แต่เขาก็ไม่โดนแบน แต่คนที่จะเอาหนังเรื่องนี้ไปฉาย บางที่ก็อาจจะโดนจำกัดไม่ให้ฉาย

The People: แสดงว่าเมืองไทยก็เปิดกว้างในระดับหนึ่ง

กิตติธัช: มันอยู่ที่ว่าจะมีคนรู้หรือเปล่า จะมีคนแจ้งหรือเปล่า

The People: คิดยังไงกับวงการหนังไทยในปัจจุบัน

กิตติธัช: ถ้าสังเกตจากงานสุพรรณหงส์ เรารู้สึกว่าหนังไทยเริ่มลดน้อยลง จากเมื่อประมาณ2-3 ปีที่แล้ว จากที่มีหนังไทยอยู่ประมาณ 50 เรื่อง ตอนนี้เหลือประมาณ 20 เรื่อง มันลดมาค่อนข้างเยอะ ทำให้รอบฉายของผู้กำกับไทยถูกจำกัดน้อยลง ยกตัวอย่างเรื่อง Avengers สมมติโรงหนังมีอยู่ 10 โรง ฉาย Avengers เข้าไปสัก 8 โรง อีกโรงคือหนังนอก แล้วอีกโรงถึงจะเป็นของผู้กำกับไทย แล้วเวลาการฉายก็มีแค่ไม่กี่ช่วง แค่ประมาณซัก 2-3 ช่วงเอง ทำให้มันเอื้อต่างนายทุนต่างประเทศ แต่ไม่เอื้อกับคนในประเทศ

The People: เป็นเพราะว่าคนไทยดูหนังไทยน้อยลงด้วยรึเปล่า

กิตติธัช: น้อยลงมาก บวกกับโรงหนังส่วนมากมันเป็นของนายทุนใหญ่

The People: คิดว่ามีวิธีที่จะทำให้ระบบเอื้อต่อคนทำหนังไทยไหม

กิตติธัช: ถ้าจะแก้ก็แก้ยาก มันอยู่ที่ความคิดของคนดู ถ้าคนไทยเปิดกว้างเรื่องเนื้อหา ความคิด ในการดูหนัง พวกโรงหนังใหญ่ ๆ มันให้รอบฉายให้ได้มากกว่า เพราะเขาต้องการเงิน เงินก็มาจากคนดู ถ้าคนดูเปิดกว้าง คนก็จะไปดู เขาก็จะได้เพิ่มรอบฉาย อย่างช่วงสัก 90s ค่ายหนังของ Five Star Production นี่คือดังมาก มีหลายแนวมาก ทุกวันนี้ถ้าไปดูก็ยังสนุก แล้วนักแสดงก็มีความหลากหลาย การแสดงดี แต่พอผ่านมา แนวหนังไทยเริ่มโหล ไม่ว่ามันจะ ดรามา โรแมนติก ยังไงมันก็ต้องมีคำว่าตลกเข้ามา

The People: คิดว่าทำไมคนไทยถึงดูหนังไม่หลากหลาย

กิตติธัช: อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะด้วยสังคมที่เขาต้องเจอเรื่องเครียด ๆ เขาก็คงไม่อยากเข้าไปดูหนังเอื่อย ๆ เข้าไปก็คงหลับ เขาคงอยากดูอะไรที่มันเหนือจินตนาการ

The People: แสดงว่าสังคมที่เคร่งเครียดมีผลกับการดูหนังของคน

กิตติธัช: เราเคยรู้จักกับคนทำงานสารคดี เขาบอกว่าแม้แต่เขาก็ยังดูหนัง พจน์ อานนท์ เพราะบรรยากาศการทำงานของเขาค่อนข้างเครียด เขาเลยอยากได้อะไรที่อย่างน้อยมันขำสักหน่อย อย่างน้อยไปดูแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไร แค่ไปดูเฉย ๆ

The People: ในยุคที่คนดูหนังไทยน้อยลง เรามีแนวทางในการทำหนังของตัวเองในอนาคตยังไง

กิตติธัช: ตั้งใจว่าจะทำงานไปก่อน ให้มีทุน แล้วถึงช่วงนั้นถ้าอยากทำหนังจริง ๆ ก็ทำ เหมือน เป็นเอก รัตนเรือง เพราะเขาก็ทำหนังจนไม่มีจะกิน แล้วเขาก็หยุดมาทำโฆษณา จนมีตังค์แล้วค่อยหนังทำเรื่อง Samui Song

The People: แปลว่าเรามองว่าทำหนังอย่างเดียวยังเลี้ยงชีพได้ไม่พอ

กิตติธัช: ใช่เลย ในความคิดของเรา ระบบการฉายหนังของไทยเอื้อนายทุนข้างนอก แต่คนข้างในไม่ค่อยได้อะไร ก็เลยเป็นห่วงตรงนั้น

The People: สนใจเรื่องหนัง แล้วทำไมถึงมาฝึกงานกับ The People

กิตติธัช: The People จะทำเรื่องเกี่ยวกับคน ซึ่งตอนปีสามมีวิชาสารคดี เราก็ตั้งใจจะเอาส่วนที่ฝึกงานกับ The People ไปใช้ในการทำสารคดี ในการทำสัมภาษณ์คน แล้วก่อนหน้านั้นก็ติดตามบทความของ The People มาตลอด

The People: ได้อะไรจากการฝึกงานบ้าง

กิตติธัช: อย่างแรก เราได้มาฝึกตัดต่อวิดีโอ ก็จะได้เรื่องความคิด ความละเอียด การวางเฟรม การถ่าย สิ่งที่ได้นอกเหนือจากนั้นคือความคิดของคนในออฟฟิศ คนในกองซึ่งมันก็เข้ากับเราได้ เราเขียนไว้ใน resume ว่าสิ่งที่เราอยากได้จากการฝึกงานคือ ความคิด ทัศนคติ ในการทำงานด้านสื่อ ซึ่งก็ได้ตรงนี้เยอะจากพวกพี่ ๆ อย่างพี่ ๆ นักเขียน เขาต้องใช้มุมมองเพื่อจะสื่อถึงคนคนหนึ่ง เหมือนเป็นตัวแทนของคนคนนั้น มันคือการเล่าเรื่องในเชิงทัศนคติมากกว่าการเล่าแค่ว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร ซึ่ง The People เวลาเราคิดคำถาม เขาจะไม่ถามแค่ว่า เขาทำอาชีพอะไร เขาจะถามคำถามในเชิงทัศนคติไปด้วย

The People: สุดท้าย อยากจะฝากอะไรกับคนอ่านไหม

กิตติธัช: ก็อยากให้ใครที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับคนเข้ามาอ่านกันเยอะ ๆ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงในสังคม ส่วนใครที่สนใจจะมาฝึกงาน ที่นี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจ และจะได้อะไรกลับไปเยอะ

 

เรื่อง : พัทธมน สินธุวณิชเศรษฐ์, จิรภิญญา สมเทพ (The People Junior)

 

#ThePeople, Social, กิตติธัชศรีพิชิต #ThePeopleJunior


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

Related

นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันหลักประกันสุขภาพไทย ที่มาโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค

“แพทริก ดาวน์ส, เจสสิกา เคนสกี้” คู่รักบอสตันสตรองที่เยียวยาตัวเองด้วยการวิ่งหลังเสียขาสามข้างจากระเบิดบอสตันมาราธอน

มารุ ชิบะใจดี เฟรนด์ลี่ ขี้เล่น ขวัญใจโลกโซเชียล

“ปีเตอร์ ทาบีชี” ครูดีเด่นโลกที่ปฏิวัติการสอนจากพ่อแม่เด็ก

อ.เดชา ศิริภัทร สกัดน้ำมันกัญชา เปลี่ยนสาร “ยิ้ม” เป็นสาร “ยา”

คิม ซูกิ นักเขียนสาวผู้แฝงตัวเป็นครูในเกาหลีเหนือ และความจริงกับความลวงของประเทศเผด็จการ

จุรีพร ตรีนนทสกุล: ปลัดอำเภอสาวนราธิวาสผู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดด้วยความเข้าใจ

สมัย ศรีสมบูรณ์:ช่างซ่อมสู่กำนันยอดเยี่ยมที่ซ่อมได้ตั้งแต่เครื่องยนต์จนถึงเด็กติดยา